กลิ่นอายของฟอร์มาลีนและสนิมเหล็กยังคงติดอยู่ปลายจมูกของฉัน แม้เราจะทิ้งห้องผ่าศพใต้ดินของสถาบันนิติเวชมาไกลหลายร้อยกิโลเมตรแล้วก็ตาม
ล้อรถยนต์ออฟโรดคันใหญ่บด ภาระพื้นถนนลูกรังที่ขรุขระและเปียกชื้นจากฝนที่เพิ่งขาดเม็ด แสงไฟหน้ารถสาดส่องผ่านความมืดทึบของผืนป่าดงดิบทางภาคเหนือราวกับมีดผ่าตัดที่กรีดผ่านเนื้อเยื่ออันไร้ชีวิต บรรยากาศภายในห้องโดยสารอัดแน่นไปด้วยความเงียบงันที่หนักหน่วง จนฉันได้ยินกระทั่งเสียงลมหายใจของตัวเอง และเสียงเครื่องยนต์ที่คำรามอย่างดุดัน
เรย์มอนด์ ผู้ชายที่นั่งอยู่หลังพวงมาลัยในยามวิกาลเช่นนี้ ไม่เคยทำให้ฉันรู้สึกปลอดภัยเลยแม้แต่น้อย—ตรงกันข้าม เขากลับอันตรายไม่ต่างอะไรกับรอยสักปริศนาบนศพเหยื่อรายล่าสุดที่เราเพิ่งร่วมกันชันสูตร
"คุณกำลังพาฉันไปตาย หรือไปหาคำตอบกันแน่ เรย์มอนด์"
ฉันเอ่ยทำลายความเงียบ น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมพอที่จะตัดผ่านความมืด สายตาของฉันจดจ้องไปยังเสี้ยวหน้าด้านข้างของเขา—สันจมูกโด่งคมเป็นสัน กรามที่ขบเข้าหากันแน่นเมื่อต้องใช้สมาธิควบคุมพวงมาลัยในทางโค้งหักศอก และเงาสะท้อนจากหน้าปัดรถที่สาดกระทบแววตาสีเทาเข้มคู่นั้น แววตาที่เต็มไปด้วยความลับและแรงขับเคลื่อนอันมืดมน
เรย์มอนด์เหลือบมองฉันเพียงเสี้ยววินาที มุมปากหยักลึกยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยوةหยันที่ฉันเกลียดชังนัก
"ถ้าผมอยากให้คุณตาย ดร.อลิสา... คุณคงไม่ได้นั่งหายใจอยู่ข้างผมในรถคันนี้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะครับ... อ้อ ขอโทษที ฉันติดพูด คะ/ค่ะ ไม่ทันระวัง" เขาจงใจเว้นจังหวะ น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือแววเย้าหยวนที่แฝงความคุกคามอย่างแนบเนียน "แต่ถ้าพูดถึงการหาคำตอบ... บางครั้ง เส้นทางที่สั้นที่สุดที่จะไปให้ถึงความจริง ก็มักจะต้องผ่านหุบเหวแห่งความตายเสมอนั่นแหละนะ"
ฉันแค่นסיเบาๆ ในลำคอ หันหน้าหนีออกไปมองทัศนียภาพนอกกระจกหน้าต่างที่ถูกความมืดกลืนกินจนแทบไม่เห็นอะไรนอกจากเงาตะคุ่มของต้นไม้ใหญ่ที่โน้มกิ่งก้านลงมาคล้ายภูตผี
ตรรกะในหัวของฉันกำลังประมวลผลอย่างรวดเร็ว เรย์มอนด์คือนักมานุษยวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านอารยธรรมโบราณและพิธีกรรมบูชายัญที่ถูกกฎหมายและใต้ดินปะปนกัน ประวัติของเขาขาวสะอาดในนามของนักวิชาการ แต่สัญชาตญาณนิติเวชของฉันบอกว่า มือคู่นั้นเคยสัมผัสกับเลือดมามากกว่าที่เขากล่าวอ้าง และที่สำคัญที่สุด... รอยสักหมื่นปีบนแผ่นหลังของศพไร้ญาติคนนั้น เป็นรอยเดียวกับรอยสลักโบราณที่ปรากฏอยู่ในบันทึกภาคสนามของเรย์มอนด์เมื่อสามปีก่อน
เราต่างก็มีวาระซ่อนเร้น ฉันต้องการไขปริศนาการตายของครอบครัวที่เชื่อมโยงกับสัญลักษณ์โบราณนี้ ส่วนเขา... กำลังตามหาอะไรบางอย่างที่ฝังรากลึกอยู่ในดินแดนป่าลึกแห่งนี้
รถยนต์ชะลอความเร็วลงก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่เขตพื้นที่รกร้าง ป้ายไม้ผุกร่อนระบุชื่อ "หมู่บ้านป่าเร้นจันทร์" ปรากฏให้เห็นรางๆ ใต้แสงไฟหน้า รถจอดสนิทหน้าเรือนไม้สักโบราณหลังใหญ่ที่ปิดทึบอย่างไร้ผู้คน ทว่ากลับมีแสงไฟสีส้มสลัวลอดออกมาจากหน้าต่างชั้นสอง
เรย์มอนด์ดับเครื่องยนต์ ความเงียบสงัดเข้าโอบล้อมพวกเราทันที เสียงหริ่งเรไรและเสียงลมพัดหวีดหวิวราวกับเสียงกระซิบจากคนตายดังระงม
"ถึงแล้วครับ... อ๊ะ ขออภัย ถึงแล้วค่ะ คุณหมอคนเก่ง" เขากลั้วหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี ขณะเอื้อมมือมาเปิดประตูฝั่งของฉัน "ลงไปยืดเส้นยืดสายหน่อยเถอะค่ะ ข้างในนั้นมีบางคนที่รอจะเล่าเรื่องราวที่คุณอยากรู้มาทั้งชีวิตให้ฟังพอดี"
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ ปลดเข็มขัดนิรภัยออก หยิบกระเป๋าเครื่องมือแพทย์คู่ใจติดมือลงมาด้วย ในฐานะนิติเวช ฉันถูกฝึกให้เชื่อมั่นในหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และศพที่ไม่เคยโกหก แต่ก้าวแรกที่เท้าสัมผัสกับผืนดินชื้นแฉะของหมู่บ้านแห่งนี้ กลับทำให้สันหลังของฉันเย็นวาบราวกับมีใครเอาน้ำแข็งมาลูบไล้
เราก้าวเดินเคียงกันไปตามทางเดินไม้เก่า0ที่มีเสียงเอี๊ยดอ๊าดทุกครั้งที่น้ำหนักลงสู่พื้น เรย์มอนด์เดินนำหน้าด้วยท่าทางผ่อนคลายราวกับเป็นเจ้าของสถานที่ ขณะที่ฉันกวาดสายตาสอดส่องทุกความผิดปกติรอบตัว บรรยากาศรอบด้านชวนให้รู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก กลิ่นอายของธูปโบราณและกลิ่นสาบของซากสัตว์บางชนิดลอยมาตามสายลม
เรย์มอนด์หยุดยืนหน้าบานประตูไม้แกะสลักลวดลายประหลาด ลวดลายเดียวกับรอยสักบนศพไม่มีผิดเพี้ยน เขายื่นมือไปผลักประตูบานนั้นให้เปิดออกอย่างช้าๆ เสียงบานพับขึ้นสนิมกรีดร้องแหลมสูงในความเงียบ
ภายในห้องโถงกว้าง แสงเทียนนับร้อยเล่มส่องสว่างวาบเผยให้เห็นร่างของชายชราคนหนึ่งกำลังนั่งหันหลังให้เรา บนโต๊ะไม้กลางห้องมีกะโหลกศีรษะมนุษย์ที่สลักอักขระโบราณวางอยู่ พร้อมกับกองเอกสารและภาพถ่ายคดีฆาตกรรมในอดีตที่ฉันคุ้นตาเป็นอย่างดี... มันคือแฟ้มคดีการเสียชีวิตของพ่อแม่ฉันเอง!
หัวใจของฉันกระหน่ำเต้นรัวด้วยความตกใจ ชายชราคนนั้นค่อยๆ หันกลับมาอย่างช้าๆ เผยให้เห็นใบหน้าเหี่ยวย่นที่มีรอยสักประหลาดพาดผ่านดวงตาข้างหนึ่ง เขายิ้มกริ่ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยปริศนา และเอ่ยชื่อฉันออกมาด้วยน้ำแหบแห้งราวกระดาษทราย
"ยินดีต้อนรับกลับบ้านนะ... ดร.อลิสา ลูกสาวของเหยื่อรายแรก"
ฉับพลันนั้น ประตูไม้ด้านหลังก็กระแทกปิดลงอย่างแรงด้วยฝีมือใครบางคน พร้อมกับเสียงล็อกกลอนจากด้านนอกดัง *คลิก* ก้องกังวาน เรย์มอนด์ที่ยืนอยู่ข้างฉันไม่ได้แสดงอาการตกใจแม้แต่น้อย เขากลับหันมาสบตาฉันด้วยแววตาสีเทาที่ลึกล้ำและเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง รอยยิ้มที่มุมปากของเขากลายเป็นความเยือกเย็นที่ทำให้เลือดในกายจับตัวเป็นน้ำแข็ง
"ขอโทษด้วยนะคะคุณอลิสา..." เสียงกระซิบแผ่วเบาของเรย์มอนด์ดังชิดริมหูในความมืดที่เพิ่งเข้าปกคลุมเมื่อเทียนทุกเล่มดับลงพร้อมกัน "แต่เราหนีความจริงไม่พ้นหรอก... และตอนนี้ คุณก็หนีผมไม่พ้นแล้วเหมือนกัน"
---
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ไปกับ"เงาจันทราลี้ลับ" แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
นิติเวชหญิงกับจารึกอาถรรพ์หมื่นปี•ตอนที่ 13
หลบหนีสู่ความมืด
ผลงานโดย เงาจันทราลี้ลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงาจันทราลี้ลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง นิติเวชหญิงกับจารึกอาถรรพ์หมื่นปี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!