พรานอาคมปะทะจิตแพทย์หนุ่มกับบันทึกศพซ่อนวิญญาณ•ตอนที่ 6

ถ้ำแห่งเสียงกระซิบ

ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
“คุณเห็นใช่ไหม หมอธันวา?” เสียงของอัคคีต่ำพร่า ทว่ากังวานอยู่ในความเงียบงันของห้องเก็บศพที่อุณหภูมิติดลบ ร่างของศพที่สามบนเตียงสเตนเลสยังคงนั่งหลังตรงแข็งทื่อ นิ้วมือที่ซีดเผือดจิกลงบนผ้าคลุมสีขาวจนเห็นกระดูกปูดโปน ดวงตาที่ควรจะปิดสนิทบัดนี้เปิดกว้างเผยให้เห็นเพียงตาขาวขุ่นมัวที่จับจ้องมายังพวกเขาราวกับมีเจตจำนงบางอย่าง หมอธันวาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าว สัญชาตญาณแพทย์สั่งให้เขาเตรียมพร้อมรับมือกับเคสฉุกเฉิน แต่สมองส่วนเหตุผลกลับกำลังถูกท้าทายด้วยสิ่งที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำว่า ‘การกระตุกของกล้ามเนื้อหลังตาย’ “ร่างกายมนุษย์มักเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับหลังเสียชีวิตได้เสมอ... แรงดึงของกล้ามเนื้อที่ถูกกระตุ้นจากสารเคมีในระบบประสาทที่ยังตกค้าง” หมอธันวาพยายามเค้นน้ำเสียงให้มั่นคง แม้เหงื่อเย็นจะซึมออกมาตามไรผม อัคคีแค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้รับรู้ถึงความสนุก แต่เต็มไปด้วยความเวทนา “เหตุผลของคุณน่ะ ฟังดูหรูหราดีครับ แต่มันใช้ไม่ได้กับ ‘รอยตรา’ ที่อยู่บนหน้าอกศพตัวนี้” พรานอาคมก้าวเข้าไปใกล้ร่างนั้นอย่างไม่เกรงกลัว เขาสะบัดปลายนิ้วเพียงครั้งเดียว กลิ่นควันธูปอบอวลขึ้นมาในอากาศอย่างฉับพลัน ก่อนที่เขาจะกระชากผ้าคลุมศพออก เผยให้เห็นรอยสักสีหมึกคล้ำเป็นรูปอักขระโบราณที่กำลังเต้นเร่าราวกับมีชีวิตอยู่ใต้ผิวหนังที่เริ่มเน่าเปื่อย “บันทึกศพซ่อนวิญญาณไม่ได้ต้องการแค่กายหยาบ แต่มันต้องการ ‘ภาชนะ’ ที่พร้อมจะถูกเติมเต็มด้วยความทรงจำของผู้ตาย” อัคคีหันกลับมาสบตาจิตแพทย์หนุ่ม “คุณยังจะยืนยันอยู่ไหมว่านี่คืออาการทางจิตหมู่ หรือเพียงแค่ปฏิกิริยาเคมีในร่างกาย?” หมอธันวาเงียบไป เขาจ้องมองรอยสักนั้นด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วนในอก ความเชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาที่เขาสั่งสมมานับสิบปีดูเหมือนจะไร้ค่าเมื่อต้องเผชิญกับสิ่งที่อยู่นอกเหนือตรรกะ “ผมไม่เชื่อเรื่องวิญญาณ... แต่อย่างน้อย ผมก็ยอมรับว่านี่ไม่ใช่ความบังเอิญทางธรรมชาติ” “ดีครับ เพราะถ้าคุณยังยืนกรานปฏิเสธความจริง ผมก็คงพาคุณเข้าไปใน ‘ถ้ำแห่งเสียงกระซิบ’ ไม่ได้” อัคคีคว้าเป้ใบใหญ่ขึ้นสะพาย “เราต้องไปเดี๋ยวนี้ ก่อนที่ความมืดจะเปลี่ยนศพพวกนี้ให้กลายเป็น ‘เบี้ย’ ของใครบางคน” การเดินทางสู่เขตป่าดิบชื้นที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเริ่มต้นขึ้นทันที บรรยากาศรอบกายเปลี่ยนจากความเย็นเยียบของห้องเก็บศพเป็นความชื้นแฉะและเสียงแมลงกลางคืนที่กรีดร้องประสานกันราวกับบทสวด อัคคีเดินนำหน้าด้วยจังหวะเท้าที่เงียบกริบดุจเสือร้าย ขณะที่หมอธันวายังคงพยายามเก็บภาพและจดบันทึกทุกสิ่งอย่างด้วยมือที่สั่นเทาเล็กน้อย “ทำไมต้องเป็นผม?” จิตแพทย์หนุ่มเอ่ยถามท่ามกลางความมืด “คุณพรานอาคมเก่งกาจขนาดนี้ คุณไปคนเดียวได้ง่ายกว่าเยอะ ทำไมต้องดึงหมออย่างผมเข้าไปเสี่ยงกับสิ่งที่คุณเรียกว่าไสยเวท?” อัคคีหยุดฝีเท้ากะทันหันจนหมอธันวาเกือบชนแผ่นหลังกว้างนั้น เขาหันกลับมา แสงจากไฟฉายในมือพรานหนุ่มส่องกระทบใบหน้าคมเข้มให้เห็นแววตาที่ซ่อนความเจ็บปวดลึกๆ “เพราะผมต้องการ ‘ความจริง’ ที่ไม่ใช่แค่คำสาปแช่ง และคุณคือคนเดียวที่อ่าน ‘จิตมนุษย์’ ได้ทะลุปรุโปร่งกว่าใครในที่นี้” พรานหนุ่มหรี่ตาลง “โลกของผมมีแต่เงา แต่โลกของคุณมีแต่ตรรกะ เราต่างฝ่ายต่างมีสิ่งที่ขาด... และถ้าผมต้องตายในป่านี้ อย่างน้อยก็ต้องมีคนที่มีเหตุผลมากพอจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดออกไปให้โลกได้รู้ ว่ามันไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันของพรานเมาอาคม” หมอธันวานิ่งอึ้งไปกับคำตอบนั้น ความรู้สึกบางอย่างที่นอกเหนือจากความเป็นวิชาชีพเริ่มก่อตัวขึ้น มันคือความเคารพในอุดมการณ์ที่ต่างขั้วแต่น่าหลงใหล เมื่อลึกเข้าไปในป่า เสียงฝีเท้าของพวกเขาก็ถูกกลืนหายไปกับเสียงของป่าที่ดูแปลกประหลาดขึ้นทุกที ทันใดนั้น หมอธันวาก็รู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนเบาๆ ที่ฝ่าเท้า ราวกับว่าพื้นดินเบื้องล่างกำลังหายใจ “ระวัง!” อัคคีคำรามเบาๆ ก่อนจะดึงร่างหมอธันวาให้หลบหลังโขดหินใหญ่ ท่ามกลางความมืดมิดเบื้องหน้า ปรากฏปากถ้ำขนาดมหึมาที่ผนังเต็มไปด้วยคราบเขม่าสีดำสนิท ลมหายใจจากภายในถ้ำพัดผ่านออกมาพร้อมกับเสียงกระซิบที่ฟังไม่ได้ศัพท์ มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์ แต่เป็นเสียงแผ่วพร่าที่กดประสาทจนหมอธันวาต้องยกมือขึ้นกุมขมับ “ได้ยินไหม?” หมอธันวากระซิบถาม หัวใจเต้นรัว “มันเหมือน... เสียงคนนับพันกำลังสาปแช่งอะไรบางอย่าง” “นั่นคือเสียงของวิญญาณที่ถูกขังในบันทึก” อัคคีกล่าวพร้อมหยิบมีดอาคมขึ้นมาเตรียมพร้อม “อย่าพยายามฟังมัน อย่าพยายามแปลความหมายของมันเด็ดขาด เพราะทันทีที่คุณเข้าใจภาษาของพวกมัน... คุณจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของถ้ำนี้ตลอดกาล” ขณะที่ทั้งคู่กำลังก้าวเท้าเข้าสู่เขตปากถ้ำ เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงและแปลกประหลาด—เสียงลากจูงของวัตถุหนักๆ กับพื้นหิน—ก็ดังขึ้นจากด้านหลัง พวกเขาหันกลับไปมองพร้อมกัน ในความมืดมิดนั้น ร่างของชายคนหนึ่งที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาดกำลังก้าวเข้ามา ชายคนนั้นสวมชุดสีขาวของเจ้าหน้าที่ห้องเก็บศพ ทว่ารอยเลือดที่พาดผ่านใบหน้าและดวงตาที่ไร้แววบอกชัดเจนว่าเขาไม่ใช่คนปกติ และในมือของเขานั้น... กำลังถือสมุดบันทึกหนังมนุษย์ที่อัคคีเคยเตือนไว้ว่ามันสาบสูญไปนานแล้ว “นั่นมัน...” หมอธันวาอุทานด้วยความตกใจเมื่อจำใบหน้านั้นได้ “นั่นคือผู้อำนวยการโรงพยาบาลที่ประกาศว่าหายตัวไปเมื่อสามวันก่อน!” ผู้อำนวยการผู้นั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นรอยเย็บปริแตกกลางหน้าผาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่แหบแห้งจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ “หมอธันวา... นายมาตามหาบันทึกเล่มนี้ใช่ไหม? แต่ฉันเกรงว่า... นายจะเป็นคนที่ต้องถูกเขียนลงไปในบทถัดไปเอง” ขอขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันลี้ลับของทั้งสองตัวละครนี้มาจนถึงบรรทัดนี้นะครับ ผมเพชรตาเสือโบราณจะนำพาพวกคุณไปสู่จุดพลิกผันที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านี้ในตอนต่อไปครับ
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะจิตแพทย์หนุ่มกับบันทึกศพซ่อนวิญญาณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%