กลิ่นฟอร์มาลินเจือจางในห้องผ่าศพยามวิกาลไม่ได้ให้ความรู้สึกปลอดภัยเช่นเคย เมื่อเงาสะท้อนในกระจกเงาบานใหญ่สะท้อนร่างของชายผู้ยืนอยู่เบื้องหลัง ดร.อลิสา ชะงักมือที่กำลังคีบชิ้นเนื้อเยื่อบางเฉียบลงบนสไลด์แก้ว ลมหายใจของเธอผ่อนเข้าออกอย่างสม่ำเสมอเพื่อควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่เริ่มผิดเพี้ยนไปจากความเงียบงันรอบตัว
"คุณยืนอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่แล้วคะ เรย์มอนด์"
เสียงของแพทย์นิติเวชสาวราบเรียบและเย็นเยียบ เธอไม่ได้หันกลับไปมองทันที แต่ดวงตาภายใต้กรอบแว่นโลหะจับจ้องเงสะท้อนของเขาผ่านกระจกใส เปลวไฟในเตาเผาศพจำลองหรือแสงไฟนีออนสีนวลส่องกระทบสันจมูกโด่งคมและเงาตกกระทบใต้โหนกแก้วของนักมานุษยวิทยาหนุ่ม ทำให้ใบหน้าหล่อเหลาคมคายนั้นดูราวกับรูปสลักหินอ่อนโบราณที่ซ่อนความบ้าคลั่งไว้ภายใต้รอยยิ้มสุภาพ
เรย์มอนด์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ เสียงฝีเท้าของเขานุ่มนวลจนเกือบไร้ ริมฝีปากหยักลึกแย้มยิ้มบางเบา แต่นัยน์ตาสีเทาเข้มคู่นั้นกลับไร้ซึ่งประกายความอบอุ่น มันเป็นแววตาแบบเดียวกับนักล่าที่กำลังพิจารณาเหยื่อในกรงขัง—หรือบางที... อาจจะเป็นผู้ร่วมพิธีกรรมที่กำลังรอคอยเวลาเหมาะสม
"นานพอที่จะเห็นคุณกำลังไขปริศนาจากซากศพไร้วิญญาณเหล่านั้น... เหมือนเช่นเคย" เรย์มอนด์เอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขานุ่มทุ้มและน่าฟัง ทว่าแฝงความหมายชวนขนลุกไว้อย่างแนบเนียน เขายื่นมือเรียวยาวสวมถุงมือหนังสีดำหยิบชิ้นส่วนกระดูกโบราณที่ขุดพบจากหลุมศพหมื่นปีขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ "คุณหมอคะ บางครั้งวิทยาศาสตร์ก็พยายามอธิบายสิ่งที่อยู่เหนือเหตุผลมากเกินไป จนหลงลืมว่าความตายที่แท้จริงไม่ได้ต้องการคำตอบเชิงกายวิภาค แต่มันต้องการ 'ความเข้าใจ' ในเจตจำนงต่างหาก"
อลิสาวางเครื่องมือลงบนถาดสแตนเลสเสียงดังกระทบกันเบาๆ ก่อนจะหมุนตัวเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาสีเข้มคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยด้วยความระแวง เธอก้าวถอยหลังครึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างที่ปลอดภัย แต่วิถีการคุกคามทางจิตวิทยาของเขากลับทำให้ช่องว่างระหว่างคนทั้งสองแคบลงอย่างไร้ร่องรอย
"เจตจำนงเหรอคะ? หรือคุณกำลังพูดถึงความหมกมุ่นส่วนตัวของคุณกันแน่" อลิសากล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยันนิดๆ ป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายเห็นรอยร้าวในความมั่นคงของเธอ "ศพที่อยู่ตรงหน้าฉันคือหลักฐานทางคดี ไม่ใช่เครื่องมือประกอบพิธีกรรมบูชายانيแบบที่คุณพยายามโน้มน้าวตำรวจและฉันมาตลอดสัปดาห์นี้ เรย์มอนด์... ฉันเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติในรายงานการวิเคราะห์วัตถุโบราณที่คุณส่งมอบให้กองปราบ มีบางชิ้นที่ถูกสับเปลี่ยน และรอยกรีดบนกระดูกพวกนั้น... มันสดเกินกว่าที่จะมีอายุหมื่นปี"
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องผ่าศพชั่วขณะ บรรยากาศรอบตัวอัดแน่นไปด้วยแรงกดดันทางจิตวิทยาที่สูงเสียด เรย์มอนด์ไม่โต้เถียง เขาเพียงแต่หัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่ฟังดูวังเวงและเยือกเย็นจับใจ ชายหนุ่มก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะชันสูตร ร่างสูงใหญ่โน้มตัวลงมาหาเธอเล็กน้อย กลิ่นกายผสมผสานระหว่างกลิ่นกระดาษโบราณ น้ำหอมราคาแพง และกลิ่นอายดินชื้นจากหลุมศพโชยเข้าแตะนาสิกของอลิสา
"คุณช่างสังเกตเสมอ... ดร.อลิสา นั่นคือเหตุผลที่ผมละสายตาจากคุณไม่ได้เลย" เรย์มอนด์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงของเขาแหบพร่าและเต็มไปด้วยแรงดึงดูดอันตราย "โลกใบนี้เต็มไปด้วยความเน่าเฟะที่วิทยาศาสตร์เยียวยาไม่ได้ การที่ผมต้อง 'จัดการ' หลักฐานบางอย่าง ก็เพื่อให้ความจริงที่ยิ่งใหญ่กว่าได้ปรากฏขึ้น... ความจริงที่ว่า มนุษย์เราไม่มีวันหนีพ้นจากคำสาปแห่งกาลเวลา"
อลิสาชะงัก หัวใจของเธอเต้นระรัวไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะสัญชาตญาณเตือนภัยที่กรีดร้องอย่างรุนแรง ภาพความตายของคนในครอบครัวในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัว สมองของเธอประมวลผลอย่างรวดเร็ว—พฤติกรรมของเรย์มอนด์ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา การหายตัวไปของบันทึกโบราณจากห้องเก็บวัตถุพยาน และรอยแผลที่คล้ายคลึงกันระหว่างศพปัจจุบันกับศพในยุคหิน
มือเรียวภายใต้ถุงมือยางเอื้อมไปหยิบ scalpel (มีดผ่าตัด) ขนาดเล็กที่ซ่อนอยู่ข้างถาดเครื่องมืออย่างแนบเนียน แต่นิ้วมือของเรย์มอนด์กลับไวรัสราวก세ลมพายุ เขาคว้าข้อมือของเธอไว้ได้อย่างแม่นยำ แรงบีบที่ข้อมือไม่ถึงกับเจ็บ แต่หนักแน่นและทรงพลังพอที่จะตรึงเธอไว้กับที่ ปลายนิ้วของเขาไล้เบาๆ บริเวณชีพจรที่กำลังเต้นเร่าของเธอ
"ระวังหน่อยสิคะ มีดเล่มนั้นคมเกินกว่าจะเอามาใช้กับคนใกล้ตัวนะ" เรย์มอนด์กระซิบชิดริมฝีปาก นัยน์ตาสีเทาเข้มสะท้อนภาพใบหน้าตื่นตัวของเธออย่างชัดเจน "อีกอย่าง... คุณคิดจริงๆ เหรอคะว่าคุณกำลังไขคดีนี้อยู่คนเดียว?"
ก่อนที่อลิสาจะได้ตอบโต้ ประตูห้องผ่าศพชั้นในที่ควรจะถูกล็อกด้วยระบบดิจิทัลอย่างแน่นหนากลับส่งเสียง "คลิก" เบาๆ พร้อมกับไฟนีออนบนเพดานที่กะพริบไหวแล้วดับวูบลงเหลือเพียงแสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัว
ความมืดมิดกลืนกินห้องผ่าศพในพริบตา ทว่าในความสลัวนั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงหลายคู่กำลังก้าวเข้ามาจากทางเดินมืดทึบ พร้อมกับกลิ่นหอมหวานฉุนของกำยานโบราณที่ลอยคละคลุ้งเข้ามาในอากาศ และเมื่อแสงไฟฉุกเฉินกะพริบติดอีกครั้ง เงาร่างของใครบางคนในชุดคลุมโบราณก็ยืนขวางประตูทางออกไว้ โดยมีรอยยิ้มอันน่าสยดสยองประดับอยู่บนใบหน้าซีดเซียว... ซึ่งเป็นใบหน้าที่ควรจะนอนสงบนิ่งอยู่ในโลงศพของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติมานานกว่าสามวันแล้ว!
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดด้วยกันนะคะ
นิติเวชหญิงกับจารึกอาถรรพ์หมื่นปี•ตอนที่ 7
กลิ่นอายความมืด
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหญิงกับจารึกอาถรรพ์หมื่นปี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!