“ถ้าคุณยังเลือกที่จะเงียบอยู่แบบนี้ ความตายของพวกเขาก็จะเป็นเพียงแค่เศษขยะในบันทึกของตำรวจที่ไม่เคยมีใครเหลียวแล รวินท์... คุณทนได้จริงหรือ?”
เสียงของลลินเย็นเยียบ ทว่าแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำเอาคนฟังรู้สึกเหมือนถูกบีบคอด้วยมือที่มองไม่เห็น เธอวางแฟ้มเอกสารสีน้ำตาลลงบนโต๊ะไม้เก่าๆ เสียงกระดาษกระทบผิวไม้ดังสนั่นในห้องทำงานที่เงียบงันจนได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเอง
รวินท์ไม่ได้ตอบทันที เขานิ่งงัน จ้องมองไปที่รอยร้าวบนผนังปูนเปลือยที่ดูคล้ายกับกิ่งก้านของต้นไม้ที่แห้งตาย ปมในใจที่เขาพยายามฝังกลบไว้ใต้กองเถ้าถ่านของความทรงจำเริ่มสั่นคลอน ความรู้สึกผิดที่เกาะกินหัวใจมาตลอดห้าปีพลันตีตื้นขึ้นมาจนจุกที่ลำคอ
“ผมบอกคุณกี่ครั้งแล้วว่าผมจำอะไรไม่ได้” รวินท์เอ่ยเสียงแหบพร่า สายตาของเขายังคงไม่ละจากรอยร้าวนั้น “คืนนั้น... ทุกอย่างมันเป็นสีดำไปหมด”
“สีดำของความจริง หรือสีดำที่คุณสร้างขึ้นเพื่อขังตัวเองไว้กันแน่?” ลลินก้าวเข้ามาใกล้ขึ้น กลิ่นน้ำหอมอ่อนๆ ของเธอไม่ได้ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย แต่มันกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังขาดอากาศหายใจ
รวินท์กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดที่หลังมือปูดโปน ความทรงจำภาพเศษเหล็กที่บิดเบี้ยวและกลิ่นน้ำมันเครื่องที่คละคลุ้งในวันนั้นพุ่งเข้าใส่ดั่งคลื่นยักษ์ เขาหลับตาลงอย่างทรมาน พยายามจะผลักไสความโศกเศร้าออกไป ทว่าทันใดนั้นเอง...
*ปัง!*
เสียงแก้วน้ำที่ลลินวางไว้บนโต๊ะไหลตกลงพื้น แตกกระจายละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ภาพเบื้องหน้าของรวินท์เริ่มบิดเบี้ยว ราวกับโลกทั้งใบถูกหยุดชะงักลงในพริบตา
ลลินที่กำลังจะอ้าปากตำหนิเขาค้างอยู่ท่ามกลางอากาศ กริยาของเธอแข็งค้างเหมือนรูปปั้น เม็ดน้ำจากแก้วที่แตกกระจายลอยเคว้งอยู่กลางอากาศราวกับอัญมณีไร้น้ำหนัก เสียงนาฬิกาลูกตุ้มที่เคยเดินเป็นจังหวะเงียบหายไปอย่างสมบูรณ์ ความเงียบที่เกิดขึ้นไม่ได้น่ารื่นรมย์ แต่มันหนักอึ้งจนน่ากลัว
หัวใจของรวินท์เต้นรัวเร็วราวกับกลองรบ เขาลืมตาขึ้นและพบว่าตนเองกำลังยืนอยู่ท่ามกลางโลกที่หยุดหมุน เขาหันมองไปรอบตัวด้วยความตื่นตระหนก ทุกอย่างหยุดนิ่ง... ลมหายใจของเขาเองก็ดูเหมือนจะหายไปไหนไม่รู้
*หนึ่ง... สอง...*
รวินท์ก้าวถอยหลังด้วยความสับสน มือของเขาสั่นระริกขณะเอื้อมไปแตะหยดน้ำที่ค้างอยู่กลางอากาศ มันเย็นเฉียบและนิ่งสนิทราวกับหิน นี่ไม่ใช่ความฝัน เขามั่นใจ แม้ใจหนึ่งจะอยากเชื่อว่าเขาเป็นบ้าไปแล้วก็ตาม
*สาม...*
ทันทีที่เขานับครบสาม โลกใบเดิมก็กระชากกลับมาหมุนต่ออย่างรุนแรง
*เพล้ง!*
เศษแก้วกระทบพื้นดังสนั่น ลลินสะดุ้งสุดตัวและถอยกรูดไปด้านหลังด้วยความตกใจ เธอเบิกตากว้างจ้องมองรวินท์ที่ยืนนิ่งสนิทอยู่ตรงหน้า
“เมื่อกี้... คุณทำอะไร?” ลลินถาม เสียงของเธอสั่นเครือ “ทำไมคุณถึง... คุณขยับตัวได้ยังไงในตอนที่แก้วกำลังจะตก?”
รวินท์หายใจหอบถี่ เหงื่อเม็ดโตผุดพรายบนหน้าผาก สายตาของเขาไม่ได้มองลลิน แต่มองไปยังมือของตัวเองที่ยังสั่นไหว เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น เพราะเขาเองก็หาคำอธิบายไม่ได้ สิ่งที่เขาจำได้แม่นยำคือความรู้สึก ‘ว่างเปล่า’ ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น
“ผมไม่รู้” รวินท์พึมพำ “ผมไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น”
“คุณโกหก! ฉันเห็นกับตา รวินท์... คุณหยุดเวลาได้ใช่ไหม? หรือว่านี่คือคำตอบของสิ่งที่เกิดขึ้นในอุบัติเหตุครั้งนั้น?”
เธอก้าวเข้ามาใกล้เขาอีกครั้ง คราวนี้แววตาของเธอไม่ได้มีความโกรธ แต่มันเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและคำถามที่ไม่ได้รับคำตอบ ทว่าก่อนที่รวินท์จะทันได้ปฏิเสธ เสียงเคาะประตูห้องทำงานที่ควรจะล็อคอยู่กลับดังขึ้นจังหวะหนักๆ สามครั้ง ก่อนที่บานประตูไม้จะถูกผลักเปิดออกช้าๆ
ร่างสูงใหญ่ในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวเข้ามา เขาไม่ได้มีท่าทีเกรงใจเจ้าของห้อง สายตาของชายแปลกหน้าที่ดูภูมิฐานทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งกวาดมองทั้งคู่ ก่อนจะหยุดนิ่งที่รวินท์
“นึกไม่ถึงเลยว่าพลังที่หายสาบสูญไปนานหลายทศวรรษ จะมาอยู่ในมือของชายที่ไร้ค่าอย่างคุณ” ชายแปลกหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “คงถึงเวลาแล้วกระมัง ที่ความลับในรอยจารึกจะถูกเปิดเผย... ด้วยเลือดของคุณ”
เขาชักวัตถุสีดำเงาวับออกมาจากเสื้อสูท มันไม่ใช่ปืน แต่มันดูเหมือนกริชโบราณที่สลักลวดลายประหลาด ซึ่งในวินาทีที่รวินท์จ้องมองลวดลายนั้น เขาก็รู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่นพล่านไปทั่วสมอง ราวกับมีใครบางคนกำลังกระชากความทรงจำที่เขาพยายามลืมทิ้งไปออกมาอย่างโหดเหี้ยม
ขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับรวินท์ในก้าวแรกนี้ แล้วพบกันในบทถัดไปครับ
เงาปรารถนาในรอยจารึก•ตอนที่ 1
รอยร้าวในเศษเสี้ยวเวลา
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาปรารถนาในรอยจารึก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!