เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าสามครั้งติดต่อกันในยามวิกาล—ไม่ใช่เสียงเคาะของผู้มาเยือนตามมารยาท แต่เป็นจังหวะที่หนักแน่นและเจือความร้อนรนจนคนที่นั่งจมอยู่กองเอกสารคดีฟอกเงินบนโต๊ะทำงานต้องเงยหน้าขึ้น
รณิดายังคงสวมแว่นสายตาไร้กรอบ เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้ลวกๆ ด้วยดินสอไม้ เธอมองนาฬิกาแขผนผนังที่เข็มสั้นชี้เลยเลขสองไปไกล คอนโดมิเนียมส่วนตัวใจกลางเมืองชั้นสี่สิบสามแห่งนี้ไม่ควรมีแขกยามวิกาล นอกเสียจากว่าระบบรักษาความปลอดภัยของนิติบุคคลจะล่ม หรือคนๆ นั้นเลือกที่จะเดินผ่านทุกด่านด้วยอำนาจและอภิสิทธิ์ที่เขามี
แอด...
บานประตูเปิดออกโดยไม่รอให้เธออนุญาต ร่างสูงโปรดของปรินทร์ก้าวเข้ามาในห้องรับแขก กลิ่นกายผสมผสานกับความเย็นยะเยือกของสายฝนด้านนอกลอยมาแตะจมูก เสื้อเชิร์ตสีขาวที่เคยรีดเรียบยามอยู่ร่วมห้องพิจารณาคดีในศาล บัดนี้กลับยับยู่ยี่ กระดุมสองเม็ดบนถูกปลดออกเผยให้เห็นลำคอแกร่งที่ไหวระริกตามจังหวะการหายใจที่กระชั้นถี่ ดวงตาคมกริบที่มักฉายแววเหนือกว่าเสมอในยามปะทะคารมกับเธอบนสนามกฎหมาย ยามนี้กลับแดงก่ำและเต็มไปด้วยร่องรอยความพ่ายแพ้ที่ปิดไม่มิด
“ดึกดื่นค่อนคืนแบบนี้ ท่านอัยการคงไม่ได้หลงทางมาใช่ไหมคะ” รณิดาเอ่ยขึ้น น้ำเสียงเรียաբสนิทราวกับผิวน้ำในบึงใหญ่ ทว่ามือที่ถือปากกาหมึกซึมกลับเกร็งแน่นจนข้อต่อนิ้วขาวซีด
ปรินทร์ไม่ตอบ เขาปิดประตูลงกล็อกด้วยความเงียบเชียบ ราวกับต้องการตัดขาดโลกภายนอกทั้งหมดเหลือเพียงพื้นที่สี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ระหว่างเธอกับเขา ระยะห่างที่เคยถูกคั่นกลางด้วยบัลลังก์ศาล อุดมการณ์ที่สวนทาง และเกมหมากรุกทางกฎหมายที่ต่างฝ่ายต่างฝ่ายต่างชิงไหวชิงพริบ บัดนี้ถูกร่นระยะจนเหลือเพียงไม่กี่ก้าว
“คุณร9... นิด” เสียงของเขาแหบพร่า ปรินทร์สูดลมหายใจเข้าลึกราวกับคนใกล้จมน้ำ สายตาที่มองมาที่เธอมันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดลึกซึ้งที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อนในผู้ชายคนนี้ “ผมยอมแพ้แล้ว”
รณิดาเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาสะท้อนความระแวดระวัง ทนายความสาวผู้ผ่านคดีฆาตกรรมและฉ้อโกงระดับประเทศมานับไม่ถ้วน ย่อมไม่เชื่อคำสารภาพง่ายๆ โดยเฉพาะจากปากของอัยการหนุ่มผู้เคยซ่อนหลักฐานชิ้นสำคัญไว้ใต้พรมเพื่อปกป้องระบบเน่าๆ ที่เธอกำลังขุดรากถอนโคน
“ยอมแพ้เรื่องอะไรคะ คดีความของบริษัทในเครือศิวากุล หรือว่าคุณรู้สึกสำนึกผิดที่พยายามหักหลังฉันในชั้นไต่สวนเมื่อวานนี้” คำพูดของเธอคมกริบราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง
ปรินทร์แค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแห้งผากและขื่นขม เขาเดินเข้าหาเธอทีละก้าว ช้าๆ ทว่ามั่นคง ราวกับสัตว์ป่าบาดเจ็บที่ยอมเดินเข้าสู่กรงขังด้วยความเต็มใจ
“คุณคิดว่าผมทำทุกอย่างเพื่อเกมอำนาจเหรอนิด คุณคิดว่าที่ผ่านมาผมปกปิดเรื่องสำนวนคดีนั้นเพราะกลัวเสียหน้า หรือกลัวอำนาจมืดของพวกมันจริงๆ?” เขาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทำงานของเธอ ระยะห่างระหว่างกันเหลือเพียงแค่ขอบไม้กั้น ปรินทร์โน้มตัวลงมาใช้มือทั้งสองข้างยันขอบโต๊ะ ก้มหน้าลงมองเธอด้วยแววตาที่สั่นระริก “คุณไม่เคยเข้าใจเลย... ว่าศัตรูที่น่ากลัวที่สุดของผม ไม่ใช่พวกนักการเมืองท้องถิ่น หรืออิทธิพลเถื่อนไหนทั้งนั้น... แต่เป็นตัวผมเอง”
รณิดานิ่งอึ้ง เธอไม่ได้ถอยหนี แม้หัวใจจะเต้นรัวผิดจังหวะด้วยแรงกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขา กลิ่นอายความเป็นชายและความเปราะบางที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้สูทราคาแพงกำลังหลอมรวมกันเป็นแรงดึงดูดอันตราย
“พูดให้มันเคลียร์ค่ะ ปรินทร์” เธอเรียกชื่อจริงเขาอย่างไร้คำนำหน้า แสดงถึงความอดทนที่เริ่มหมดลง “ถ้าคุณมาที่นี่เพื่อเล่นละครดราม่าฉากใหญ่ ฉันไม่มีเวลามานั่งดูหรอกนะคะ พรุ่งนี้ฉันมีคิวต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแต่เช้า”
“ผมโกหกคุณ” คำสารภาพหลุดออกมาจากริมฝีปากที่เม้มแน่นของเขา ปรินทร์หลับตาลงชั่วขณะราวกับกำลังทบทวนความเจ็บปวดทั้งหมด “ในสำนวนคดีอุบัติเหตุของพ่อคุณเมื่อห้าปีก่อน... คนที่เซ็นอนุมัติคำสั่งไม่ฟ้องในตอนแรก ไม่ใช่ใครอื่น... แต่เป็นอาจารย์ของผมเอง คนที่ผมเคารพรักเหมือนพ่อแท้ๆ”
ราวกับมีสายฟ้าฟาดลงกลางห้องทำงาน รณิดารู้สึกเหมือนอากาศรอบตัวถูกสูบหายไปหมดสิ้น มือที่ถือปากกาหลุดร่วงลงกระทบพื้นพรมเสียงดังทึบ ดวงตากลมโตเบิกกว้างขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ได้ยิน
ความจริงที่เธอตามหามาตลอดห้าปี ความอยุติธรรมที่พรากครอบครัวและทำให้แม่ของเธอตรอมใจตายจนต้องโดดเดี่ยวในเส้นทางสายทนายความ ความจริงนั้น... มันอยู่ตรงนี้ จากปากของผู้ชายที่เธอกำลังต่อกรอยู่ด้วย
“คุณ... ว่ายังไงนะ?” เสียงของรณิดาสั่นเครือเป็นครั้งแรก นัยน์ตาที่เคยเยือกเย็นและเฉียบคมมาตลอด บัดนี้รื้นไปด้วยหยาดน้ำใส
“ผมรู้เรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่เราเจอกันในศาล” ปรินทร์ลืมตาขึ้น จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเธอ หยดน้ำตาอุ่นๆ ไหลรินลงมาจากหางตาของอัยการหนุ่มผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ใคร “วันที่คุณยืนว่าความด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแค้น... หัวใจผมแทบสลาย นิด ผมอยากบอกคุณ อยากวิ่งเข้าไปกอดแล้วบอกความจริงทั้งหมด แต่ถ้าผมทำ... อาจารย์ผมจะพินาศ หน้าที่การงานของผมจะจบลง และหลักฐานทั้งหมดที่คุณมีจะถูกทำลายโดยไม่มีวันได้คืน”
“แล้วทำไม... ทำไมคุณถึงปล่อยให้ฉันวิ่งชนกำแพงอยู่คนเดียว!” รณิดาโพล่งออกมา น้ำตากลั้นไม่อยู่ทะลักล้นขอบตา เธอลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้จนมันกระแทกกับชั้นหนังสือด้านหลังเสียงดัง กำปั้นทุบลงบนโต๊ะทำงานด้วยความอัดอั้นตันใจ “คุณมันคนเห็นแก่ตัว! ปรินทร์! คุณสนุกมากไหมที่ได้มองฉันดิ้นรน คอยขัดขาฉันในศาล ทำเป็นเหนือกว่า ทำเป็นไม่รู้เรื่องทั้งๆ ที่คุณถือความจริงทั้งหมดไว้ในมือ!”
ปรินทร์ไม่หลบสายตา ปล่อยให้เธอกล่าวโทษและทุบตีลงมาบนอกเสื้อของเขา แรงกระแทกไม่ได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บกายเท่ากับความจริงที่ว่า เขานั่นเองที่เป็นคนทำลายรอยยิ้มของผู้หญิงคนนี้
“ใช่... ผมมันเห็นแก่ตัว” เขายอมรับเสียงเครือ มือหนาเอื้อมขึ้นมาจับข้อมือทั้งสองข้างของเธอที่กำลังทุบตีเขาไว้แน่น ดึงร่างเธอนั้นเข้ามาประชิดตัวจนแทบไม่มีช่องว่าง “แต่ความเห็นแก่ตัวทั้งหมดของผม... มันจบลงตั้งแต่ผมเห็นคุณเป็นลมคาห้องพิจารณาคดีเมื่ออาทิตย์ก่อน นิด... คุณคิดว่าผมทนไหวเหรอที่ต้องยืนมองผู้หญิงที่ผมรักต้องเจ็บปวดกับแผลเป็นเดิมซ้ำๆ แค่เพราะผมไม่กล้าพอที่จะแลกทุกอย่างเพื่อความถูกต้อง?”
คำว่า *“ผู้หญิงที่ผมรัก”* ลอยเคว้งคว้างอยู่ในความเงียบงันของห้อง
รณิดาชะงัก ลมหายใจสะดุดกึก เธอมองหน้าเขา ใบหน้าของอัยการหนุ่มที่ขึ้นชื่อว่าเจ้าเล่ห์และเย็นชาที่สุดในสำนักงานอัยการสูงสุด บัดนี้เปียกชุ่มไปด้วยหยดน้ำตา ความเปราะบางที่เปิดเผยออกมาอย่างไร้เกราะป้องกันทำให้เธอกลืนคำพูดต่อว่าทั้งหมดลงคอ
“คุณ... รักฉันเหรอคะ?” เธอถามเสียงแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าเสียงของตัวเองจะทำลายภาพตรงหน้าให้สลายหายไป
“มากกว่าที่คุณคิด” ปรินทร์ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด ดวงตาคมกริบมองลึกลงไปในดวงตาของเธอ “ตั้งแต่วินาทีแรกที่คุณกล้าเถียงผมเรื่องมาตรา 112 ในห้องประชุมอัยการวันนั้น... ผมรู้เลยว่าผู้หญิงคนนี้แหละที่จะเข้ามาทำลายชีวิตที่ถูกจัดระเบียบอย่างสมบูรณ์แบบของผมจนย่อยยับ และผมก็ยอมให้คุณทำ... ยอมแม้กระทั่งทรยศคนที่ผมเคยเคารพรักที่สุด”
เขายกมือขึ้นเกลี่ยหยดน้ำตาบนแก้มเนียนของเธออย่างแผ่วเบา สัมผัสที่อบอุ่นและสั่นเทานั้นทำให้หัวใจที่ด้านชาของรณิดาสั่นสะท้าน เธอเกลียดตัวเองที่ยังคงมีความรู้สึกหวั่นไหวให้กับผู้ชายคนนี้ เกลียดที่อุดมการณ์และความแค้นกำลังถูกสั่นคลอนด้วยแรงดึงดูดทางจิตวิญญาณที่ปฏิเสธไม่ได้
“คุณกำลังบอกว่า... คุณยอมทิ้งทุกอย่างเพื่อฉัน?” รณิดาเค้นเสียงถาม แม้หัวใจจะเต้นระส่ำไม่เป็นส่ำ
“ผมไม่ได้แค่บอก” ปรินทร์กระซิบชิดริมฝีปากเธอ ลลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกลิ่นฝน “แต่ผมเอาหลักฐานทั้งหมด... ไฟล์เสียงคำสารภาพของอาจารย์ผม และบัญชีลับที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนสีเทา ส่งไปยังสำนักงาน ป.ป.ช. และสื่อมวลชนเรียบร้อยแล้วตั้งแต่เมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน”
รณิดาเบิกตากว้างขึ้นด้วยความตกใจ ข่าวกรองที่เธอตามหามาเป็นปี บัดนี้ถูกระเบิดออกด้วยมือของเขาเอง
“คุณบ้าไปแล้วเหรอ ปรินทร์! นั่นเท่ากับคุณทำลายอนาคตตัวเองทั้งหมดนะ!”
“อนาคตที่มีแต่ความเน่าเฟะ ผมไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว” ปรินทร์ยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความโล่งอกอย่างที่เธอไม่เคยเห็น “สิ่งที่ผมต้องการมีแค่อย่างเดียว... คือการได้ยืนเคียงข้างคุณ ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่กล้าสบตาคุณได้อย่างสนิทใจ”
บรรยากาศรอบตัวราวกับหยุดนิ่ง ความเงียบโรยตัวลงมาปกคลุม ทว่าหัวใจของทั้งสองกลับเต้นโครมครามแข่งกับเสียงฝนด้านนอก รณิดาเม้มปากแน่น ความรู้สึกรักและชังผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก มือเรียวยกขึ้นหมายจะผลักเขาออก แต่กลับกลายเป็นการกำเสื้อเชิร์ตของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
กริ๊ก!
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากระเบียงห้องนอนด้านหลัง ดึงสติทั้งคู่ให้หลุดออกจากห้วงอารมณ์อันลึกซึ้ง
ปรินทร์หันขวับไปมองความมืดบริเวณระเบียงทันที สัญชาตญาณนักกฎหมายและอัยการผู้ผ่านคดีอันตรายสั่งให้เขาดึงร่างของรณิดามาหลบไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว ในขณะที่รณิดาขมวดคิ้วมุ่นเมื่อสังเกตเห็นเงาดำตะคุ่มผ่านผ้าม่านโปร่งสีขาว พร้อมกับเสียงฝีเท้าหนักๆ ที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ประตูห้องทำงานทีละนิด...
แสงดาวพร่างพราวขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและดำดิ่งไปในห้วงอารมณ์อันเข้มข้นนี้ด้วยกันนะคะ
สยบหัวใจทนายตัวร้ายให้กลายเป็นโบ้•ตอนที่ 20
ค่ำคืนแห่งการสารภาพ
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สยบหัวใจทนายตัวร้ายให้กลายเป็นโบ้ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!