กลิ่นฝุ่นปูนเก่าและคราบสนิมของโครงสร้างเหล็กขึ้นสนิมคละคลุ้งอยู่ในอากาศทึบตัน พื้นที่รอบตัวคือซากวิหารโบราณที่ถูกทิ้งร้างกลางหุบเขาอันห่างไกล สัญญาณโทรศัพท์มือถือกลายเป็นสิ่งฟุ่มเฟือยที่ไร้ค่าทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาเหยียบสถานที่แห่งนี้ แต่สิ่งที่แย่ยิ่งกว่าความไร้สัญญาณ กลับเป็นร่างสูงโปร่งของสถาปนิกหนุ่มที่กำลังยืนกอดอกตีหน้ายักษ์อยู่ตรงหน้าผม
“ถ้าคุณยังใช้พู่กันปัดฝุ่นด้วยลีลาเหมือนรำไทยแบบนั้น งานนี้คงได้เสร็จชาติหน้าตอนบ่าย ๆ แน่ครับ คุณริน”
เสียงทุ้มต่ำติดจะเยيอหยันดังขึ้นทันทีที่ผมวางกล่องใส่อุปกรณ์บูรณะลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ ปราชญ์... ผู้ชายที่ถูกสร้างขึ้นมาจากสูตรคำนวณและไม้บรรทัดเหล็ก เขามองโลกเป็นเส้นตรงและเกลียดความไร้ระเบียบยิ่งกว่าสิ่งใด ในขณะที่ผมมองเห็นประวัติศาสตร์และลมหายใจในรอยแตกของปูนปั้นเหล่านี้
ผมแค่น้ำเสียงฮึดฮัดในลำคอ ปรายตามองคนตัวสูงกว่าที่วันนี้สวมเสื้อเชิ้ตพับแขนจนเห็นเส้นเลือดปูดโปนตรงท่อนแขนแกร่ง ถึงจะดูน่าหงุดหงิดแต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าความเนี้ยบแบบผิดที่ผิดทางของเขามันดึงดูดสายตาอย่างน่าประหลาด
“ถ้าคุณรีบนัก ทำไมไม่เอาซีเมนต์มากวาดโบกทับแล้วจบ ๆ ไปล่ะครับ คุณสถาปนิกผู้ทรงเกียรติ จะมาจ้างช่างศิลป์ตกยุคอย่างผมเปลืองงบทำไม” ผมสวนกลับทันควัน รอยยิ้มเยาะปรากฏที่มุมปากอย่างไม่ยอมแพ้ “อ้อ... หรือว่ากลัวว่างานศิลป์ชิ้นนี้มันจะสวยเกินกว่าแบบแปลนแข็งกระด้างที่คุณวาดไว้จนหมดฟอร์มกันแน่”
ปราชญ์ขยับกรามแน่น สันจมูกโด่งเป็นสันคมเชิดขึ้นเล็กน้อยด้วยความไม่พอใจ ดวงตาสีนิลคมกริบจ้องมองผมราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เขาก้าวเท้าเข้ามาประชิดตัวทีละน้อย จนผมต้องเป็นฝ่ายถอยหลังไปชนกับเสาหินเย็นเฉียบโดยไม่รู้ตัว ระยะห่างระหว่างเราลดลงจนแทบไม่ได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน
“อย่ามาทำเป็นอวดดีไปหน่อยเลยครับ คุณก็รู้ว่าโครงสร้างรับน้ำหนักของโดมตรงนี้มันร้าวเกินเยียวยา ถ้าคุณมัวแต่ไปนั่งเช็ดทองคำเปลวไร้สาระนั่น แล้วเกิดมันพังลงมาทับหัวคุณขึ้นมาจริง ๆ... คนที่จะซวยและต้องมารับผิดชอบกวาดซากคุณออกจากไซต์งาน ก็คือผมนี่แหละ”
น้ำเสียงของเขาดุดันแต่แฝงไปด้วยความกังวลบางอย่างที่เจ้าตัวพยายามซ่อนไว้ ปราชญ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนผมได้กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ผสมกับกลิ่นฝุ่นดิน สายตาของเราสบกันนิ่งสนิท ท่ามกลางความเงียบงันของวิหารร้าง มีเพียงจังหวะหัวใจที่เต้นรัวผิดจังหวะจนน่าตกใจ
ผมเม้มริมฝีปากแน่น สมองประมวลผลไม่ทันกับความใกล้ชิดที่จู่ ๆ ก็พุ่งทะยานเกินขีดจำกัด ปากก็อยากจะเถียงกลับให้เจ็บแสบเหมือนทุกที แต่ดวงตาคู่นั้นกลับสะท้อนภาพเงาของผมเองอย่างชัดเจน มันเป็นความใกล้ชิดที่อันตราย... อันตรายเสียจนผมไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา
“เป็นใบ้ไปแล้วหรือครับ หรือว่าเถียงไม่ออก” เขาเอ่ยกระซิบเสียงพร่า ชิดริมหวกใบหูจนขนลุกซู่ ปลายนี้วเรียวยาวเอื้อมมือมาปัดเศษฝุ่นที่ติดอยู่ข้างแก้มของผมออกอย่างเบามือ สัมผัสอุ่นร้อนที่ปัดผ่านผิวเนื้อทำให้ผมสะดุ้งเฮือก
“ผม... ผมแค่คิดว่าคุณพูดมากเกินไปแล้ว ปราชญ์” ผมเบือนหน้าหนีความร้อนผ่าวที่ลามเลียพวงแก้ม หัวใจเต้นแรงราวกับกลองรบ
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังระอุยิ่งกว่าความร้อนของเตาหลอม กลิ่นบางอย่างก็ลอยแตะจมูก... กลิ่นควันจาง ๆ ที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในซากโบราณสถานแห่งนี้
ปราชญ์ชะงัก สีหน้าเคร่งขรึมลงทันที เขารemove ตัวเองออกจากพื้นที่ประชิดตัวผมอย่างรวดเร็ว สายตาคมกวาดมองไปรอบตัวด้วยความระแวง
ก่อนที่เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่จะดังขึ้นจากโถงทางเข้าด้านหน้า พร้อมกับแสงไฟฉายที่สาดส่องกราดเกลื่อนเข้ามาในความมืด และเสียงตะโกนห้าว ๆ ที่ทำให้เราทั้งคู่ต้องหน้าถอดสี
"เฮ้ย! ใครอยู่ในนั้นวะ! ออกมาให้หมด!"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ร่วมเดินทางระทึกใจไปกับบทแรกนี้ด้วยกันนะครับ
เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์•ตอนที่ 1
วิหารร้างกับทางเลือกที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ผลงานโดย สเปซโอเดสซีย์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สเปซโอเดสซีย์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ไร้เสียงกับเสียงในหัวใจของนายช่างศิลป์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!