"ถอยหลังชนกองไฟ อย่าหันหลังให้ความมืดเด็ดขาดครับ หมอธันวา"
เสียงของอัคคีไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย มันเรียบ นิ่ง และดังก้องกังวานพอกลบเสียงหวีดหิวของลมไพรที่พัดโหมกระหน่ำในยามวิกาล บรรยากาศรอบกองไฟกองเล็กๆ กลางป่าดิบชื้นแห่งนี้ถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก สมุดบันทึกปกสีเลือดในมือศพตำรวจนายนั้นยังคงดีดเปิดหน้ากระดาษสลับไปมาด้วยแรงลมปริศนา เสียงกระดาษพลิกดัง *พรึ่บพรั่บ* ราวกับเสียงกระพือปีกของฝูงค้างคาวดูดเลือด ขณะที่ร่างเงาสีดำนับสิบเริ่มขยับเข้าใกล้รัศมีแสงเพลิงเข้ามาทุกที
หมอธันวาเบิกตากว้าง สัญชาตญาณของแพทย์ผู้รักษาอาการทางจิตบอกให้เขาวิ่งหนี แต่สมองส่วนหน้าที่ผ่านการฝึกฝนการวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลกลับสั่งให้เขาหยุดมอง ภาพเงาร่างเหล่านั้นไม่ได้เดินทอดน่อง แต่มันเคลื่อนไหวด้วยองศาที่ผิดธรรมชาติ ข้อต่อบิดเบี้ยว ร่างกายบางร่างบิดงอราวกับกระดูกภายในถูกหักสะบั้นจนหมดสิ้น
"นั่น... คนหรืออะไรครับ" ธันวาเอ่ยถาม เสียงของเขาแหบพร่า ความเยือกเย็นที่เคยมีในห้องตรวจจิตเวชถูกความจริงเบื้องหน้ากัดกินจนหมดสิ้น ทฤษฎีจิตวิทยาหมู่หรืออุปาทานหมู่ที่เขาเคยยึดมั่น เริ่มสั่นคลอนอย่างรุนแรงเมื่อกลิ่นสาปสรางเน่าเฟะลอยปะปนมากับสายลม
"จิตใต้สำนึกที่ถูกสะกดไว้ด้วยอาคมดำ และความแค้นที่ยังไม่ยอมตายครับ" อัคคีตอบโดยไม่ละสายตาจากคมดาบอาคมในมือ ข้อมือแกร่งตวัดควงมีดหมอเล่มสั้นจนเกิดเสียงลมหวีดหิว แสงไฟสะท้อนคมเหล็กวาววับตัดกับความมืดมิดรอบด้าน "พวกมันไม่ใช่ผี แต่เป็น 'ศพเดินได้' ที่ถูกควบคุมด้วยอาถรรพ์พรานเถื่อน... หมอเตรียมใจไว้หรือยังครับ ว่าโลกที่หมอพยายามใช้หลักเหตุผลอธิบาย มันมีพื้นที่สำหรับเรื่องแบบนี้ด้วย"
ธันวาเม้มริมฝีปากแน่นจนเป็นเส้นตรง แม้ใจจะเต้นระรัวราวกับกลองศึก แต่นักจิตแพทย์หนุ่มก็ปฏิเสธที่จะแสดงความอ่อนแอออกมาให้พรานอาคมผู้เย่อหยิ่งผู้นี้เห็น เขาคว้าไฟฉายแรงสูงในกระเป๋าเสื้อกาวน์ขึ้นมาสาดส่องไปยังเงาแรกที่พุ่งเข้ามา
ลำแสงสีขาวพุ่งทะลวงความมืด เผยให้เห็นใบหน้าของร่างแรกอย่างชัดเจน... มันคือผู้กองสมชาย ตำรวจนายเดียวกันกับที่พวกเขากำลังตามหา ร่างนั้นมีดวงตาเบิกโพลงขาวโพลน ไม่มีแววตาของความเป็นมนุษย์ เลิกลั่กด้วยพิษไสยเวท และที่น่าสยดสยองที่สุดคือ ลำคอของเขามีรอยกรีดลึกจนเห็นหลอดลม แต่เขากลับยังคงเดินตรงมาด้วยฝีเท้าที่มั่นคง
*พรึบ!*
อัคคีไม่รอให้ศพเดินได้เข้าใกล้ระยะอันตราย ร่างสูงโปร่งแต่เต็มไปด้วยมัดกล้ามพุ่งทะยานออกไปข้างหน้าราวกับเสือดาวล่าเหยื่อ ปลายมีดอาคมอาบคาถาซัดเข้าใส่จุดตายที่กลางอกของร่างเงา เสียงเนื้อกระทบคมเหล็กดัง *อั๊ก!* แต่ไม่มีเลือดไหลออกมา มีเพียงกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งส่งกลิ่นเหม็นไหม้ราวกับซากศพถูกเผา
"ถอยไป!" อัคคีคำรามต่ำในลำคอ ก่อนจะใช้เท้าถีบเข้าที่ร่างนั้นจนกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว
ทว่า สถานการณ์ไม่ได้คลี่คลาย เงาร่างอื่นๆ อีกเก้าสิบศพเริ่มส่งเสียงหัวเราะเยาะเย้ย ซ้อนทับกันจนกลายเป็นเสียงหวีดหิวที่บาดแก้วหู ธันวารู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านเข้ามาในอากาศ บรรยากาศรอบตัวหนาทึบจนอณูออกซิเจนในป่าแทบหมดสิ้น สมองของเขาเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว อากาศที่เย็นลงฉับพลัน ชีพจรที่เต้นเร็วกว่าปกติ และภาพหลอนตรงหน้า... ถ้าสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ภาพลวงตาทางจิตเวช แล้วสารเคมีในสมองของเขา หรือพลังงานใดกันแน่ที่กำลังสร้างภาพสยดสยองนี้ขึ้นมา
"หมอธันวา! อย่ามัวแต่คิดวิเคราะห์ครับ หลบ!"
เสียงตะโกนลั่นของอัคคีดังขึ้นพร้อมกับที่ร่างของพรานอาคมกระโจนกลับมาคว้าคอเสื้อของจิตแพทย์หนุ่ม ลากให้หลบพ้นจากการพุ่งเข้าชาร์จของศพตำรวจอีกนายได้อย่างเฉียดฉิว แรงปะทะทำให้ทั้งคู่กลิ้งไปกับพื้นดินชื้นแฉะ เศษใบไม้แห้งและกลิ่นดินโคลนคละคลุ้ง
กองไฟกองเล็กดับลงเพราะแรงลมพายุหมุนปริศนาที่พัดมาจากไหนไม่ทราบ ความมืดมิดเข้าปกคลุมพวกเขาทันที เหลือเพียงแสงสลัวจากหน้าจอโทรศัพท์มือถือและไฟฉายที่ตกอยู่บนพื้นส่องให้เห็นเงาสลัวของศพที่รายล้อมพวกเขาไว้เป็นวงกลม บีบให้พื้นที่ยืนแคบลงเรื่อยๆ
"คุณอัคคี..." ธันวาหอบหายใจหนักหน่วง สายตาคมกริบมองไปยังร่างนับสิบที่ขยับเข้าใกล้เข้ามาทุกที น้ำเสียงของเขามีความเคร่งเครียดเจือความลังเลเป็นครั้งแรก "ผมไม่รู้หรอกนะว่านี่คือไสยเวทหรือจิตวิทยาหมู่แบบไหน แต่ถ้าเรายังอยู่ที่นี่ เราไม่รอดแน่"
"เพิ่งรู้ตัวหรือครับ หมอผู้ยึดมั่นในวิทยาศาสตร์" อัคคีหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเจือความเย้าหยวนท่ามกลางสถานการณ์ความเป็นความตาย "แต่ผมบอกแล้ว... ป่านี้มันมีกฎของมัน และตอนนี้ เรากำลังฝ่าฝืนกฎข้อที่สำคัญที่สุด"
"กฎอะไร?" ธันวาถามสวนทันควัน พลางหยิบมีดพกสั้นอเนกประสงค์ออกจากกระเป๋า แม้จะรู้ดีว่ามันไร้ประโยชน์เมื่อเทียบกับมีดอาคมของอีกฝ่าย แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็สั่งให้เขาต้องทำอะไรสักอย่าง
"กฎที่ว่า... ห้ามขุดคุ้ยความลับที่คนตายอยากให้ฝัง"
สิ้นคำพูดของอัคคี สมุดบันทึกปกสีเลือดที่ตกอยู่กลางวงล้อมของศพก็เกิดปาฏิหาริย์ขึ้นอีกครั้ง หน้ากระดาษสีเหลืองเก่าแก่เปิดพลิกด้วยตัวเองอย่างรวดเร็ว จนหยุดนิ่งอยู่ที่หน้าสุดท้าย... หน้ากระดาษที่ไม่มีตัวอักษรใดๆ นอกจากรอยเปื้อนของหยดเลือดสดๆ ที่ค่อยๆ ซึมทะลุขึ้นมาจากด้านหลังกระดาษ ราวกับมีใครบางคนกำลังเขียนมันขึ้นมาจากใต้พื้นดิน
และก่อนที่ธันวาจะทันได้เอ่ยปากถามอะไร เสียงฝีเท้าหนักๆ ของใครอีกคน... เสียงฝีเท้าที่ไม่ได้ลากยาวแบบศพเดินได้ แต่เป็นก้าวเดินที่มั่นคงและทรงพลัง ก็ดังขึ้นจากความมืดเบื้องหลังกลุ่มศพเหล่านั้น
*ตึง... ตึง... ตึง...*
เงาร่างหนึ่งก้าวพ้นแนวไม้ ออกมาจากความมืดมิด ร่างนั้นสวมชุดพรานโบราณขาดวิ่น ใบหน้าครึ่งหนึ่งถูกบดบังด้วยเงาหมวกปีกกว้าง แต่สิ่งที่ทำให้ธันวาถึงกับหัวใจหยุดเต้น และทำให้อัคคีผู้เยือกเย็นถึงกับหน้าถอดสีในเสี้ยววินาทีนั้น คือรอยยิ้มที่มุมปากของร่างปริศนา...
รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของคนสนิทในอดีตของอัคคี... คนที่ตายไปแล้วในป่าแห่งนี้เมื่อสิบปีก่อน!
"ไงครับ... พี่อัคคี ไม่เจอกันนานเลยนะ"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางดำดิ่งสู่ความมืดมิดนี้ไปด้วยกัน และพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
พรานอาคมปะทะจิตแพทย์หนุ่มกับบันทึกศพซ่อนวิญญาณ•ตอนที่ 4
คืนหลอนในแคมป์พัก
ผลงานโดย เพชรตาเสือโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เพชรตาเสือโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พรานอาคมปะทะจิตแพทย์หนุ่มกับบันทึกศพซ่อนวิญญาณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!