"ท่านแม่ทัพหลี่... ต่อให้ท่านยืนตากน้ำค้างจนกระบี่ขึ้นสนิม โรงเตี๊ยมจันทราแห่งนี้ก็ไม่มีที่ว่างให้คนใจแคบเช่นท่านหรอกค่ะ"
น้ำเสียงของซูเหมยทั้งราบเรียบและเย็นชา ราวกับกำแพงน้ำแข็งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกั้นขวางบุรุษผู้ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้า นางไม่ได้แม้แต่จะชายตามองถาดอาหารและกล่องยาสมานแผลล้ำค่าในมือของเขา ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองผ่านร่างสูงใหญ่ราวกับเขาเป็นเพียงอากาศธาตุตัวหนึ่ง
หลี่จิ่งเหยียนเม้มริมฝีปากแน่นเป็นเส้นตรง ชุดเกราะทหารที่มักจะดูน่าเกรงขามในยามนี้กลับเต็มไปด้วยคราบฝุ่นละอองและร่องรอยจากการเดินทางข้ามวันข้ามคืน ดวงตาคมกริบของแม่ทัพผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด ฉายแววความอ่อนล้าและความเจ็บปวดที่พยายามซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเคร่งขรึม
เขายืนปักหลักอยู่หน้าร้านตั้งแต่ยามโฉ่วยันยามอู่ ไม่ยอมปริปากบ่นสักคำ แม้แผลจากการปะทะกับมือสังหารของฉินอ๋องเมื่อวานจะยังคงส่ง
ความเจ็บแปลบทุกครั้งที่ขยับตัว
"ข้าไม่ได้มาในฐานะแม่ทัพ..." หลี่จิ่งเหยียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แหบพร่าเล็กน้อย นัยน์ตาคมกวาดมองใบหน้าหวานที่เชิดขึ้นอย่างดื้อรั้น "ข้ามาในฐานะ... บุรุษผู้หนึ่งที่ต้องการไถ่โทษ"
ซูเหมยแค่นหัวเราะในลำคอ นางวางผ้าในมือลงบนโต๊ะไม้ด้วยแรงที่มากพอจะทำให้เกิดเสียงดัง *ตึง* ดึงดูดสายตาของลูกค้าโต๊ะมุมห้องให้หันมามอง แต่ไม่มีใครกล้าสอดปากเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการปะทะคารมของสองคนนี้
"ไถ่โทษ? หึ..." นางก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวเขาอย่างไม่เกรงกลัว กลิ่นอายบุรุษผสมกลิ่นอายฝุ่นควันและเลือดจางๆ ลอยเข้าแตะจมูก แต่นั่นไม่ได้ทำให้นางถอยหลังเลยสักนิด ซูเหมยเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แววตาดุดันและเต็มไปด้วยความน้อยใจถูกส่งผ่านไปอย่างไม่ปิดบัง "คำว่าไถ่โทษของท่านมันราคาเท่าไหร่กันคะท่านแม่ทัพ? เท่ากับชีวิตของคนในโรงเตี๊ยมที่เกือบต้องตายเพราะแผนการโง่เง่าของท่านหรือเปล่า? หรือเท่ากับความไว้วางใจที่ท่านเหยียบยละมันครั้งแล้วครั้งเล่า?"
ทุกคำถามเปรียบเสมือนลูกดอกอาบยาพิษที่ปักเข้ากลางใจหลี่จิ่งเหยียน เขารู้ดีว่าตนเองเป็นฝ่ายผิด เขายึดมั่นในกฎเกณฑ์และหน้าที่จนมองข้ามความปลอดภัยของสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้า จนเกือบทำให้ชีวืตของนางต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของฉินอ๋อง
มือหนาที่ถือกล่องยาเผลอออกแรงกำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว เขาอยากจะอธิบาย อยากจะบอกนางว่าทุกสิ่งที่เขาทำลงไปก็เพื่อปกป้องนางในแบบของเขา แต่ทว่า... คำพูดเหล่านั้นช่างดูไร้ค่าเหลือเกินเมื่อเทียบกับสิ่งที่นางต้องเผชิญ
"ข้ารู้ว่าข้าโง่เง่า" หลี่จิ่งเหยียนเอ่ยเสียงเบา ทว่ามั่นคง ดวงตาคู่นคมไหววูบชั่วขณะก่อนจะกลับมานิ่งสนิท "รู้ว่าความเย่อหยิ่งของข้าเกือบทำลายทุกอย่าง... แต่ซูเหมย ได้โปรด ให้โอกาสข้าได้พิสูจน์ตัวเองอีกสักครั้ง"
ซูเหมยชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเห็นแววตาคู่นั้น ไร้ซึ่งความเย่อหยิ่งจองหอง ไร้ซึ่งคราบของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ มีเพียงความเวทนาและเวิ้งว้างของบุรุษผู้หนึ่งที่กำลังสูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิต แต่นางก็ยังคงใจแข็ง นางเบือนหน้าหนีไม่อยากตกหลุมพรางความอ่อนแอชั่วขณะของเขา
"พิสูจน์งั้นหรือคะ? ท่านเอาอะไรมาพิสูจน์ ในเมื่อพรุ่งนี้ท่านก็ต้องนำทัพกลับค่ายหลวงตามราชโองการอยู่แล้ว" นางพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน ซ่อนความสั่นไหวในอกไว้ภายใต้รอยยิ้มเยาะ "คำพูดของแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ มีค่าแค่ลมปากที่พัดผ่านไปเท่านั้นแหละค่ะ"
พรึบ!
จู่ๆ หลี่จิ่งเหยียนก็คุกเข่าข้างหนึ่งลงกับพื้นไม้เบื้องหน้าของซูเหมย ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าเสมียนและลูกค้าในโรงเตี๊ยมที่อ้าปากค้างจนแทบกลืนกินหมัดเข้าไปได้ แม่ทัพผู้ไม่เคยคุกเข่าให้ใครนอกจากฮ่องเต้ กลับยอมลดตัวลงต่ำต่อหน้าสตรีปากจัดผู้หนึ่ง
ซูเหมยเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึก นางก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว "ทะ... ท่านทำบ้าอะไร! ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!"
"ถ้าการคุกเข่าตรงนี้ จะทำให้เจ้าเชื่อใจข้าได้สักนิด..." หลี่จิ่งเหยียนเงยหน้าขึ้นสบตานาง แววตาจริงจังและเด็ดเดี่ยวจนน่ากลัว "ข้า... หลี่จิ่งเหยียน ขอสัญญาด้วยเกียรติแห่งตระกูลหลี่ ว่าต่อจากนี้ ไม่ว่าใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์แตะต้องเจ้า แม้แต่ชีวิตของข้า ก็ยกให้เจ้าเป็นผู้กำหนด"
บรรยากาศภายในโรงเตี๊ยมเงียบกริบลงทันที ไม่มีใครกล้าหายใจแรง เสียงลมหายใจของทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางความตึงเครียดที่แปรเปลี่ยนเป็นความลึกซึ้ง หัวใจของซูเหมยเต้นระรัวราวกับกลองศึก นางเม้มปากแน่น ความโกรธเคืองก่อนหน้านี้ถูกแทนที่ด้วยความปั่นป่วนในช่องท้องอย่างน่าประหลาด
นางยื่นมือออกไปหมายจะดึงร่างสูงให้ลุกขึ้น แต่ทว่า—
ปัง!
ประตูไม้แกะสลักของโรงเตี๊ยมถูกถีบกระเด็นเปิดออกด้วยแรงมหาศาล ฝุ่นตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่คุ้นเคยดังแทรกเข้ามาในความเงียบ
"โอ้... ภาพยนตร์ฉากนี้น่าประทับใจเสียจริง แม่ทัพผู้เกรียงไกรถึงกับยอมคุกเข่าให้สตรีคณิกาตกอับเช่นนี้เชียวหรือ?"
ร่างของชายในชุดคลุมปักลายวิหคเพลิงก้าวเข้ามาพร้อมกับองครักษ์นับสิบชีวิต ใบหน้าหล่อเหลาแต่แฝงด้วยความเจ้าเล่ห์ของฉินอ๋องแย้มยิ้มหยัน ดวงตากวาดมองภาพคนทั้งสองด้วยความขบขัน
หลี่จิ่งเหยียนลุกพรวดขึ้นจากพื้นในพริบตา รังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกจากร่างของเขาจนอุณหภูมิรอบตัวลดฮวบลง เขาดึงตัวซูเหมยมาหลบไว้ด้านหลังทันที กระบี่ประจำกายถูกชักออกจากฝักครึ่งหนึ่งพร้อมสู้
"ฉินอ๋อง! ที่นี่ไม่ใช่เขตอำนาจของท่าน!" หลี่จิ่งเหยียนคำรามต่ำในลำคอ
ฉินอ๋องหัวเราะร่า ยกพัดในมือขึ้นเคาะฝ่ามือเบาๆ "อำนาจหรือ? ฮ่าๆๆ ท่านแม่ทัพหลี่ ท่านคิดว่าฮ่องเต้ยังไว้ใจท่านอยู่หรือไง? ราชโองการลับเพิ่งส่งมาถึงมือข้าเมื่อครู่... ท่านถูกปลดจากตำแหน่งแม่ทัพ และถูกสั่งให้คุมตัวกลับเมืองหลวงในข้อหากบฏ!"
ซูเหมยหน้าถอดสีทันที นางโผล่พ้นไหล่กว้างของหลี่จิ่งเหยียนออกไปมองหน้าฉินอ๋องอย่างตกใจ ทว่ายังไม่ทันที่ใครจะได้เอ่ยปากพูดอะไรต่อ หลี่จิ่งเหยียนกลับคว้าข้อมือนางไว้แน่น ดวงตาคมกริบมองตรงไปที่ศัตรูตัวฉกาจด้วยรอยยิ้มเยือกเย็นที่น่ากลัวที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น
"กบฏงั้นหรือ..." หลี่จิ่งเหยียนกระซิบเสียงลอดไรฟัน ก่อนจะหันมามองสตรีข้างกายที่กำลังตัวสั่นเทาด้วยความตกใจ "ซูเหมย... จับมือข้าไว้ ถ้าวันนี้ข้าต้องตาย ข้าก็จะเป็นผีเฝ้าโรงเตี๊ยมข้างกายเจ้า ไม่ยอมไปไหนเด็ดขาด!"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและอินไปกับความสัมพันธ์ซึนๆ ของทั้งคู่เสมอนะคะ
ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา•ตอนที่ 22
รอยร้าวที่ซ่อมแซมได้
ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!