ซองเอกสารสีน้ำตาลเข้มที่ถูกวางทับไว้บนโต๊ะทำงานไม้สักทองเนื้อดี ส่งเสียงกรอบแกรบเบา ๆ ยามเมื่อกระแสลมจากเครื่องปรับอากาศปะทะเข้ากับตัวกระดาษ รินรดายืนนิ่งอยู่เบื้องหลังโต๊ะตัวนั้น แววตาคู่สวยที่เคยไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาแห่งความพ่ายแพ้ในอดีต บัดนี้กลับนิ่งสงบ เยียบเย็น และดุดันดั่งผืนน้ำลึกที่ซ่อนกระแสน้ำวนอันตรายไว้เบื้องล่าง
"นายครับ... ผลตรวจ DNA ด่วนพิเศษ... ออกมาแล้วครับ!"
เสียงของเลขานุการหนุ่มที่เพิ่งวางสายไปเมื่อครู่ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ทว่าสิ่งที่หนักหน่วงยิ่งกว่าคือเงาร่างสูงใหญ่ของพยัคฆ์ที่กำลังก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของเธออย่างไร้มารยาท ประตูบานใหญ่ปิดล็อกลงด้วยกลไกอัตโนมัติ ตัดขาดโลกภายนอกและกักขังพวกเขาทั้งสองไว้ในพื้นที่แคบ ๆ ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอันคุ้นเคย—กลิ่นน้ำหอมกลิ่นโปรดที่เขาเคยใช้ในค่ำคืนแห่งการทำลายล้างชีวิตเธอเมื่อหลายปีก่อน
รินรดากำมือแน่นจนเล็บจิกเข้ากับฝ่ามือ ความเจ็บแปลบช่วยดึงสติให้เธอยืนหยัดอย่างมั่นคง เธอยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับอดีสามีผู้ทรงอิทธิพล ที่บัดนี้แววตาคมกริบคู่นั้นกำลังกวาดมองไปทั่วห้องราวกับกำลังตามล่าหาบางสิ่ง
"คุณไม่มีสิทธิ์เข้ามาในห้องนี้โดยไม่ได้รับอนุญาตค่ะ คุณพยัคฆ์" เสียงของเธอราบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดที่เคลือบด้วยน้ำแข็ง
พยัคฆ์ชะงักฝีเท้า ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสั่งตัดพิเศษหยุดยืนห่างจากเธอเพียงไม่กี่ก้าว ดวงตาคมปลาบดูลึกล้ำและเต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจที่เขาพยายามปกปิดไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่ง ขณะก้าวเข้ามาใกล้ รินรดากลับรู้สึกได้ถึงแรงกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมาจากตัวเขา—แรงดึงดูดอันตรายที่เธอเคยพ่ายแพ้มาแล้วครั้งหนึ่ง
"ห้องทำงานของภรรยาเก่า ทำไมฉันจะต้องขออนุญาต" น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น รอยยิ้มหยันแต้มอยู่บนริมฝีปากหยักลึกของเขา "อีกอย่าง... กลิ่นนี้..."
พยัคฆ์สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ โดยไม่รู้ตัว ดวงตาคมกวาดมองสำรวจเรือนร่างระหงในชุดสูททำงานเข้ารูปของรินรดา รสสัมผัสในอดีต ความอบอุ่นของผิวกาย และเสียงครางหวานหูที่เขาเคยคิดว่าตนเองหลงลืมไปแล้ว กลับพรั่งพรูเข้ามาในห้วงคำนึงราวกับสายธารที่ถูกเขื่อนพังทลาย ความทรงจำสีเทาที่เคยขาดหายไปในช่วงวิกฤตอุบัติเหตุเริ่มสั่นคลอน ภาพใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของรินรดาในคืนวันหย่าซ้อนทับเข้ามาในสมองจนเขาสะท้านเฮือก
"คุณกำลังพูดเรื่องอะไร" รินรดาก้าวถอยหลังเมื่อเขารุกไล่เข้ามาประชิด พื้นที่ว่างระหว่างพวกเขาลดแคบลงจนแทบไม่มีอากาศหายใจ
"กลิ่นนี้... ริน" พยัคฆ์ก้าวเข้าไปอีกก้าว มือหนายื่นออกหมายจะคว้าข้อมือเรียว แต่นริดาไวกว่า เธอเบี่ยงตัวหลบได้อย่างเฉียดฉิว พร้อมกับใช้สายตาคมกราบกรานมองเขาด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง
"อย่ามาแตะต้องฉัน!" เธอตวาดเสียงกร้าว หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวด้วยความตื่นตระหนกผสมผสานกับความโกรธเกรี้ยว "จำไม่ได้หรือไงคะว่าเราหย่ากันขาดแล้ว สิทธิ์ที่จะแตะต้องตัวฉันมันหมดไปตั้งแต่..."
"ตั้งแต่ฉันโง่เง่าปล่อยให้เธอหลุดมือไปใช่ไหม?" พยัคฆ์สวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาทุบลงกลางใจอย่างรุนแรง ดวงตาคมวาวโรจน์ด้วยความเจ็บปวดที่เจ้าตัวก็ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร "ฉันจำไม่ได้... ริน ฉันจำรายละเอียดพวกนั้นไม่ได้ทั้งหมด แต่ร่างกายของฉัน... สัญชาตญาณของฉันมันจำเธอได้ดีทุกตารางนิ้ว!"
คำพูดที่เปี่ยมไปด้วยความเย้ายวนและดิบเถื่อนทำให้รินรดากลั้นหายใจ ใบหน้าหวานร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ ไม่ใช่เพราะความเขินอาย แต่เป็นเพราะความโกรธที่เขายังคงกล้าใช้คำพูดจาจาบจ้วงราวกับเธอยังเป็นผู้หญิงไร้ค่าคนเดิมที่เขี่ยทิ้งได้ตามอำเภอใจ
"คนสารเลว!" เธอสบถออกมาเบา ๆ ก่อนจะหันหลังหนีเพื่อหยิบซองเอกสารบนโต๊ะ ทว่าพยัคฆ์ไวกว่า เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอจากด้านหลังอย่างรวดเร็ว วงแขนแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็กสวมกอดเอวคอดกิ่วไว้แน่นโดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้ดิ้นรน
"ปล่อยฉันนะ! คุณพยัคฆ์!" รินรดากร๊ีดร้อง พยายามทุบตีแขนล่ำสันที่รัดรึงเธอไว้แน่นราวกับงูเหลือม แต่แรงอันน้อยนิดของเธอกลับไม่ระคายผิวเขาเลยแม้แต่น้อย
"ไม่ปล่อย... จนกว่าเธอจะตอบฉันว่าทำไมหัวใจฉันถึงเต้นแรงทุกครั้งที่อยู่ใกล้เธอแบบนี้" พยัคฆ์ซุกใบหน้าลงกับซอกคอหอมกรุ่น สูดดมกลิ่นกายที่โหยหามาเนิ่นนาน ลมหายใจร้อนผ่าวที่เป่ารดต้นคอทำให้รินรดากายสะท้าน ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง สัมผัสคุ้นเคยที่ทั้งเกลียดชังและโหยหาตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบหายใจไม่ออก
สติของรินรดากำลังจะหลุดลอยเมื่อริมฝีปากร้อนจัดของเขาแตะลงที่ลาดไหล่เนียนผ่านเนื้อผ้า บรรยากาศรอบตัวร้อนระอุขึ้นอย่างรวดเร็ว ความเร่าร้อนที่แฝงมากับความดุดันและเอาแต่ใจทำให้ความเกราะกำบังอันเยือกเย็นที่เธอสร้างขึ้นพังทลายลงในพริบตา มือหนาของพยัคฆ์เริ่มลูบไล้ไปตามสัดส่วนโค้งเว้าอย่างชำนาญปลุกเร้าอารมณ์ดิบเถื่อนที่เคยหลับใหล
"หยุดนะ... อื้อ..." รินรดาครางประท้วงในลำคอเมื่อริมฝีปากหยักลึกของเขาเคลื่อนขึ้นมาประทับจูบหนักหน่วงที่ริมฝีปากอิ่ม ความวาบหวามสายหนึ่งแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง ร่างกายที่เคยประกาศกร้าวว่าจะไม่มีวันยอมจำนนกลับทรยศต่อจิตใจด้วยการอ่อนยวบลงในอ้อมแขนของเขาอย่างน่าสมเพช
พยัคฆ์พลิกตัวเธอกลับมาเผชิญหน้า รวบข้อมือทั้งสองข้างของเธอขึ้นเหนือศีรษะด้วยมือเพียงข้างเดียว ส่วนมืออีกข้างโอบกระชับเอวบางให้แนบชิดสนิทแนบ รสจูบที่โหยหาและรukไล่อย่างป่าเถื่อนแต่เต็มไปด้วยความลึกซึ้งดึงดูดใจ ทำให้รินรดารู้สึกเหมือนกำลังจมดิ่งลงไปในมหาสมุทรแห่งความปรารถนา ลมหายใจของทั้งคู่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว ท่ามกลางความเงียบงันของห้องทำงานที่กลายเป็นสนามรบแห่งอารมณ์
ทว่า ในวินาทีที่สติสัมปชัญญะของรินรดากำลังจะพังทลายลงภายใต้ความเย้ายวนอันแสนคุ้นเคย สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นซองเอกสารสีน้ำตาลที่หล่นลงไปกองอยู่บนพื้นจากการยื้อยุด
หัวข้อตัวอักษรสีดำตัวหนาบนกระดาษแผ่นที่หลุดออกมาจากซอง ปรากฏเด่นชัดสะท้อนเข้าตา...
*ผลการตรวจความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม (DNA)... เข้ากัน 99.99%*
รินรดาสะดุ้งเฮือก รวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีผลักอกแกร่งของพยัคฆ์ออกสุดแรง พยัคฆ์เซถอยหลังไปสองก้าวด้วยความตกใจกับแรงฮึดที่คาดไม่ถึง ดวงตาคมกริบมองตามสายตาของเธอที่จ้องค้างไปยังแผ่นกระดาษบนพื้น
ก่อนที่พยัคฆ์จะก้มลงหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน ร่างเล็กของเด็กชายวัยสี่ขวบในชุดนักเรียนอนุบาลก็ผลักประตูห้องทำงานเปิดผางเข้ามาด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอ่ยขึ้นทำลายความเงียบงันทั้งหมด
"คุณแม่ครับ! น้องวินวาดรูปคุณพ่อที่หน้าตาเหมือนคุณลุงคนนี้เสร็จแล้วนะครับ!"
พยัคฆ์ตัวแข็งทื่อราวกับถูกสายฟ้าฟาด ร่างสูงชะงักค้าง ราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
เข็มฉายานิศขอขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปกับความเจ็บปวดและการเริ่มต้นทัณฑ์ทรมานครั้งใหม่นี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
ทัณฑ์พิศวาสของจอมบงการกับความร้าวรานที่เขาลืม•ตอนที่ 3
กลิ่นหอมที่คุ้นเคย
ผลงานโดย เข็มฉายานิศ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เข็มฉายานิศ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทัณฑ์พิศวาสของจอมบงการกับความร้าวรานที่เขาลืม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!