กลิ่นอายอับชื้นของฟางข้าวเน่าและคราบฝุ่นหนาทึบที่เกรอะกรังตามซอกไม้ไผ่ ไม่ได้ทำให้สติสัมปชัญญะของไป๋จินซูเลอะเลือนลงแม้แต่น้อย
ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยตวัดพู่กันบัญชาการทัพนับแสน และเคยจรดเข็มทองฝังจุดชีพจรช่วยชีวิตฮ่องเต้ในม่านมุ้งแพรไหม กำลังขยับไหวอยู่บนพื้นดินแห้งผาก ร่างกายนี้บอบบางเกินกว่ามาตรฐานของยอดกุนซือผู้ผ่านศึกสงครามมาค่อนชีวิต ทว่ากระดูกและเส้นเอ็นกลับซ่อนไว้ด้วยพลังจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งที่ข้ามกาลเวลามาพร้อมกับห้วงมิติแห่งคัมภีร์แพทย์โบราณ
"ฟื้นแล้วหรือ นังตัวดี... คิดจะแกล้งตายหนีการทำงานในกองผลิตผลเพื่อแลกกับข้าวต้มเปล่าๆ ของคอมมูนอย่างนั้นรึ?"
เสียงแหลมสูงบาดหูของป้าจาง หัวหน้าฝ่ายแรงงานประจำหมู่บ้านดังทะลุผนังไม้กระดานผุพังเข้ามา ร่างท้วมในชุดเสื้อผ้าสีหม่นปะชุนสะท้อนภาพลักษณ์ความจนตรอกของยุคสมัยที่เต็มไปด้วยการควบคุมและการกดขี่ แต่สำหรับไป๋จินซูแล้ว สายตานั้นไม่ต่างอะไรกับมดปลวกที่บังอาจอาจหาญมาส่งเสียงหนวกหูเบื้องหน้าบัลลังก์
นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นช้าๆ ท่วงท่าไร้ซึ่งความตื่นตระหนกหรือความหวาดกลัวอันใด ช่างงดงามและสง่างามราวกับสนมเอกผู้สูงศักดิ์กำลังก้าวลงจากเกี้ยวแปดคนหาม แม้เสื้อผ้าที่สวมใส่จะเป็นชุดผ้าฝ้ายหยาบกระด้างสีน้ำเงินเข้มตามแบบฉบับยุคเจ็ดสิบ แต่ท่าทางการจัดระเบียบชายเสื้อและการปัดฝุ่นตามข้อแขนกลับเต็มไปด้วยความประณีตบรรจงราวกับกำลังสวมอาภรณ์ปักดิ้นทอง
ไป๋จินซูกวาดสายตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวภูเขาสำรวจรอบตัว โรงนาเก่าแห่งนี้ถูกทิ้งร้าง มุมห้องมีเครื่องมือเกษตรขึ้นสนิม แสงแดดยามสายลอดผ่านรอยแตกของหลังคากระเบื้องดินเผาลงมาเป็นลำแสงฝุ่นผงที่เต้นระบำ ทว่าในห้วงมิติจิตสำนึกของนาง หยกโบราณตระกูลไป๋กำลังเปล่งประกายแสงสีเขียวมรกตอุ่นวาบ มันคือคลังสมบัติและตำรับยาบรรพกาลที่ติดตัวข้ามภพมาด้วย
"ข้าวต้มเปล่าของคอมมูน... แลกมาด้วยหยาดเหงื่อของบรรพบุรุษตระกูลไป๋ที่ถูกกวาดล้างทรัพย์สินจนหมดสิ้น หรือแลกมาด้วยความไร้ยางอายของคนที่นี่ที่ฉวยโอกาสเหยียบย่ำผู้คนที่ถูกเนรเทศกันแน่?"
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นเยียบ และทรงพลังโดยไม่ต้องยกระดับเสียงให้ดัง การใช้คำพูดที่คมคายและมีชั้นเชิงทำให้ป้าจางที่กำลังจะอ้าปากด่าต่อถึงกับชะงักค้าง ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง นังเด็กนี่... ปกติแล้วก้มหน้ายอมรับชะตากรรมด้วยความหวาดกลัว แต่วันนี้เหตุใดแววตานั้นจึงคมกริบราวนับคมดาบที่จ่ออยู่บนลำคอ
"เจ้า... นังลูกหลานปฏิกิริยาชนชั้นนายทุน กล้าดียังไงมาต่อปากต่อคำกับฉัน!" ป้าจางหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโกรธ ยกนิ้วสั่นเทาชี้หน้า "วันนี้ถ้าไม่ไปแบกฟางสิบหาบ เจ้าก็ไม่ต้องกินข้าว!"
ไป๋จินซูแย้มยิ้ม มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยอย่างเย้ยหยัน รอยยิ้มนั้นงดงามจนป้าจางเผลอถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว ความกดดันที่แผ่ออกมาจากร่างอรชรนี้ช่างน่าสะพรึงกลัว ราวกับนางไม่ได้ยืนอยู่ในโรงนาโทรมๆ แต่กำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์พิพากษาชีวิตผู้คน
"แบกฟางสิบหาบเพื่อแลกกับเศษข้าวที่เต็มไปด้วยกรวดทราย..." ไป๋จินซูก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ ทุกย่างก้าวเปี่ยมด้วยระเบียบแบบแผนของตระกูลสูงศักดิ์ที่ถูกฝึกฝนมาอย่างเข้มงวด "เกรงว่ากระดูกข้อต่อของท่านป้าเองต่างหากที่จะทนรับผลกรรมจากการรีดนาทาเร้นคนอื่นไม่ไหว อาการปวดแปลบที่เอวและต้นขาซ้าย กำลังลุกลามขึ้นสู่ไขสันหลังทุกครั้งที่อากาศเปลี่ยนไม่ใช่หรือ? หากท่านยังตะโกนเสียงดังเช่นนี้อีกสามประโยค เส้นประสาทตรงช่วงเอวของท่านคงจะพิการถาวรภายในวันนี้อย่างแน่นอน"
ป้าจางหน้าถอดสีทันที มือที่ชี้อยู่ลดฮวบลงโดยอัตโนมัติ อาการเจ็บเรื้อรังที่เอวซึ่งนางปิดบังไว้ไม่ให้ใครรู้ เหตุใดนังเด็กนี่จึงมองปราดเดียวแล้ววินิจฉัยได้อย่างแม่นยำรา과ตาผีสาง!
ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงของรองเท้าคอมแบทก็ดังขึ้นที่หน้าประตูโรงนา ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบสีเขียวเข้มของเจ้าหน้าที่รัฐก้าวเข้ามา กลิ่นอายความเยือกเย็น ดุร้าย และเด็ดเดี่ยวแผ่ซ่านปกคลุมไปทั่วบริเวณจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบลงทันที
ลู่ถิงเฉินกวาดสายตาดุจเหยี่ยวคมกริบมองเหตุการณ์ตรงหน้า ร่างกายกำยำสมส่วนภายใต้เครื่องแบบแสดงถึงความเป็นเลิศด้านการฝึกฝนทางทหาร ดวงตาคมปลาบหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้างดงามไร้ที่ติของไป๋จินซู มุมปากของชายหนุ่มหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นแต่แฝงความสนใจอย่างลึกซึ้ง
"เกิดอะไรขึ้นที่นี่ สหายไป๋... ดูเหมือนสุขภาพของเธอจะฟื้นตัวเร็วกว่าที่รายงานทางการแพทย์ระบุไว้มากสินะ" ลู่ถิงเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ สายตาคมกริบจับจ้องนางไม่วางตา ราวกับต้องการค้นหาความลับทั้งหมดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ดวงตานิ่งสงบนั้น
ไป๋จินซูเงยหน้าขึ้นสบตากับผู้กองหนุ่มผู้กุมอำนาจสูงสุดในเขตปฏิรูปนี้ นางไม่ได้หลบสายตา ทว่ากลับส่งยิ้มบางเบาที่เต็มไปด้วยความท้าทายกลับไป ขณะที่ปลายนิ้วมือซ้ายในแขนเสื้อซ่อนการกดจุดสะกัดพิษของตนเองไว้เงียบๆ
ทว่า ก่อนที่ใครจะได้เอ่ยวาจาใดเพิ่มเติม เสียงเคาะระฆังเหล็กฉุกเฉินจากศูนย์กลางหมู่บ้านก็ดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับเสียงตะโกนลั่นของทหารยามที่วิ่งหน้าตื่นเข้ามาหน้าโรงนา
"ผู้กองลู่! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ! ทางการส่ง 'โทรเลขด่วนที่สุด' จากเมืองหลวง แจ้งว่ามีคำสั่งลับเฉพาะให้ตรวจสอบภูมิหลังของตระกูลไป๋ และ... มีรถยนต์ทางการทหารปริศนากำลังมุ่งหน้ามาที่หมู่บ้านเราแล้วครับ!"
ลู่ถิงเฉินชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมปลาบหันกลับมามองไป๋จินซูด้วยประกายตาดุร้ายที่วาบผ่านความสงสัยอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เขาจะยื่นมือหนาออกไปคว้าข้อแขนเรียวบางของนางไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก พร้อมกระซิบชิดริมฝีปากด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นที่สั่นประสาท
"ดูเหมือนว่า... เธอไม่ได้เป็นแค่หมอตกอับธรรมดาอย่างที่พวกมันรายงานเสียแล้วสหายไป๋ บอกฉันมาสิว่าคนเหล่านั้นมาเพื่อช่วยเธอ... หรือมาเพื่อฆ่าเธอปิดปากกันแน่?"
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับ "เฉินเว่ยสายลุย" นะครับ
บันทึกหยกโบราณกับกลิ่นอายรุ่งอรุณแห่งยุคเจ็ดสิบ•ตอนที่ 1
ห้วงเวลาที่พลิกผัน
ผลงานโดย เฉินเว่ยสายลุย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เฉินเว่ยสายลุย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกหยกโบราณกับกลิ่นอายรุ่งอรุณแห่งยุคเจ็ดสิบ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!