วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง•ตอนที่ 1

ศาลาที่ไร้ลมพัด

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่เจือปนมากับกลิ่นอับชื้นของไม้จันทน์หอมโชยเข้าจมูก ปลุกสติสัมปชัญญะที่ล่องลอยอยู่ในความมืดมิดให้กลับคืนมาทีละน้อย ความเจ็บปวดราวน้ำร้อนลวกแผดเผาไปทั่วหลอดลมและช่องท้อง ราวกับมีคมมีดนับพันเล่มกำลังกรีดแทงอยู่ภายใน รำเพยพยายามจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทว่าสิ่งที่แลกกลับมาคืออาการสำลักจนตัวโยน ร่างกายนี้หนักอึ้งดั่งถูกหินผาทับถม แรงพยายามกระดิกปลายนิ้วยังแทบไม่เหลือ "พระสนมฟื้นแล้วเพคะ! ใต้เท้า หมอหลวง รีบมาดูเร็วเข้า!" เสียงร้องด้วยความตกใจระคนหวาดผวาของนางกำนัลดังแว่วเข้ามาในโสตประสาท รำเพยพยายามลืมตาขึ้นช้าๆ ทัศนียภาพเบื้องต้นพร่ามัวราวกับถูกม่านหมอกหนาทึบปกคลุม ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะค่อยๆ ปรับความคมชัดจนเผยให้เห็นเพดานไม้แกะสลักลวดลายหงส์คู่เกี้ยวพญานาคอันวิจิตรงดงามเกินกว่าเรือนพักสามัญชน ผ้าม่านโปร่งสีแดงชาดทิ้งตัวลงมาจากเสาทองคำระยิบระยับ นี่ไม่ใช่เรือนไทยริมน้ำของนาง... และนี่ไม่ใช่กลิ่นอายของแผ่นดินสยามที่นางคุ้นเคย ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองไปรอบห้องอย่างพิจารณา ความทรงจำที่กระจัดกระจายราวกับเศษแก้วแตกละเอียดเริ่มไหลย้อนกลับเข้ามาในห้วงความคิด รำเพย... นางรำสาวผู้มีชะตากรรมอาภัพในเรือนไทยโบราณ ผู้ถูกสังหารอย่างโหดเหี้ยมในคืนเดือนมืดด้วยแรงริษยาของคนมีอำนาจ บัดนี้ดวงวิญญาณของนางมิได้ดับสูญ หากแต่ถูกดึงดูดข้ามภพข้ามชาติมาสถิตอยู่ในร่างของ 'มู่หรงเซียน' พระสนมเอกแห่งวังหลังในแคว้นหลี่ ร่างกายที่กำลังจะหมดลมหายใจด้วยฤทธิ์ของ 'สุราพิษจันทร์เพ็ญ' พิษร้ายที่ไร้กลิ่นไร้สี ทว่าออกฤทธิ์กัดกร่อนอวัยวะภายในให้แหลกสลายภายในชั่วข้ามคืน "เจ็บ... น้ำ..." เสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากลำคอที่แห้งผากราวกับผืนดินยามแล้ง นางพยายามใช้ศอกยันกายลุกขึ้น ทว่าแขนเรียวบางกลับสั่นเทาจนไร้เรี่ยวแรง นางกำนัลนางเดิมรีบประคองศีรษะของรำเพยให้พิงกับหมอนปักไหมทอง พร้อมกับป้อนน้ำอุ่นอุณหพอเหมาะให้อย่างระมัดระวัง ดวงตาของนางกำนัลผู้นั้นแดงก่ำเต็มไปด้วยคราบน้ำตา แสดงถึงความหวาดกลัวต่อเหตุการณ์เบื้องหน้าอย่างปิดไม่มิด ในขณะที่หมอหลวงชราผู้หนึ่งก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าเร่งรีบ ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับกระดาษ มือที่กำลังจับชีพจรที่ข้อมือของนางสั่นเทาจนน่าเวทนา "พิษ... พิษในร่างกายของพระสนมเจือจางลงปาฏิหาริย์ได้อย่างไรกันพ่ะย่ะค่ะ?" หมอหลวงชราอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง ดวงเบิกกว้างด้วยความไม่เชื่อสายตาตนเอง "น่าแปลกยิ่งนัก... แม้จะยังเหลือพิษตกค้างอยู่บ้าง แต่ชีพจรที่เคยดับสูญกลับเต้นขึ้นมาใหม่อย่างเข้มแข็ง ราวกับมีพลังลึกลับบางอย่างคอยค้ำจุนชีวิตพระองค์ไว้" รำเพยหรี่ตามองชายชราเบื้องหน้า นางแสยะยิ้มที่มุมปากเล็กน้อยอย่างเยือกเย็น พลังลึกลับที่เขาว่า หาใช่ปาฏิหาริย์อื่นใดไม่ หากแต่เป็นจิตวิญญาณอันแข็งแกร่งของนางเองที่เคยผ่านความตายมาแล้วครั้งหนึ่ง นางจะไม่ยอมจำนนต่อความตายอย่างอนาถเป็นครั้งที่สองเด็ดขาด ในเมื่อสวรรค์เมตตาประทานชีวิตใหม่ให้ แม้จะต้องแลกด้วยวิญญาณหรือความดำมืดในจิตใจ นางก็จะใช้ร่างนี้ทวงความยุติธรรมและกระชากหน้ากากของคนที่ส่งนางมาตายให้จมดินให้จงได้ "ใครเป็นคนนำสุราจอกนั้นมาให้ข้า?" น้ำเสียงของรำเพยแม้จะยังแหบพร่า ทว่ากลับทรงพลังและเยือกเย็นจนหมอหลวงและนางกำนัลถึงกับสะท้านเฮือก บรรยากาศภายในห้องนอนอันหรูหราพลنداเย็นเยียบลงถนัดตา ราวกับอุณหภูมิลดฮวบลงในชั่วพริบตา นางกำนัลผู้นั้นทรุดกายลงคุกเข่ากับพื้นทันที ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยความกลัว นางโขกศีรษะจนหน้าผากกระทบกับพื้นไม้เสียงดังทึบ "ทูลพระสนม... บ่าวสมควรตาย บ่าวเป็นเพียงผู้รับถ้วยสุรามาจากขันทีประจำตำหนักบูรพา เป็นพระราชทานจาก... จากพระนางฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ พระองค์ตรัสว่าเป็นสุราฉลองตำแหน่งพระสนมเอก..." รำเพยแค่นหัวเราะในลำคอ ฮองเฮางั้นหรือ? ช่างเป็นก้าวเดินที่รวดเร็วและอำมหิตเสียจริง เพิ่งก้าวเท้าเข้ามาเหยียบวังหลังได้ไม่ทันข้ามวัน ความตายก็ถูกส่งมาต้อนรับเสียแล้ว สมกับที่เป็นสนามรบแห่งอำนาจที่ไร้ซึ่งความปรานี ในจังหวะนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องนอน บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนเป็นกดดันและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าเดิม เหล่าขันทีและนางกำนัลด้านนอกต่างพากันคุกเข่าหมอบกราบลงกับพื้นโดยพร้อมเพรียงกันโดยไม่มีใครกล้าส่งเสียงแม้แต่ครึ่งคำ ประตูไม้บานใหญ่ถูกผลักเปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นร่างสูงโปร่งในชุดคลุมยาวปักลายมังกรห้ากรงเล็บสีดำสนิท ท่าทางองอาจและเยือกเย็นดุจพญายมที่ก้าวออกมาจากขุมนรก หลี่จวินอ๋อง... บุรุษผู้กุมอำนาจสูงสุดในกองทัพและเป็นพระสวามีในนามของร่างนี้ ดวงตาคมกริบดุจเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองเข้ามาในห้องด้วยความเฉยชา ไร้ซึ่งความอาทรหรือความตกใจต่อสภาพของพระชายาที่เพิ่งฟื้นจากการถูกวางยาพิษ รัศมีกดดันแผ่ซ่านออกมาจากตัวเขาราวกับคลื่นพายุที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งให้มอดไหม้ "ฟื้นแล้วอย่างนั้นหรือ?" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น เรียบเฉย ไร้คลื่นอารมณ์ ทว่ากลับบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "นับว่าเจ้าหนังเหนียวไม่เบา มู่หรงเซียน... กล้าดียังไงถึงบังAczรอาจใช้ชีวิตของตนเองมาเป็นเครื่องมือในการสร้างสถานการณ์ใส่ร้ายฮองเฮา" รำเพยเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษผู้ขึ้นชื่อว่าสามีเป็นครั้งแรก ดวงตาคมปลาบของเขาจ้องมองนางราวกับจะทะลุปรุโปร่งไปถึงวิญญาณ นางไม่ได้หวาดกลัวต่อสายตาคู่นั้นแม้แต่น้อย รอยยิ้มบางเบาแต่แฝงไว้ด้วยความท้าทายผุดขึ้นบนเรียวปากซีดเซียว นางยืดตัวขึ้นเล็กน้อย แม้ร่างกายจะยังปวดร้าว ทว่าความทรนงในศักดิ์ศรีกลับไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด "ใต้หล้าต่างรู้ดีว่าหม่อมฉันเพิ่งก้าวเข้าสู่วังหลังแห่งนี้ด้วยสะพานไม้ผุๆ ภัยมืดรายล้อมรอบตัว การเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อสร้างสถานการณ์ปัญญาอ่อนเช่นนั้น มีแต่คนโง่เท่านั้นที่ทำเพะค่ะ... หรือว่าท่านอ๋องผู้ปรีชาสามารถ จะมองไม่ออกว่าใครกันแน่ที่เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังความตายของหม่อมฉัน?" คำพูดที่ย้อนกลับอย่างคมคายและไม่เกรงกลัวอำนาจ ทำให้แววตาของหลี่จวินอ๋องไหววูบไปชั่วขณะ ความประหลาดใจฉายชัดขึ้นในดวงตาคมกริบ คู่นั้น พระสนมเอกผู้เงียบขรึม อ่อนแอ และหวาดกลัวเขามาตลอด เหตุใดในวันนี้จึงเปลี่ยนไปราวกับคนละคน ราวกับมีวิญญาณของปีศาจสาวผู้เจ้าเล่ห์มาสถิตอยู่ในร่าง ความเงียบเข้าปกคลุมบรรยากาศในห้องชั่วขณะ ก่อนที่หลี่จวินอ๋องจะก้าวเข้ามาประชิดเตียงนอน กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นจันทร์หอมเย็นๆ ลอยเข้าจมูก ร่างสูงโน้มตัวลงมาใช้ปลายนิ้วแข็งแกร่งเชยคางรำเพยขึ้น บังคับให้นางสบตาเขาตรงๆ "เจ้าเปลี่ยนไปมาก มู่หรงเซียน..." หลี่จวินอ๋องกระซิบเสียงต่ำชิดริมฝีปากของนาง แววตาเต็มไปด้วยความสงสัยระคนอันตราย "หรือว่าการตายไปแล้วครั้งหนึ่ง... จะทำให้เจ้าได้พบกับอะไรที่น่าสนใจมา?" รำเพยไม่หลบสายตา นางจ้องลึกลงไปในดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นอย่างไร้ความหวาดหวั่น มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาผู้ฟังต้องหยุดหายใจ "บางที... สิ่งที่น่าสนใจ อาจกำลังรอเวลาที่จะลากคอคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดลงนรกไปพร้อมกับหม่อมฉัน ก็เป็นได้เพคะ... ท่านอ๋อง" ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด ขันทีสนิทผู้หนึ่งก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาด้วยความเร่งรีบ พร้อมกับคุกเข่าลงแทบเท้าของหลี่จวินอ๋องด้วยตัวสั่นเทา มือทั้งสองข้างชูราชโองการลับฉบับหนึ่งขึ้นเหนือหัวด้วยความหวาดผวา "ทูลท่านอ๋อง... มี... มีราชโองการด่วนจากพระพันปีหลวง ส่งตรงมาจากตำหนักไท่ฮอง... ตราประทับเลือดพ่ะย่ะค่ะ!" หลี่จวินอ๋องละสายตาจากรำเพยช้าๆ ใบหน้าที่เคยเยือกเย็นพลันเคร่งเครียดลงในทันทีเมื่อได้ยินคำว่า 'ตราประทับเลือด' เขายื่นมือไปรับราชโองการฉบับนั้นมาคลี่ออกอ่านด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนเป็นมืดมนราวกับเมฆฝนยามพายุจะเข้า และในวินาทีที่สายตาของหลี่จวินอ๋องกวาดมองข้อความบรรทัดสุดท้ายในราชโองการ ร่างสูงก็ชะงักค้างไป ดวงตาคมกริบเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความตกใจอย่างที่หาได้ยากยิ่ง... ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ ศาลาริมน้ำโบราณ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิญญาณอาถรรพ์ชิงบัลลังก์เลือดท่ามกลางศาลาวังหลัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%