กลิ่นหอมของเครื่องเทศตุ๋นเคี่ยวไฟอ่อนนานร่วมสี่ชั่วโมงโชยตลบอบอวลไปทั่วทั้งบริเวณบ้านหลังใหม่ ทะลุผ่านรั้วไม้ไผ่ขัดสานประณีตออกไปจนถึงทางเดินดินลูกรังด้านนอก ชนิดที่ว่าต่อให้คนตาบอดเดินผ่านมา ก็ยังต้องสูดจมูกฟุดฟิดแล้วกลืนน้ำลายลงคออย่างอดไม่ได้
"แม่คะ กลิ่นนี่มัน... หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงกับเห็ดหอมใช่ไหมคะ ทำไมมันหอมรุนแรงขนาดนี้"
เสี่ยวเป่า เด็กชายตัวน้อยที่เพิ่งวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาในห้องครัว เอียงคอมองหม้อดินเผาใบใหญ่บนเตาถ่าน ดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว ยามนี้บ้านดินหลังเก่าที่เคยผุพังได้ถูกรื้อทิ้ง แทนที่ด้วยบ้านอิฐฉาบปูนหลังงามสูงสองชั้น มีหน้าต่างกระจกใสสะท้อนแสงแดดยามสาย และระเบียงไม้ขัดมันวาว ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากมันสมองสองมือของไป๋ลี่อินและเงินเดือนทหารที่หานชีหยางส่งกลับมาเทให้จนหมดหน้าตัก
ไป๋ลี่อินในชุดเสื้อเชิ้ตผ้าฝ้ายสีขาวสะอาดตาและผ้ากันเปื้อนสีฟ้าอ่อน หัวเราะเบาๆ พางelผูกผ้ากันเปื้อนให้กระชับ เธอใช้ทัพพีไม้คนน้ำซุปเคี่ยวกระดูกหมูสีขาวขุ่นอย่างเบามือ ไอความร้อนพวยพุ่งพร้อมกับกลิ่นหอมหวานกลมกล่อมที่ชวนให้ท้องไส้ปั่นป่วน
"ไม่ใช่แค่หมูสามชั้นตุ๋นน้ำแดงหรอกนะเสี่ยวเป่า วันนี้แม่ยังมีไก่ทอดกรอบซอสเปรี้ยวหวาน เป็ดพะโล้สูตรโบราณ และผัดผักบุ้งไฟแดงกรอบๆ อีกโต๊ะใหญ่เลยค่ะ เพราะวันนี้คือวันสำคัญ... วันที่เราจะเปิดบ้านใหม่ต้อนรับทุกคนไงล่ะคะ"
คำว่า 'ทุกคน' ของลี่อิน ทำให้หานชีหยางที่เพิ่งก้าวเข้ามาจากลานบ้าน ขยับรอยยิ้มมุมปากเล็กน้อย นัยน์ตาคมกริบฉายแววเจ้าเล่ห์และอบอุ่นในเวลาเดียวกัน เขาถอดเสื้อแจ็คเก็ตทหารพาดไว้ที่พนักเก้าอี้ เดินเข้ามาสวมกอดเอวบางจากด้านหลังอย่างถือวิสาสะ ใบหน้าครั่นเนื้อครั่นตัวฝังลงกับลาดไหล่ของภรรยา
"ระวังหน่อยค่ะ คนอยู่ตั้งเยอะแยะ" ลี่อินตีมือหนาที่โอบรอบเอวเบาๆ แต่ไม่ได้ขัดขืน ปล่อยให้ความอบอุ่นจากแผ่นอกแกร่งแนบชิดแผ่นหลัง "คุณน่ะไปตรวจดูโต๊ะเก้าอี้ที่ลานหน้าบ้านหรือยังคะ ทางผู้ใหญ่บ้านรับปากแล้วใช่ไหมว่าจะมา"
"มาสิครับ... เอ่อ หมายถึง มาแน่นอนครับที่รัก" ชีหยางแก้คำพูดแทบไม่ทันเมื่อเห็นสายตาคาดคั้นเชิงหยอกล้อของภรรยา "สหายผู้ใหญ่บ้านบอกว่า แค่ได้ยินกลิ่นอาหารจากครัวบ้านเรา เขาก็แทบจะเดินนำขบวนชาวบ้านมาก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมงแล้ว ส่วนพวกนายทหารเพื่อนร่วมกองพันของผม ก็พากันขับรถจี๊ปขนลังเบียร์กับผลไม้มาช่วยจัดเตรียมสถานที่ตั้งแต่เช้าตรู่โน่นแล้ว"
เสียงเอิกเกริกครื้นเครงที่ดังแว่วมาจากลานหน้าบ้าน เป็นเครื่องยืนยันคำพูดของเขาได้เป็นอย่างดี เสียงหัวเราะ เสียงพูดคุย และเสียงลากเก้าอี้ไม้ดังประสานกันระงม บรรยากาศงานขึ้นบ้านใหม่ของครอบครัวหานในวันนี้ คึกคักราวกับมีงานเทศกาลประจำปี ทั้งตำบลต่างรู้สะพัดกันทั่วว่า สะใภ้ใหญ่ตระกูลหานผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นตัวซวยผลาญเงินทอง บัดนี้กลับพลิกฟื้นชีวิต กลายเป็นเศรษฐีณีเงียบๆ ที่สร้างบ้านอิฐหลังงามและทำมาค้าขึ้นจนร่ำรวยมหาศาล
ทว่า... ความสุขมักมีแขกไม่ได้รับเชิญมาสร้างสีสันเสมอ
"ถอยไปนะ! หลีกทางให้ฉัน ฉันเป็นป้าแท้ๆ ของเจ้าชีหยางนะ จะมาห้ามไม่ให้ฉันเข้าบ้านได้ยังไง!"
เสียงแหลมปรี๊ดที่คุ้นเคยแผดดังขึ้นที่หน้าประตูรั้ว ตามมาด้วยเสียงโวยวายโกรธเกรี้ยวของป้าสะใภ้ใหญ่และแม่สามีตัวแสบที่เคยประกาศตัดขาดตัดญาติกับพวกเขาก่อนหน้านี้ไม่ถึงสามเดือน
ในอดีต ยามที่ลี่อินและลูกๆ ตกยาก สองคนนี้เคยยืนด่าทอหน้าประตูบ้านเก่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย ขู่จะขับไล่พวกเขาออกจากตระกูล และเยาะเย้ยถากถางสารพัด ยามที่ลี่อินหอบหิ้วซาลาเปาไปขอความช่วยเหลือ พวกนางกลับปัดมือไสส่งราวกับรังเกียจเดียจฉันท์เดรัจฉาน
แต่ในยามนี้... เมื่อกลิ่นหอมของเนื้อตุ๋นและเป็ดพะโล้ลอยไปกระแทกจมูก พร้อมกับภาพความโอ่อ่าหรูหราของบ้านอิฐสองชั้น สองป้าหลานตระกูลเดิมก็พลันหน้ามืดตามัว คลานเข่ากลับมาหน้าด้านๆ หวังจะเกาะชายผ้ากินบุญเก่า
"โอ๊ย! หลานสะใภ้ ลี่อินจ๊ะ! ชีหยางลูกแม่!"
เสียงร้องคร่ำครวญดังขึ้นพร้อมกับการพุ่งเข้ามาทรุดตัวลงคุกเข่าที่หน้าประตูครัวอย่างไม่มียางอาย นางจางผู้เป็นแม่สามีน้ำตาคลอเบ้า สวมชุดเก่ามอมแมมตั้งใจเรียกคะแนนความน่าเวทนา ด้านข้างคือป้าสะใภ้ใหญ่ที่รีบปั้นหน้ายิ้มแห้งแล้งจนริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้ายับยู่ยี่
"พวกเราอุตส่าห์ได้ยินข่าวดี รีบเดินเท้าฝ่าแดดเปรี้ยงๆ มาแสดงความยินดีกับบ้านใหม่ของลูกนะ ลืมความบาดหมางเก่าๆ ไปเถอะ ยังไงก็สายเลือดเดียวกัน..."
บรรยากาศในครัวและบริเวณรอบๆ เงียบกริบลงทันตา สหายผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านหลายคนที่นั่งรอร่วมโต๊ะจีนต่างหันมามองเป็นตาเดียว บ้างก็ทำเสียงจึ๊กจั๊กในลำคอด้วยความหมั่นไส้ บ้างก็กระซิบกระซาบเยาะเย้ย
ลี่อินค่อยๆ วางทัพพีลงในหม้อ เธอหันกลับมามองสองร่างที่กำลังคุกเข่าโอครวญอยู่บนพื้น รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างชัดเจน ดวงตาคู่สวยคมกริบกวาดมองสภาพของคนทั้งสองด้วยความรู้สึกสมเพชเวทนา
"สายเลือดเดียวกันเหรอคะ?" ลี่อินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียաբเรื่อย แต่ทว่ากังวานชัดเจนจนทุกคนได้ยินทั่วกัน "จำได้ว่าเมื่อสามเดือนก่อน ตอนที่ลูกๆ ของฉันป่วยไม่มีเงินซื้อยาค่ายา ค่ารักษาพยาบาล ฉันหิ้วของขวัญไปกราบขอร้องยืมเงินท่านแม่แค่สิบหยวน... ท่านแม่ผลักอกฉันล้มกลิ้งลงกับโคลน แล้วตะโกนไล่หลังว่า 'ไสหัวไปซะ ครอบครัวอัปiลย์อย่างพวกแกไม่ใช่คนตระกูลหาน!' จำไม่ได้หรือคะ หรือสมองของท่านเสื่อมถอยไปตามอายุซะแล้ว"
ใบหน้าของนางจางเปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำสลับแดงก่ำ นางอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก ป้าสะใภ้ใหญ่รีบแก้ตัวเสียงสั่น
"นั่น... นั่นมันเป็นเพราะพวกเราถูกความโกรธบังตาต่างหากลี่อิน! อีกอย่าง ตอนนั้นเธอมันเกียจคร้าน... เออ เอาเป็นว่า ตอนนี้เธอร่ำรวยแล้ว บ้านก็ใหญ่โต อาหารก็เต็มโต๊ะ แบ่งปันให้ญาติพี่น้องกินบ้างจะเป็นไรไป เลือดข้นกว่าน้ำนะลูก!"
"เลือดข้นกว่าน้ำ?" หานชีหยางก้าวออกมาจากห้องครัว ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาไร้ความรู้สึก รังสีความกดดันแบบนายทหารสนามรบแผ่ซ่านออกมาจนป้าสะใภ้ใหญ่สะดุ้งเฮือก "ตอนที่พวกท่านมาขับไล่พวกเราออกจากตระกูล และตัดชื่อพวกเราออกจากทะเบียนบ้าน... เลือดพวกนั้นคงเจือจางจนกลายเป็นน้ำเปล่าไปหมดแล้วกระมังครับ"
คำพูดประชดประชันและสายตาคมกริบดั่งใบมีด ทำให้สองแม่ลูกตระกูลหานหน้าซีดเผือด ทำท่าจะพุ่งเข้ามาเกาะขาอ้อนวอนต่อ แต่ทว่า...
ก่อนที่เหตุการณ์จะวุ่นวายไปมากกว่านั้น เสียงรถยนต์จี๊ปทหารคันใหญ่ก็แล่นเข้ามาจอดสนิทที่หน้าลานบ้าน ประตูรถเปิดออกพร้อมกับร่างของนายทหารยศสูงผู้หนึ่งก้าวลงมา พร้อมกับถือแฟ้มเอกสารสำคัญในมือ
"สวัสดีครับ สหายหาน และคุณลี่อิน... ผมได้รับมอบหมายจากกองบัญชาการ ให้มาเป็นสักขีพยานในพิธีขึ้นบ้านใหม่ และ..." นายทหารนายนั้นกวาดตามองรอบตัว ก่อนจะหยุดสายตาที่สองคนที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น "เอ่อ ขออภัยครับ เหมือนจะมีแขกไม่ได้รับเชิญมาสร้างความรำคาญหรือเปล่าครับ?"
ลี่อินยิ้มหวานหยด นางปรายตามองแม่สามีและป้าสะใภ้ที่ตัวสั่นงันท่ามกลางสายตาดูแคลนของคนนับสิบ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำเอาสองคนนั้นแทบเป็นลมล้มพับ
"เชิญแขกผู้มีเกียรติทุกท่านเข้าไปนั่งประจำโต๊ะจีนด้านในได้เลยค่ะ ส่วนสองท่านนี้..." ลี่อินหันไปมองแม่สามีด้วยแววตานิ่งสนิท "เชิญออกไปจากเขตรั้วบ้านของฉันค่ะ... ก่อนที่ฉันจะให้ทหารลากตัวข้อหาบุกรุกยามวิกาล"
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบบริเวณ พร้อมๆ กับความหอมหวานของอาหารเลิศรสที่โชยเตะจมูกกระตุ้นความอยากอาหารจนถึงขีดสุด
แต่ทว่า ในวินาทีที่ทุกคนกำลังจะเดินเข้าสู่โต๊ะจัดเลี้ยง ทันใดนั้นเอง หานชีหยางก็ขมวดคิ้วมุ่น เขารับกระดาษโทรเลขด่วนพิเศษที่ทหารส่งต่อมาให้ กวาดสายตาอ่านเพียงแวบเดียว สีหน้าของสามีหนุ่มก็เปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดทันที
"ลี่อิน..." ชีหยางหันมามองภรรยาด้วยแววตาตื่นตระหนกเล็กน้อย "คนที่ส่งจดหมายฉบับนี้มาแจ้งว่า... 'เขา' กำลังเดินทางมาที่หมู่บ้านนี้แล้ว และคาดว่าจะถึงหน้าบ้านเราในอีกไม่ถึงสิบนาทีนี้!"
ลี่อินชะงัก ทัพพีในมือเกือบหลุดร่วง เมื่อนึกถึงชื่อบุคคลปริศนาที่ถูกซ่อนไว้ในปมเบื้องหลังชาติกำเนิดของสามี... ใครกันที่ทำให้ทหารระดับสูงอย่างชีหยางถึงกับสีหน้าเปลี่ยนสีได้ขนาดนี้?
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางสร้างชีวิตใหม่ไปกับลี่อินและชีหยางนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
ซุปเปอร์มาร์เก็ตมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80•ตอนที่ 23
งานขึ้นบ้านใหม่ที่สะเทือนทั้งตำบล
ผลงานโดย กระท่อมไผ่ริมธาร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระท่อมไผ่ริมธาร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ซุปเปอร์มาร์เก็ตมิติฟาร์มกับสามีทหารคลั่งรักในยุค 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!