"ถ้าต้องเลือกระหว่างการเป็นคนล้มเหลวที่ยังเดินต่อ กับคนสำเร็จที่ตายสนิทอยู่ข้างใน คุณจะเลือกข้อไหนคะกวิน?"
รินวางปากกาในมือลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงมันกระทบพื้นผิวที่ขรุขระดัง ‘กึก’ สั้นๆ แต่ในความเงียบงันของห้องสมุดส่วนตัวที่เต็มไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่า บรรยากาศกลับดูหนักอึ้งเหมือนมีใครนำก้อนหินมาวางไว้กลางอกฉัน กวินนิ่งไป ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังหน้ากระดาษที่เขาเพิ่งขีดฆ่าประโยคทิ้งไปนับครั้งไม่ถ้วน
มือของเขาที่วางอยู่บนโต๊ะสั่นเล็กน้อย ผมรู้ว่าเขาเกลียดช่วงเวลานี้—ช่วงเวลาที่ความจริงมักจะไล่ต้อนเขาจนมุม
"ผมแค่อิจฉาคนที่ไม่เคยตั้งความหวังแต่แรก" กวินตอบเสียงเบา แทบจะเป็นการกระซิบ "คนพวกนั้นไม่เคยต้องมานั่งเสียใจในวันที่ความฝันมันกลายเป็นเศษแก้วบาดมือแบบนี้ ริน... คุณไม่เข้าใจหรอกว่าการต้องวางมือจากสิ่งที่รัก มันรู้สึกเหมือนการตัดอวัยวะทิ้งไปชิ้นหนึ่ง"
รินไม่ได้ขยับตัวไปไหน เธอเพียงแต่เอียงศีรษะ มองเขาด้วยแววตาที่ฉันเอง—ในฐานะผู้บันทึก—ยังรู้สึกว่ามันช่างเยือกเย็นและอบอุ่นในเวลาเดียวกัน สายตาของเธอมันไม่ได้มองผ่านกวินไป แต่มันกำลังมองทะลุเข้าไปถึงรอยร้าวในใจเขา
"คุณเรียกมันว่าการสูญเสีย แต่ฉันเรียกว่าการขัดเกลาค่ะ" รินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่ทว่าทรงพลัง "กวินคะ มองดูมือตัวเองสิ รอยด้านพวกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะคุณจับปากกาเขียนความฝันเล่นๆ แต่มันเกิดขึ้นเพราะคุณพยายามจะกุมมันไว้แน่นเกินไปต่างหาก การละทิ้งความฝันไม่ใช่การประกาศความพ่ายแพ้ แต่มันคือการยอมรับว่า เส้นทางเดิมที่คุณก้าวมาน่ะ มันอาจจะถึงจุดหมายที่ 'ชีวิต' ต้องการจะบอกคุณแล้วจริงๆ"
กวินแค่นหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความสมเพชตัวเอง "สวยหรูจังเลยนะ คำปลอบใจพวกนี้"
"ไม่ใช่คำปลอบใจค่ะ" รินโน้มตัวไปข้างหน้า จ้องลึกเข้าไปในดวงตาที่เหนื่อยล้าของเขา "แต่มันคือกระจกเงา คุณกลัวอะไรกันแน่? กลัวว่าถ้าเลิกฝันถึงเรื่องนั้นแล้ว คุณจะไม่มีตัวตนงั้นเหรอ? หรือกลัวว่าจริงๆ แล้วตัวตนของคุณน่ะ มันมีค่ามากกว่าแค่คำนำหน้าว่าเป็น 'คนล้มเหลว' คนหนึ่ง"
ห้องทั้งห้องเงียบลงจนได้ยินเสียงจังหวะหัวใจที่เต้นไม่เป็นจังหวะของกวิน เขาเหมือนคนที่ถูกกระชากหน้ากากออกจนเปลือยเปล่า เขานึกถึงภาพร่างผลงานศิลปะที่เขาทิ้งไว้ในลิ้นชักที่บ้าน นึกถึงเปียโนที่ไม่ได้เล่นมานานแรมปี นึกถึงภาพตัวเองในวัยยี่สิบที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่แหลกสลายลงต่อหน้าต่อตาในวันนั้น
กวินหลับตาลงแน่น หยดน้ำตาที่เขาพยายามกักเก็บไว้ตลอดหลายปีค่อยๆ ซึมออกมา มันไม่ใช่ความเสียใจที่ฟูมฟาย แต่มันคือการปล่อยวางความหนักอึ้งที่เขาแบกไว้บนบ่ามานานเกินไป
"มันทรมานมากนะริน... ที่ต้องยอมรับว่าไอ้คนที่เคยเป็นฮีโร่ในใจตัวเองน่ะ มันไม่มีอยู่จริง" กวินพูดเสียงสั่น
รินยื่นมือมาวางทับลงบนมือของเขา สัมผัสจากปลายนิ้วเธอไม่ได้เบาบาง แต่มันหนักแน่นและมั่นคง "ฮีโร่คนนั้นไม่ได้ตายไปไหนหรอกค่ะกวิน เขาแค่เปลี่ยนร่างมาเป็นคุณคนนี้... คนที่ผ่านพ้นความผิดหวังมาได้โดยไม่แตกสลายไปเสียก่อน นี่แหละคือการเติบโตที่แท้จริง มันสวยงามกว่าความฝันที่ล้มเหลวพวกนั้นหลายเท่าเลยนะคะ"
ฉันนั่งมองภาพนั้นผ่านเงาสะท้อนของกระจกบานเก่าในห้องนี้ รอยยิ้มจางๆ ของริน และแววตาที่เริ่มมีความหวังของกวิน มันทำให้ฉันตระหนักได้ว่า ความฝันอาจจะเป็นเหมือนเชื้อเพลิงที่พาเรามาถึงจุดหนึ่ง แต่เมื่อน้ำมันหมดลง เราไม่ได้แปลว่าเราต้องหยุดอยู่กับที่ เราแค่ต้องเลือกว่าจะเดินเท้าต่อด้วยรองเท้าที่ผ่านการเดินทางมาอย่างโชกโชน หรือจะนั่งรอให้ใครมาลากรถที่ไม่มีน้ำมันต่อไป
"ถ้าผมหยุด... ผมจะเริ่มอะไรใหม่ได้บ้าง?" กวินถามขึ้นหลังจากความเงียบผ่านไปนาน
"เริ่มจากการเลิกถามหาความหมายของสิ่งที่ทิ้งไป แล้วลองฟังเสียงของสิ่งที่อยู่ตรงหน้าดูบ้าง" รินถอนหายใจยาว ก่อนจะดึงสมุดบันทึกเล่มหนึ่งออกมาจากใต้โต๊ะ—เล่มที่ดูคุ้นตา เหมือนกับเล่มที่กวินถือติดตัวมาตลอด
"กวินคะ... ฉันคิดว่าถึงเวลาที่คุณต้องอ่านสิ่งที่เขียนอยู่ในหน้าสุดท้ายของบันทึกเล่มนี้แล้ว"
กวินขมวดคิ้ว เขาค่อยๆ รับสมุดเล่มนั้นมา มือของเขาสั่นแรงกว่าเดิมเมื่อเห็นลายมือที่คุ้นตาบนปก มันไม่ใช่ลายมือของเขา และไม่ใช่ลายมือของริน แต่มันเป็นลายมือของคนที่เขาคิดว่า 'จากไปแล้ว' ตลอดกาล
ขณะที่เขากำลังจะเปิดหน้าสุดท้าย เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูไม้เก่าๆ ของห้องสมุด ประตูบานนั้นค่อยๆ แง้มออกช้าๆ พร้อมกับร่างของชายสูงวัยที่กวินไม่คิดว่าจะได้เจออีกในชีวิตนี้
เขายืนอยู่ตรงนั้น ในมือถือสมุดบันทึกอีกเล่มที่เหมือนกับเล่มที่กวินถืออยู่ราวกับแกะออกมาจากแม่พิมพ์เดียวกัน
"พ่อ..." กวินอุทานออกมา เสียงนั้นแห้งผากจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์
รินยิ้มบางๆ แล้วถอยห่างออกมาหนึ่งก้าว ในขณะที่ชายสูงวัยคนนั้นก้าวเข้ามาในห้อง พร้อมกับคำพูดที่ทิ้งรอยร้าวสุดท้ายในใจของกวินให้แตกกระจายจนไม่มีชิ้นดี "ฉันบอกแกแล้วไงกวิน ว่าสมุดบันทึกพวกนี้ ไม่เคยถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้แก 'จดจำ' แต่มันถูกเขียนขึ้นมาเพื่อให้แก 'ทำลาย' มันทิ้งไปเสียที"
---
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษของความทรงจำไปพร้อมกับสมุดบันทึกสีน้ำตาลนะคะ
บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก•ตอนที่ 13
กระจกเงาแห่งการเติบโต
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกจากหน้าต่างบานเก่า: เรื่องที่ลืมเล่าในวันที่ฝนตก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!