“ข้าไม่ได้ต้องการสิ่งใดจากจวนแม่ทัพอีกแล้ว นอกจากหนังสือหย่าฉบับที่ท่านทิ้งไว้ให้ฝุ่นจับนั่น... ท่านแม่ทัพ กรุณาคืนอิสระให้แก่หญิงที่ท่านรังเกียจด้วยเถิดค่ะ”
น้ำเสียงของหลินฟางเซียนราบเรียบดุจผิวน้ำในบึงลึก ทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยวที่สั่นสะเทือนไปถึงโสตประสาทของชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ที่ยืนหันหลังให้หน้าต่าง จ้าวเฟยหลงไม่แม้แต่จะปรายตามามองหญิงสาวที่เคยเป็นภรรยาผู้ภักดีของเขามาตลอดสามปี เขาเพียงแค่หมุนแหวนหยกบนนิ้วโป้งด้วยจังหวะเนิบนาบ ราวกับสิ่งที่นางเอ่ยออกมาเป็นเพียงเสียงลมพัดผ่านพุ่มไม้ข้างจวนเท่านั้น
“จะไปก็ไปเสียให้พ้น” จ้าวเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่เคยใช้ตอกย้ำความเจ็บปวดให้นางอยู่เสมอ “ในเมื่อเจ้าต้องการเป็นอิสระนัก ข้าก็ไม่คิดจะรั้งผู้หญิงที่ไร้ประโยชน์ต่อกองทัพไว้ให้รกจวนหรอกนะ”
ฟางเซียนแค่นยิ้มที่มุมปาก—รอยยิ้มที่ปราศจากความอาลัยอาวรณ์ นางก้มลงหยิบห่อผ้าเก่าๆ บนโต๊ะไม้สลักลายมังกรที่นางเคยนั่งปักผ้าเฝ้ารอเขากลับจวนจนดึกดื่นนับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว กลิ่นอายของความเจ็บปวดที่เคยอบอวลอยู่ในห้องนี้ดูเลือนรางลงเมื่อนางตัดสินใจได้ว่าจะไม่หันหลังกลับมามองมันอีก
พายุฝนภายนอกเริ่มโหมกระหน่ำ สายฟ้าแลบแปลบปลาบสะท้อนให้เห็นใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาวที่เพิ่งผ่านพ้นวัยปักปิ่นมาได้ไม่กี่ปี ทว่าดวงตากลับมีความลึกซึ้งราวกับผ่านร้อนผ่านหนาวมานับศตวรรษ นางหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่แม้แต่จะเอ่ยลาคนเย็นชาที่ยังคงยืนนิ่งราวกับรูปปั้นหิน
“เจ้าคิดว่าโลกภายนอกมันจะสวยงามนักหรือหลินฟางเซียน?” จ้าวเฟยหลงตะโกนไล่หลังมา น้ำเสียงนั้นไม่มีความอาทร มีเพียงความสมเพช “ไม่มีข้าคุ้มกะลาหัว เจ้าก็เป็นเพียงเศษฝุ่นในเมืองหลวงที่พร้อมจะถูกบดขยี้ได้ทุกเมื่อ”
ฟางเซียนหยุดชะงักที่หน้าประตูใหญ่ มือเรียวบางที่กำสายห่อผ้าไว้แน่นสั่นระริกเพียงครู่เดียว ก่อนจะสูดลมหายใจลึก นางไม่ได้หันไปตอบโต้ด้วยคำด่าทอเหมือนหญิงสาวทั่วไปที่โกรธแค้น แต่นางกลับหัวเราะเบาๆ เป็นเสียงหัวเราะที่ทำให้จ้าวเฟยหลงรู้สึกเย็นวาบที่สันหลังโดยไม่ทราบสาเหตุ
“นั่นเป็นเรื่องของข้าค่ะ ท่านแม่ทัพ” นางกล่าวโดยไม่หันมามอง “ส่วนเรื่องของท่าน... ขอให้ท่านจงมีความสุขกับความว่างเปล่าที่ท่านเป็นคนสร้างขึ้นมาเองก็แล้วกัน”
ฟางเซียนก้าวเท้าออกไปสู่ม่านฝนที่ตกหนักจนมองแทบไม่เห็นทาง นางรีบเร่งเดินไปยังตรอกเล็กๆ ท้ายตลาด ที่นั่นมีร้านหนังสือเก่าๆ หลังหนึ่งที่นางเก็บหอมรอมริบซื้อไว้ด้วยเงินเก็บก้อนสุดท้ายที่ไม่ได้มาจากจวนแม่ทัพ แต่เป็นหยาดเหงื่อจากการคัดคัดลอกตำราลับหลังเขามาตลอดหลายปี
ท่ามกลางสายฝนที่ชะล้างรอยเท้าบนพื้นถนน บรรยากาศภายในร้านหนังสือเล็กๆ อบอุ่นกว่าจวนแม่ทัพหลายเท่านัก เมื่อนางเปิดประตูเข้าไป กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นหอมของสมุนไพรจางๆ ก็ต้อนรับนาง ทว่าสิ่งที่ทำให้นางลืมความเหนื่อยล้าทั้งหมดคือเสียงเล็กๆ ที่ร้องเรียกอย่างกระตือรือร้น
“ท่านแม่! ท่านกลับมาแล้ว!”
เด็กชายตัวน้อยวัยห้าขวบวิ่งถลาเข้ามาในอ้อมกอดของนาง เสี่ยวเป่าแหงนหน้ามองมารดาด้วยดวงตากลมโตที่เปล่งประกาย ผิวขาวผ่องและคิ้วเข้มที่รับกับดวงตาคมกริบนั้น... หากใครมาเห็นเข้า คงต้องตกตะลึงไปตามๆ กัน เพราะใบหน้าของเด็กน้อยคนนี้เหมือนกับจ้าวเฟยหลง แม่ทัพผู้เกรียงไกร ราวกับถูกถอดแบบออกมาจากพิมพ์เดียวกันไม่มีผิดเพี้ยน
“แม่บอกให้เจ้าอ่านหนังสือรออยู่ในห้องไม่ใช่หรือคะ?” ฟางเซียนลูบศีรษะลูกชายด้วยความรัก ก่อนจะรีบปิดประตูหน้าต่างเพื่อกันลมหนาว
“เสี่ยวเป่าเห็นฝนตกหนัก นึกว่าท่านแม่จะเปียก เลยออกมาดูครับ” เด็กน้อยเอ่ยพลางยื่นผ้าผืนนุ่มมาเช็ดหน้าให้มารดา ท่าทางนั้นช่างดูเป็นผู้ใหญ่เกินวัย
ขณะที่ฟางเซียนกำลังจะพาลูกชายไปเปลี่ยนเสื้อผ้า เสียงเคาะประตูหน้าร้านก็ดังขึ้นรัวและหนักแน่นผิดปกติ ฟางเซียนชะงัก หัวใจเต้นแรงด้วยความสังหรณ์ใจ นางรีบผลักเสี่ยวเป่าให้เข้าไปหลบหลังฉากกั้นไม้ฉลุลายก่อนจะเดินไปเปิดประตูด้วยมือที่สั่นเทา
ทว่าคนที่ยืนอยู่หน้าประตูไม่ใช่คนเก็บภาษีหรือคนงานร้านหนังสือ แต่เป็นจ้าวเฟยหลงที่อยู่ในชุดเกราะเปียกชุ่มด้วยน้ำฝน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวของเขาจ้องเขม็งมาที่ฟางเซียน ก่อนจะมองเลยผ่านไหล่นางเข้าไปในร้าน ความเงียบงันปกคลุมไปทั่วร้านหนังสือในชั่วอึดใจนั้น
สายตาของจ้าวเฟยหลงหยุดลงที่ขอบฉากกั้นไม้ตรงมุมห้อง ตรงที่รองเท้าผ้าใบเล็กๆ คู่หนึ่งโผล่พ้นออกมาจากเงาดำ—รองเท้าที่ปักลายดอกโบตั๋นอันเป็นเอกลักษณ์ที่เขาเคยเห็นผ่านตาในหีบสมบัติของแม่ทัพผู้ล่วงลับบิดาของเขา... และนั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด สิ่งสำคัญคือร่างเล็กๆ ที่ขยับไหวด้วยความตกใจจนเผลอทำสมุดภาพหล่นลงบนพื้น
“นั่นใคร” เสียงของจ้าวเฟยหลงแหบพร่า ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่น่าสะพรึงกลัว เขาก้าวเข้ามาในร้านโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนจะพุ่งตรงไปยังฉากกั้นไม้ด้วยความเร็วราวกับสายฟ้า
ฟางเซียนพยายามขวางไว้ แต่แรงของแม่ทัพหนุ่มที่ผ่านสนามรบมานับไม่ถ้วนหรือจะเทียบชั้นกับนางได้ เขาผลักนางออกอย่างง่ายดายและปัดฉากกั้นไม้นั้นล้มลงจนเกิดเสียงดังสนั่น
เสี่ยวเป่านั่งตัวแข็งทื่ออยู่ตรงนั้น ในมือยังถือสมุดภาพที่เขาตั้งใจจะโชว์มารดา แต่เมื่อเขากล้าเงยหน้าขึ้นสบตาผู้มาเยือน ดวงตากลมโตของเด็กน้อยก็เบิกกว้างด้วยความตกใจเช่นเดียวกับจ้าวเฟยหลงที่หยุดชะงักกึก ร่างสูงใหญ่ที่เคยดุดันกลับยืนนิ่งสนิทราวกับถูกสาป สายตาของเขาสั่นระริกเมื่อจับจ้องใบหน้าที่เหมือนกับกระจกเงาสะท้อนอดีตของตนเองเมื่อครั้งยังเยาว์วัย
“เจ้า...” จ้าวเฟยหลงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่สั่นจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ สายตาของเขาเลื่อนจากใบหน้าของเด็กน้อย ไปหยุดอยู่ที่รอยยิ้มเย้ยหยันของฟางเซียนที่ยืนกอดอกอยู่ด้านหลัง “เด็กคนนี้... เป็นลูกใคร!”
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับความเจ็บปวดและการเริ่มต้นใหม่ของฟางเซียนในบทแรกนี้นะคะ
ดอกโบตั๋นพันปี
ม่านหมอกในหอจดหมายเหตุกับหยาดฝนที่ไร้ใจ•ตอนที่ 2
คืนที่ฝนตกหนัก
ผลงานโดย ดอกโบตั๋นพันปี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดอกโบตั๋นพันปี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ม่านหมอกในหอจดหมายเหตุกับหยาดฝนที่ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
