เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา•ตอนที่ 9

กระจกที่เริ่มมีรอยร้าว

ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
เสียงกรีดร้องของความจริงมักไม่ได้มาพร้อมกับเสียงฟ้าร้องคำราม แต่มันมักกรีดแทรกเข้ามาในความเงียบงันยามวิกาล—เวลาที่มนุษย์อ่อนแอที่สุด และเกราะป้องกันอันแข็งแกร่งพังทลายลงอย่างไร้ท่าที ธันวาผุดลุกขึ้นนั่งบนเตียงนอนคิงไซส์กว้างใหญ่ด้วยสภาพเหงื่อกาฬท่วมกาย ลมหายใจของเขาหอบกระชั้นถี่รัวราวกับคนเพิ่งวิ่งหนีตายมาจากขุมนรก ดวงตาคมกวาดมองไปรอบห้องนอนที่มืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องลอดผ่านผ้าม่านโปร่งเข้ามาตกกระทบกับบานกระจกเงาบานใหญ่ปลายเตียง เงาสะท้อนในนั้นบิดเบี้ยว ไร้ชีวิตชีวา และในเสี้ยววินาทีหนึ่ง ธันวาสบตาเข้ากับเงาของตัวเอง—เงาที่เต็มไปด้วยรอยร้าวลึกรากับจิตใจที่กำลังแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ฝันร้ายอีกแล้ว... ฝันซ้ำเดิมที่ตามหลอนเขาในทุกค่ำคืน ภาพเหตุการณ์เมื่อหี่ปีก่อนในคืนที่ฝนตกกระหน่ำจนถนนแทบกลายเป็นสายน้ำวน หวนกลับมาฉายซ้ำในหัวสมองของเขาอย่างชัดเจนราวกับภาพยนตร์ซ้ำซากที่ผู้กำกับจงใจทรมานคนดู รินรดาในชุดคลุมท้องโตใกล้คลอด ยืนหันหลังให้เขาด้วยไหล่ที่สั่นเทาหยาดน้ำตาผสมกับสายฝนที่สาดซัด ดวงตากลมโตคู่นั้นที่เคยเต็มไปด้วยความรักและความคาดหวัง บัดนี้ว่างเปล่า เย็นชา และเต็มไปด้วยความเจ็บปวดเกินกว่าจะเยียวยา *"คุณธันวาเคยรักฉันบ้างไหมคะ... แม้แต่นิดเดียวก็ไม่เคยเลยเหรอคะ"* เสียงแหบพร่าและสั่นเครือของเธอยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเขา บาดลึกเข้าที่ขั้วหัวใจจนเขาต้องยกมือขึ้นกุมหน้าอกข้างซ้ายไว้แน่น ราวกับต้องการหยุดยั้งความเจ็บแปลบที่กำลังกัดกินเนื้อหนัง ในคืนนั้น... เขานิ่งเฉย เขาเลือกที่จะหันหลังให้ภรรยาของตัวเอง เพียงเพราะความรำคาญใจและความเย็นชาที่เขาสร้างขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง เขาดุด่า ไล่เธอให้ออกไปให้พ้นหน้า และปล่อยให้เธอเดินออกไปเผชิญกับความมืดมิดลำพัง จนกระทั่งรถคันนั้นพุ่งชนร่างของเธอตกลงไปในแม่น้ำเชี่ยวกราก ร่างกายที่จมดิ่ง และความจริงที่ว่า... เธอและลูกในท้องหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย ธันวาสedดฟันกรอด ขากรรไกรของเขาเกร็งจนปวดร้าว มือหนาสั่นเทาเอื้อมไปควาญหาแก้วน้ำบนโต๊ะข้างเตียง แต่มือเจ้ากรรมกลับปัดถูกกรอบรูปใบเล็กคว่ำลงพื้น เสียงกระจกแตกกระจายดังเพล้ง ท่ามกลางความเงียบงัน เขาไม่ได้สนใจเศษแก้วที่บาดฝ่ามือจนมีหยาดเลือดสีแดงฉานไหลรึ่ม ความเจ็บทางกายนี้ช่างเทียบไม่ได้เลยกับความรู้สึกผิดบาปที่เกาะกินวิญญาณของเขามาเนิ่นนาน ผู้ชายที่เคยเย่อหยิ่งและมั่นใจในอำนาจเงินตราอย่างเขา บัดนี้กลับพ่ายแพ้ให้กับเงาในอดีตที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง "ริน..." ธันวาพึมพำชื่อนั้นออกมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าและแหบแห้ง ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกผิดที่สายเกินแก้ "ผมขอโทษ... ได้โปรด กลับมาให้ผมได้ชดใช้เถอะนะ" แต่ความเงียบงันคือคำตอบเดียวที่ห้องนอนหรูหรานี้มอบให้ เขาลุกขึ้นเดินเซไปที่ห้องน้ำ เปิดก๊อกน้ำแล้วกวักน้ำเย็นจัดล้างหน้าเพื่อเรียกสติ หยดน้ำเกาะพราวบนใบหน้าคมคายที่เริ่มมีร่องรอยความเหนื่อยล้าและรอยคล้ำใต้ตาจากการอดนอนติดต่อกันหลายคืน เขามองเงาตัวเองในกระจกเงาเหนออ่างล้างหน้าอีกครั้ง... และหัวใจก็กระตุกวูบ กระจกเงาบานนั้นไม่ได้สะท้อนแค่ใบหน้าของเขา แต่มันปรากฏภาพซ้อนของรอยร้าวสายหนึ่งลากยาวผ่ากลางใบหน้าของเขาเอง รอยร้าวนั้นขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ราวกับมันกำลังจะแตกสลายออกเป็นเสี่ยงๆ และในเงาสะท้อนนั้น... ไม่ใช่ใบหน้าของเขาอีกต่อไป แต่เป็นรอยยิ้มเยียบเย็นอันคุ้นเคย—รอยยิ้มของรินรดา ธันวาสะดุ้งสุดตัว ถอยหลังกรูจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับผนังห้องน้ำอย่างแรง ลมหายใจสะดุดติดปลายนวม เขาขยี้ตาตัวเองแรงๆ แล้วมองกลับไปที่กระจกอีกครั้ง... ไม่มีอะไร นอกจากกระจกใสสะอาดที่สะท้อนภาพเขาในยามวิกาล *ภาพหลอน... ฉันกำลังประสาทกินไปเอง* เขาบอกตัวเองด้วยเสียงที่สั่นเทา พยายามสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ แต่ความจริงที่เจ็บปวดกว่าภาพหลอนก็คือ การที่เขาเพิ่งได้รับเอกสารบางอย่างจากนักสืบเอกชนเมื่อช่วงบ่ายวันนี้ เอกสารที่ระบุว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งที่มีใบหน้าและรูปร่างละม้ายคล้ายคลึงกับรินรดาอย่างไม่น่าเชื่อ ปรากฏตัวขึ้นในแวดวงธุรกิจ พร้อมกับรอยแผลเป็นจางๆ ที่ข้อมือ และดวงตาคู่ที่เต็มไปด้วยความแค้นเคือง... เธอกลับมาแล้ว และเธอกำลังจะทำลายทุกสิ่งที่เขาครอบครอง ธันวาเดินกลับออกมาจากห้องน้ำด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง เขาทิ้งตัวลงนั่งที่ขอบเตียงอีกครั้ง ความเหนื่อยล้าแผ่ซ่านไปทั่วร่าง แต่ความหวาดกลัวและสำนึกผิดกลับปลุกเร้าประสาทสัมผัสของเขาให้ตื่นตัวอย่างถึงขีดสุด เขาไม่อาจข่มตาหลับลงได้อีกต่อไปเมื่อรู้ว่าความลับในอดีตกำลังจะถูกขุดคุ้ยขึ้นมาพิพากษา ทันใดนั้นเอง... เสียงฝีเท้านุ่มนวลแผ่วเบาก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องนอนของเขา *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งในยามตีสาม ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามไขสันหลังของธันวา บ้านหลังนี้มีระบบรักษาความปลอดภัยหนาแน่น และไม่มีใครควรจะเดินมาเคาะประตูห้องนอนของเขาในยามวิกาลเช่นนี้ ยกเว้น... ธันวาค่อยๆ หันขวับไปมองที่บานประตูไม้เนื้อดีที่ปิดสนิท หัวใจของเขาเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก มือหนากำหมัดแน่นโดยไม่รู้ตัว ความกลัวและความคาดหวังตีรวนกันอยู่ในอกจนแทบหายใจไม่ออก ประตูห้องค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ พร้อมกับเสียงเอี๊ยดอาร์ดที่บาดลึกโสตประสาท ท่ามกลางความมืดมิดของทางเดินด้านนอก ร่างระหงในชุดสีดำสนิทก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงธรณีประตู แสงจันทร์สาดส่องกระทบใบหน้าครึ่งซีกที่คุ้นเคย ดวงตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยความเย็นชาคู่นั้นจ้องตรงมาที่เขา พร้อมกับริมฝีปากอิ่มที่ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย—รอยยิ้มที่ไม่หลงเหลือเยื่อใยใดๆ อีกต่อไปแล้ว "คุณ... รินรดา?" ธันวาครางชื่อนั้นออกมาด้วยเสียงที่แทบจะหลุดหายไปในลำคอ ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งไปในความมืดมิดนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวความทรงจำที่สาบสูญในกระจกเงา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%