ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา•ตอนที่ 1

แขกไม่ได้รับเชิญ

ผลงานโดย เสี่ยวเถาฮวา
“หากท่านแม่ทัพผู้เกรียงไกรคิดจะใช้ ‘โรงเตี๊ยมจันทรา’ เป็นคอกม้าส่วนตัว เกรงว่าคงต้องควักเบี้ยหวัดทั้งชีวิตมาซื้อกิจการไปเสียก่อนค่ะ เพราะดูจากหน้าตาและท่าทางแล้ว ท่านคงไม่รู้ว่าค่าบำรุงรักษาพื้นไม้สนแดงเหล่านี้แพงหูฉี่แค่ไหน… หรือว่าทหารกล้าแห่งแคว้นหลี่ จะไม่มีปัญญาแม้แต่จะเช่าโรงเตี๊ยมดี ๆ สักแห่ง พึงใจจะมาปล้นชิงกลางวันแสก ๆ กันแน่เพคะ?” สุ้มเสียงหวานใสแต่เชือดเฉือนราวกับอาบยาพิษ ดังสะท้อนก้องท่ามกลางความเงียบงันที่น่าอึดอัดของโถงรับแขก ซูเหมยยืนกอดอกพิงกรอบประตูด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ดวงตากลมโตคู่คมกวาดมองกลุ่มทหารเกราะเหล็กที่เดินดุ่ม ๆ เข้ามาในอาณาเขตของนางราวกับเจ้าของบ้านเสียเอง ใบหน้าเรียวรูปไข่ประดับด้วยรอยยิ้มเยาะหยันที่ส่งไปไม่ถึงดวงตา เส้นผมสีดำสนิทถูกรวบเก็บไว้อย่างทะัดทะแมงด้วยปิ่นไม้ธรรมดา แต่กลับขับเน้นให้ใบหน้าดื้อรั้นนั้นโดดเด่นสะดุดตา ชนิดที่ต่อให้เป็นยอดฝีมือผู้เย็นชาจากสนามรบ ก็ยังต้องเหลือบสายตากลับมามองซ้ำ หลี่จิ่งเหยียน ชายหนุ่มผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ผู้กุมชะตากรรมทหารนับแสน หยุดฝีเท้าลงอย่างกะทันหัน เขาสวมชุดเกราะสีดำสนิทที่ยังคงมีคราบฝุ่นและร่องรอยการเดินทางไกล ประดับประดาด้วยไอสังหารจาง ๆ ที่แผ่ออกมาจากตัว ร่างสูงใหญ่สง่างามราวกับภูเขาหินผา ดวงตาคมกริบลึกล้ำดั่งเหวลึกคู่นั้นกวาดมองบรรยากาศรอบโรงเตี๊ยมที่ถูกยึดครองโดยคำสั่งของเขาเองอย่างไม่ยี่หระ สีหน้าของเขาเรียบเฉย เย็นชา และไร้ซึ่งความรู้สึกผิดบาปแม้แต่น้อย “ข้าไม่ได้มาปล้น” เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินกระทบกันดังขึ้น เรียบเรื่อยแต่น่าเกรงขาม “ข้ามาเพื่อ ‘รักษาความสงบเรียบร้อย’ ตามราชโองการ เมืองชายแดนแห่งนี้กำลังจะตกอยู่ในภาวะวิกฤต โรงเตี๊ยมจันทราของเจ้าตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เหมาะแก่การใช้เป็นกองบัญชาการชั่วคราว นับจากวินาทีนี้เป็นต้นไป ชั้นบนทั้งหมดถูกยึดเป็นเขตทหาร ส่วนเจ้ากับคนงาน… มีเวลาหนึ่งกาลเคารพในการเก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไปเสีย” เพล้ง! เสียงถ้วยน้ำชาในมือของอาเฉิน เด็กรับใช้ประจำโรงเตี๊ยมร่วงหล่นลงพื้นแตกกระจาย แต่ไม่มีใครสนใจเสียงนั้น ความกดดันระหว่างคนทั้งสองพุ่งสูงเสียดฟ้าจนแทบจะจุดประกายไฟได้ในอากาศ ซูเหมยแค่นหัวเราะในลำคอ ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อย ร่างระหงผละออกจากกรอบประตูแล้วเดินน่งเข้ามาหาชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ทีละก้าวอย่างไม่เกรงกลัว กลิ่นอายความดื้อรั้นและถือดีแผ่ซ่านออกมาจากตัวนางจนหลี่จิ่งเหยียนต้องขยับสายตากลับมาโฟกัสที่เจ้าของร่างบาง “รักษาความสงบเรียบร้อย?” ซูเหมยทวนคำด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน นางหยุดยืนห่างจากเขาเพียงแค่เอื้อมมือ แทบจะได้กลิ่นอายสงครามและฝุ่นควันจาง ๆ จากตัวเขา “ท่านแม่ทัพผู้ทรงคุณธรรม ท่านใช้คำว่า ‘ขอร้อง’ เป็นไหมเพคะ? หรือว่าโตมาในค่ายทหารจนสมองส่วนที่ใช้เจรจากับมนุษย์ฝ่อไปหมดแล้ว? ที่นี่ทำมาค้าขาย มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายของทางการ และที่สำคัญ… ข้าจ่ายภาษีตรงเวลาทุกเดือน ไม่มีกฎหมายข้อไหนระบุว่าทหารหิวโซอย่างพวกท่านจะมีสิทธิ์ไล่ประชาชนตาดำ ๆ ออกจากบ้านกลางดึกแบบนี้!” “ข้าคืออำนาจสูงสุด ณ ที่แห่งนี้” หลี่จิ่งเหยียนตอบกลับด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ไร้ซึ่งความระคายเคืองต่อคำด่าทอของนางแม้แต่น้อย เขาก้มลงมองสตรีตัวเล็กกว่าที่กล้าต่อปากต่อคำกับเขาอย่างอาจหาญ ดวงตาคมกริบฉายแววประหลาดใจวูบหนึ่งแต่ก็รีบซ่อนไว้ภายใต้ความนิ่งงัน “ถ้าไม่อยากให้ทหารของข้าโยนข้าวของของเจ้าลงไปกองกับโคลนข้างถนน ก็จงทำตามคำสั่งเสียแต่โดยดี อย่าหาว่าข้าไม่เตือน” “ท่านกล้า!” ซูเหมยตบโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น ดวงตาคู่สวยลุกโชนด้วยเพลิงโทสะ “ถ้าข้าวของของข้าเสียหายแม้แต่ชิ้นเดียว ข้าจะไปฟ้องร้องท่านต่อหน้าพระพักตร์ฮ่องเต้ข้อหาใช้อำนาจบาทใหญ่รังแกราษฎร! ท่านคิดว่าท่านเป็นแม่ทัพแล้วจะทำอะไรก็ได้งั้นหรือ? เชิญค่ะ! เชิญเอาทหารหน้าโง่ของท่านขึ้นไปนอนบนเตียงไม้หนามที่ข้าเตรียมไว้ต้อนรับแขกไม่ได้รับเชิญอย่างพวกท่านได้เลย!” นางสะบัดหน้าหนีด้วยความโกรธกรุ่น ท่าทางพยศราวกับลูกม้าป่าที่ไม่มีวันยอมให้ใครมาคล้องอังสา ทำให้หลี่จิ่งเหยียนเผลอขมวดคิ้วมุ่นโดยไม่รู้ตัว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีแต่คนก้มหัวให้เขาหวาดกลัวเขา มีเพียงสตรีปากจัดนางนี้คนเดียวที่กล้าใช้คำพูดเชือดเฉือนราวกับใบมีดโกนมาท้าทายอำนาจของเขาต่อหน้าทหารนับสิบ ชายหนุ่มก้าวเท้าเข้าไปประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นอายบุรุษเพศแผ่ซ่านเข้าจู่โจมประสาทสัมผัสของซูเหมยจนนางต้องผถะถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ทว่าแผ่นหลังกลับชนเข้ากับเสาไม้ของโรงเตี๊ยมเสียแล้ว หลี่จิ่งเหยียนโน้มตัวลงมา ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยร่องรอยความเหนื่อยล้าอยู่ห่างจากใบหน้านวลของนางเพียงคืบเดียว ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับพวงแก้มเนียนจนซูเหมยรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้ “เจ้าบอกว่าข้าใช้อำนาจบาทใหญ่รังแกงั้นรึ…” เสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบชิดริมฝีปากของนาง แววตาคู่คมฉายประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก “แต่ข้าคิดว่า… การได้ปราบพยศสตรีปากเก่งเช่นเจ้า น่าจะเป็นงานที่สนุกกว่าการรับมือกับพวกกบฏชายแดนเสียอีกนะแม่นางซู” ซูเหมยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับกลองเพลเมื่อสัมผัสได้ถึงความใกล้ชิดที่เกินเลยกว่าขอบเขตของคนแปลกหน้า นางอ้าปากเตรียมจะสวนกลับด้วยถ้อยคำเจ็บแสบอีกชุดใหญ่ ทว่า ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังระอุจนแทบจะหลอมละลาย เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงตะโกนอย่างตื่นตระหนกของทหารยามหน้าโรงเตี๊ยมก็ดังแทรกขึ้นทำลายความเงียบ “ท่านแม่ทัพพ่ะย่ะค่ะ! แย่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! กองกำลังไม่ทราบฝ่ายนับร้อยกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ ธงนำขบวนปักตราสัญลักษณ์ของ ‘ฉินอ๋อง’ พ่ะย่ะค่ะ!” หลี่จิ่งเหยียนชะงักกึก ดวงตาคมกริบเปลี่ยนเป็นคมปราบในทันที เขารีบผละตัวออกจากซูเหมยอย่างรวดเร็ว หันขวับไปมองทางประตูทางเข้าที่บัดนี้ถูกความมืดมิดยามวิกาลกลืนกิน ซูเหมยสูดลมหายใจเข้าปอดลึกเพื่อตั้งสติ แต่เมื่อได้ยินชื่อของ ‘ฉินอ๋อง’ สีหน้าของนางก็แปรเปลี่ยนเป็นซีดเผือดลงทันทีโดยอัตโนมัติ ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่แวะมาสัมผัสความแซ่บในตอนแรกนี้นะคะ
สารจากนักเขียน (เสี่ยวเถาฮวา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ท่านแม่ทัพผู้เย็นชากับสตรีปากจัดแห่งโรงเตี๊ยมจันทรา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%