เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึ้กบนโต๊ะประชุมไม้โอ๊คสีเข้มดังสนั่น ราวกับจะประกาศิตถึงชัยชนะที่ถูกกําหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว รอยยิ้มมุมปากของ ‘ธราธิป’ นักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลและถือดีในอำนาจเงินปรากฏขึ้นอย่างเย่อหยิ่ง เขาไม่เคยคิดเลยว่า การไกล่เกลี่ยคดีมรดกหมื่นล้านในวันนี้ จะเป็นเพียงแค่พิธีกรรมทางกฎหมายเพื่อขยี้คู่แข่งให้จมดินตามอำเภอใจของเขา
“ผมคิดว่าข้อเสนอในหน้าสิบสี่ของสัญญา น่าจะชัดเจนพอที่จะทำให้พวกคุณตระหนักได้แล้วนะครับว่า การดึงดันสู้ต่อมีแต่จะทำให้บริษัทของพวกคุณพังพินาศโดยใช่เหตุ” ธราธิปเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มันเต็มไปด้วยความเหยียดหยามแฝงเร้น สายตาคมกริบกวาดมองทีมทนายฝั่งตรงข้ามที่กำลังนั่งหน้าซีดเผือดด้วยความกดดัน
ไม่มีใครกล้าสบตาเขา... อำนาจ บารมี และความเย็นชาไร้หัวใจของธราธิป คือสิ่งที่คนในแวดวงธุรกิจต่างขนานนามว่า “มัจจุราชแห่งตลาดทุน”
“หากทางคุณธราธิปไม่มีเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม ทางเราคงต้องขอ...” ทนายอาวุโสฝั่งตรงข้ามกำลังจะเอ่ยปากยอมจำนน ทว่าเสียงเปิดประตูกระจกบานใหญ่ด้านหลังห้องประชุมกลับดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
แกร็ก...
เสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นหินอ่อนเป็นจังหวะเนิบนาบ แต่มันกลับทรงพลังจนดึงดูดสายตาทุกคู่ในห้องให้หันไปมองเป็นตาเดียว ร่างระหงในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มสะท้อนภาพลักษณ์ของหญิงสาวผู้ทรงภูมิและเยือกเย็น เรือนผมสีดำสนิทถูกรวบตึงไว้ด้านหลังอย่างไร้ที่ติ ใบหน้ารูปไข่เรียบเฉยไร้รอยยิ้ม แต่ดวงตากลับคมกริบราวน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าสิ่งที่ทำให้ธราธิปถึงกับลมหายใจสะดุดและนัยน์ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ก็คือใบหน้านั้น... ใบหน้าที่เขาจำได้แม่นยำ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานหลายปีก็ตาม
ศรันยา...
อดีตภรรยาผู้เคยถูกเขาตราหน้าว่าเป็นเพียง “ดอกไม้ประดับบ้านไร้ค่า” ผู้หญิงที่เขาเคยเหยียบย่ำหัวใจ ไไล่ส่งออกจากคฤหาสน์ในคืนที่ฝนตกกระหน่ำอย่างไร้เยื่อใย โดยไม่แม้แต่จะชายตากลบเกลื่อนความไร้มนุษยธรรมของตนเอง แต่วันนี้... เธอกลับไม่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ในฐานะผู้หญิงที่อ่อนแอและร้องขอความเห็นใจอีกต่อไปแล้ว
ศรันยาก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่หน้าเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามธราธิปอย่างสง่างาม เธอกวาดสายตาคมปลาบมองเอกสารในมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตากับอดีตสามีด้วยแววตาที่ว่างเปล่า ราวกับเขากเป็นเพียงแค่อากาศธาตุไร้ตัวตน
“ขอโทษด้วยนะคะที่มาช้าพอดีฉันติดธุระสำคัญ... เกี่ยวกับการจัดการ ‘ขยะเปียก’ บนโต๊ะทำงานก่อนจะมาสะสางเรื่องสำคัญในห้องนี้ค่ะ” น้ำเสียงหวานใสแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุกเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้องประชุมทั้งห้อง
ธราธิปขบกรามแน่นจนสันนูนขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ความตกตะลึงในตอนแรกถูกแทนที่ด้วยความกรุ่นโกรธและความสงสัยที่ตีรวนอยู่ในอก เขาเหยียดยิ้มเย็นชาพยายามควบคุมสติแล้วเอ่ยขึ้น “คุณเข้ามาทำไมที่นี่? ห้องประชุมนี้ไม่ใช่ที่สำหรับคนนอก และดูเหมือนคุณจะจำผิดที่นะ... ศรันยา”
ศรันยาไม่แม้แต่จะสะเทือนใจกับน้ำเสียงเหยียดหยามนั้น เธอยกมุมปากขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา ก่อนจะดึงเก้าอี้ตัวตรงข้ามเขาแล้วหย่อนตัวลงนั่งอย่างมั่นใจ นิ้วเรียวยาวเปิดแฟ้มเอกสารในมือออกช้าๆ อย่างใจเย็น
“คนนอกหรือคะ?” เธอทวนคำด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่น่าเกรงขาม “แนะนำตัวอย่างเป็นทางการนะคะ... ฉัน ศรันยา นิติภักดิ์ ทนายความผู้รับมอบอำนาจเต็มจากบริษัทคู่แข่งของคุณ ในคดีข้อพิพาทสิทธิ์การครอบครองที่ดินผืนนี้ค่ะ”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าฟาดลงกลางห้องประชุม ทีมทนายของธราธิปถึงกับอ้าปากค้างด้วยความตกใจ ส่วนธราธิปเอง หัวใจกลับกระตุกวูบอย่างแรง ความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นริ้วขึ้นมาเกาะกุม
นี่เธอกลายเป็นทนายความตั้งแต่เมื่อไหร่? และที่สำคัญ... เธอกล้าดียังไงถึงกล้าเอาตัวเองมาเป็นคู่กรณีกับเขาในสมรภูมิทางกฎหมายที่โหดเหี้ยมเช่นนี้?
ธราธิปหรี่ตาลง มองผู้หญิงตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะอธิบาย กลิ่นอายความเย่อหยิ่งและเด็ดเดี่ยวที่แผ่ออกมาจากตัวเธอมันช่างแตกต่างจากอดีตภรรยาผู้เจ้าน้ำตาคนเดิมราวฟ้ากับเหว หัวใจที่เคยด้านชาและมั่นใจในชัยชนะของเขาเริ่มสั่นคลอนอย่างไม่ทราบสาเหตุ เมื่อตระหนักได้ในวินาทีนั้นเองว่า... ผู้หญิงที่เขาเคยทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี ได้กลับมาเพื่อทวงคืนทุกอย่าง และเธอก็พร้อมที่จะเหยียบย่ำเขาให้จมดินด้วยกฎหมายที่เขาเคยใช้เป็นเครื่องมือเอาเปรียบคนอื่นเช่นกัน
“คุณคิดเหรอว่าแค่การเปลี่ยนสถานะมาเป็นทนายความ แล้วจะทำให้คุณชนะผมได้?” ธราธิปโน้มตัวไปข้างหน้า สายตาดุดันจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตที่ไร้ความหวาดกลัว “คุณก็แค่วิ่งหนีอดีตแล้วเอาเปลือกนอกมาห่อหุ้มความแค้นไร้สาระไว้เท่านั้นแหละ ศรันยา!”
ศรันยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไร้ความเกรงกลัว รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏบนเรียวปากสวย เธอกลั้วหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้ลมหายใจของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลถึงกับสะดุดกึก
“ความแค้นเหรอคะ? คุณเข้าใจผิดแล้วล่ะค่ะคุณธราธิป...” ศรันยาเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาคู่คมฉายแวววาวโรจน์ด้วยประกายแห่งชัยชนะที่ยังไม่เริ่มต้น “ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อความแค้น... แต่ฉันมาเพื่อทวงคืน ‘ทุกสิ่งที่พวกคุณเคยพรากไป’ และพิสูจน์ให้คุณเห็นว่า กฎหมายที่คุณคิดว่ามันอยู่ข้างคุณมาตลอดเนี่ย... มันจะกลายเป็นกรงขังที่จะฝังกลบคุณทั้งเป็นยังไงล่ะคะ”
ความเงียบสงัดเข้าปกคลุมอีกครั้ง บรรยากาศในห้องประชุมตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก สงครามระหว่างอดีตสามีผู้เย็นชาและอดีตภรรยาผู้ไร้ความปรานีได้เปิดฉากขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ปลายทางของเกมนี้จะต้องแลกมาด้วยหยาดน้ำตาของใครอีกบ้าง
ทว่า... ในจังหวะที่ธราธิปกำลังจะเอ่ยปากโต้กลับด้วยถ้อยคำเชือดเฉือน สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากแฟ้มเอกสารของศรันยาขณะที่เธอกำลังจัดระเบียบมัน มันคือสำเนาสูติบัตรที่มีชื่อของเด็กชายวัยสี่ขวบคนหนึ่ง... และเมื่อเขาไล่สายตาอ่านชื่อบิดาในเอกสารฉบับนั้น หัวใจของนักธุรกิจหนุ่มก็หล่นวูบไปอยู่ที่ตาตุ่ม เพราะช่องว่างตรงชื่อบิดากลับระบุชื่อของ ‘ใครบางคน’ ที่ทำให้เขาต้องผงะถอยหลังด้วยความช็อกระลอกใหญ่!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับแผลในใจและการแก้แค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
กรงขังม่านน้ำตา: วิวาห์ร้างที่กลายเป็นสนามรบทางกฎหมาย•ตอนที่ 1
ทนายคนใหม่ที่เขาต้องเกรงกลัว
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังม่านน้ำตา: วิวาห์ร้างที่กลายเป็นสนามรบทางกฎหมาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!