"ราคาห้าล้านศิลาวิญญาณชั้นยอด... ยังมีผู้ใดกล้าสู้ราคานี้อีกหรือไม่?"
เสียงประกาศก้องกังวานของเฒ่าแซ่จู ผู้ดูแลหอสมบัติร้อยวิญญาณดังสะท้อนก้องไปทั่วห้องประมูลใต้ดินที่มืดสลัว กลิ่นอายของธูปหอมราคะคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยมาจากลานประลองเบื้องล่าง ที่นี่คือ ‘ตลาดมืดพยัคฆ์ทมิฬ’ สถานที่ซึ่งกฎหมายของสำนักใหญ่ไร้ความหมาย มีเพียงผู้มีอำนาจและกำลังภายในที่เหนือกว่าเท่านั้นจึงจะมีสิทธิ์ครอบครองความจริง
หลี่มู่เหวินนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์ดำในห้องรับรองชั้นสอง ดวงตาสีดำสนิทคู่คมปลาบด่ำมองดูแผ่นหยกโบราณที่วางอยู่กลางห้อง แผ่นหยกนั้นมีรอยร้าวรานราวกับเส้นเลือดฝอย แต่กลับแผ่ไอเย็นเยือกราศจากที่สิ้นสุดออกมา มันคือ ‘เศษเสี้ยวผนึกกระบี่เก้าสวรรค์’ สมบัติชิ้นสำคัญที่เข้มข้นด้วยเจตจำนงกระบี่โบราณ ซึ่งเป็นกุญแจดอกเดียวที่จะไขปริศนาการล้างบางตระกูลหลี่เมื่อสิบปีก่อน
มือขวาเรียวยาวของเขายกจอกชาขึ้นจรดริมฝีปาก ชากลีบเหมันต์ที่ชงโดยหญิงสาวข้างกายส่งไอเย็นลอยกรุ่น เซียนจื่อหยางในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดู นั่งนิ่งสงบดั่งรูปสลักหยก นางมิได้แตะต้องชาแม้แต่น้อย นัยน์ตาคู่คมปลาบดั่งน้ำแข็งพันปีทอดมองลงไปยังเบื้องล่างด้วยความระแวดระวัง รัศมีลมปราณเย็นเยียบแผ่ออกมาจากร่างของนางโดยไม่ตั้งใจ จนทำให้หยาดน้ำค้างบนยอดหญ้านอกหน้าต่างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งในพริบตา
"มู่เหวิน..." เสียงหวานใสแต่เย็นชาดั่งระฆังแก้วเอ่ยขึ้นแผ่วเบา "พวกมันเคลื่อนไหวแล้ว"
หลี่มู่เหวินวางจอกชาลงบนโต๊ะกระทบกันเบาๆ เกิดเสียงกังวานใสราศจากความหวาดหวั่น เขายกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดินและผู้คนในยุทธภพ "ข้ารู้... สุนัขย่อมไม่เคยทิ้งนิสัยกินคูถ ต่อให้เปลี่ยนมากินทองคำ พวกมันก็ยังคงเป็นสุนัขอยู่ดี"
สิ้นคำพูดของเขา ประตูไม้สักทองสลักลายอสูรหุบเขาเบื้องหน้าก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรงด้วยแรงลมปราณอันดุร้าย!
*เปรี้ยง!*
เศษไม้กระจายเกลื่อนกลาด ฝุ่นผงตลบอบอวล ร่างของชายฉกรรจ์นับสิบในชุดเกราะหนังสีดำสนิท ประทับตราสัญลักษณ์ ‘พรรคโลหิตทมิฬ’ บนอกเสื้อ ก้าวเดินเข้ามาด้วยท่าทีคุกคาม ผู้นำกลุ่มคือ ‘เฟยเทียนหลง’ ยอดฝีมือขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขั้นสมบูรณ์ ผู้มีรอยแผลเป็นน่าเกลียดลากยาวจากหางตาขวาลงมาถึงมุมปาก รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏบนใบหน้าอัปลักษณ์นั้นเมื่อเขาเห็นเป้าหมาย
"ฮ่าๆๆๆ นึกว่าเป็นผู้ใด ที่แท้ก็คือคุณชายตกอับแห่งตระกูลหลี่ ที่หลบหนีหางจุกตูดไปเมื่อสิบปีก่อนนี่เอง!" เฟยเทียนหลงหัวร่อเสียงดังลั่นจนผนังห้องสั่นสะเทือน "กล้าดียังไงถึงโผล่หัวออกมาเหยียบดินแดนของพรรคโลหิตทมิฬ แถมยังบังอาจกล้าแย่งชิงสมบัติของนายท่านเราอีก คุกเข่าลงแล้วถวายแผ่นหยกนั้นมาเสียโดยดี บางทีข้าอาจจะเมตตาสงเคราะห์ให้เจ้าตายด้วยความสบายหน่อย!"
บรรยากาศภายในห้องกดดันจนแทบหายใจไม่ออก ลูกน้องเบื้องหลังของเฟยเทียนหลงต่างปลดปล่อยพลังปราณสีแดงฉานออกมาคุกคาม เป็นไอสังหารที่สะสมมาจากการฆ่าฟันผู้คนนับไม่ถ้วน
ทว่า หลี่มู่เหวินยังคงนั่งนิ่งสงบราวกับภูเขาไท่ซาน เขาไม่แม้แต่จะชายตามองเฟยเทียนหลงด้วยซ้ำ นิ้วเรียวยาวเคาะลงบนโต๊ะไม้เป็นจังหวะเชื่องช้า *ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...* ทุกเสียงที่เคาะลงไป ราวกับเสียงนาฬิกาแห่งความตายที่กำลังนับถอยหลังลมหายใจของอีกฝ่าย
"เฟยเทียนหลง..." หลี่มู่เหวินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่าทรงพลังอำนาจจนคนฟังต้องสะท้านเยือกไปถึงไขกระดูก "สิบปีก่อน มารดาของเจ้าคงไม่ได้สอนหรอกกระมัง ว่าการเดินเข้าหาความตายด้วยความโง่เขลาเช่นนี้ มันน่าสมเพชเพียงใด"
"สามหอง!" เฟยเทียนหลงคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน ใบหน้าบิดเบี้ยว "ฆ่ามัน! เอาหัวมันมาสังเวยท่านประมุข!"
สิ้นเสียงคำราม ยอดฝีมือพรรคโลหิตทมิฬทั้งสดพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกัน ประกายกระบี่และพลองเหล็กนับสิบสายถักทอเป็นตาข่ายปราณสีโลหิต ปิดตายทุกเส้นทางหนีราวกับต้องการบดขยี้หลี่มู่เหวินให้แหลกเป็นจุลในกระบวนท่าเดียว!
เซียนจื่อหยางขยับตัวเล็กน้อย พลังความเย็นยะเยือกแผ่พุ่งออกไปดั่งคลื่นสึนามิ เตรียมจะชักกระบี่น้ำแข็งออกมารabยบศัตรูทั้งหมดในพริบตาเดียวนั้นเอง
แต่มือหนาข้างหนึ่งกลับเอื้อมไปแตะลงบนหลังมือของนางเบาๆ เป็นเชิิงห้าม
"รอก่อน, จื่อหยาง..." หลี่มู่เหวินกล่าวเสียงนุ่มนวลแต่เด็ดขาด "หนี้เลือดเมื่อสิบปีก่อน... ข้าขอประเดิมด้วยเลือดของพวกมันพวกนี้ก่อนก็แล้วกัน"
ทันใดนั้น ดวงตาของหลี่มู่เหวินก็เปลี่ยนเป็นสีดำสนิท ไร้ซึ่งประกายแสงใดๆ ราวกับหลุมดำที่กลืนกินสรรพสิ่ง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกจากร่างของเขาอย่างไร้เสียง ทว่ารุนแรงราวกับฟ้าผ่ากลางฤดูร้อน!
เขายังคงนั่งอยู่บนเก้าอี้ ไม่ได้ชักกระบี่ออกจากฝักข้างกายแม้แต่น้อย... แต่ทว่า คมกระบี่ที่มองไม่เห็นนับพันสายกลับถูกตวัดออกไปด้วยเพียงแค่การสะบัดแขนเสื้อ!
*ฉับ! ฉับ! ฉับ!*
เสียงเนื้อและกระดูกถูกตัดขาดดังประสานกันเป็นเสียงเดียว เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผนังห้องสีทองให้กลายเป็นสีแดงฉานในชั่วพริบตาเดียว ร่างของยอดฝีมือพรรคโลหิตทมิฬที่พุ่งเข้ามาหยุดชะงักค้างกลางอากาศ ร่างกายของพวกมันแยกออกเป็นสองส่วนอย่างประณีตโดยไม่มีใครทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าถูกโจมตีด้วยเคล็ดวิชาใด!
เฟยเทียนหลงเบิกตากว้างจนแทบถลอกจากเบ้า ความหวาดกลัวพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดจนเข่าแทบทรุดลงไปกองกับพื้น เลือดอุ่นๆ ของลูกน้องสาดกระเซ็นโดนใบหน้าอัปลักษณ์ของมัน มันถอยหลังกรูดด้วยความตื่นตระหนก ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
"เจ้า... เจ้าใช้เคล็ดวิชาอะไรกัน... กระบี่... กระบี่ของเจ้าอยู่ที่ไหน..." เฟยเทียนหลงละล่ำละลักเอ่ยถาม เสียงสั่นเครือเต็มไปด้วยความหวาดผวา
หลี่มู่เหวินลุกขึ้นยืนช้าๆ ร่างสูงสง่าแผ่รังสีอำมหิตที่กดทับจนเฟยเทียนหลงทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความอับจนหนทาง เขาก้มมองเฟยเทียนหลงราวกับมองมดปลวกตัวหนึ่ง ริมฝีปากหยักลึกแย้มยิ้มเย็นเยียบ
"กระบี่ของข้า..." หลี่มู่เหวินโน้มตัวลงกระซิบข้างหูของมันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ชัดเจนทุกถ้อยคำ "อยู่ในลมหายใจของพวกเจ้าอย่างไรเล่า"
ทว่า ในวินาทีที่หลี่มู่เหวินกำลังจะปลิดชีพเฟยเทียนหลงเพื่อเค้นความลับเกี่ยวกับผู้อยู่เบื้องหลัง แสงประกายสีทองอร่ามก็พุ่งทะลุเพดานห้องลงมาขวางกั้นระหว่างพวกเขาทั้งสอง ร่างของชายชราในชุดคลุมนักพรตโบราณ ปรากฏกายขึ้นพร้อมกับแรงกดดันระดับ ‘ขอบเขตกำเนิดวิญญาณ’ ที่หนักหน่วงราวกับภูเขา
ชายชรายิ้มเยาะอย่างเหี้ยมเกรียม พลางเอ่ยประโยคที่ทำให้แม้แต่หลี่มู่เหวินต้องหรี่ตาลงด้วยความคาดไม่ถึง
"คุณชายหลี่... เล่นสนุกพอหรือยัง? นายท่านของเรา... รอพบท่านมานานถึงสิบปีแล้ว"
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
*หมื่นกระบี่คืนรัง*
กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้ากับนัยน์ตาเซียนน้ำแข็ง•ตอนที่ 1
ลมหายใจของกระบี่
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์สยบฟ้ากับนัยน์ตาเซียนน้ำแข็ง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!