กลิ่นอายความเย็นเยียบของเครื่องปรับอากาศในห้องรับรองคดีความดูจะเบาบางลงไปถนัดตา เมื่อเทียบกับความหนาแน่นของอากาศที่ถูกสูบออกไปจากปอดของศรันยา
ดวงตาสีดำสนิทคู่ที่จ้องมองเด็กชายตัวน้อยตรงหน้ากำลังสั่นระริก ปลายนิ้วเรียวยาวที่เคยถือปากกาเซ็นสัญญาพลิกคดีนับร้อยล้าน กลับจิกเข้าหากันแน่นจนเล็บแทบจะจมลงไปในเนื้อเยื่อฝ่ามือ เพื่อสะกดกลั้นเสียงสะอื้นที่ตีรวนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ รอยยิ้มของเด็กชาย... รอยยิ้มที่โค้งขึ้นเป็นรูปคันศร ดวงตาหยีเป็นเสี้ยวพระจันทร์ยามเมื่อมีความสุข ช่างถอดแบบพิมพ์เดียวกันมาจากผู้ชายคนที่ยืนอยู่เบื้องหลังเธอไม่มีผิดเพี้ยน
"คุณน้าฮะ... คุณน้าเป็นอะไรหรือเปล่าครับ หน้าซีดมากเลย"
เสียงใสแจ๋วของเด็กชายดังขึ้น พร้อมกับมือป้อมๆ ที่เอื้อมมาแตะลงบนหลังมือของเธอเบาๆ ความอบอุ่นจากร่างเล็กๆ นั้นราวกับกระแสไฟฟ้าแรงสูงที่วิ่งพล่านไปทั่วร่าง ศรันยา, ทนายความสาวมือเหล็กผู้ไม่เคยแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็นตลอดหลายปีในวงการศาลยุติธรรม กลับรู้สึกเหมือนกำแพงน้ำแข็งที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องหัวใจแหลกสลายลงในพริบตา
"รัน..."
เสียงทุ้มต่ำที่เปล่งออกมาจากลำคอของธราธิปแผ่วเบาเสียจนแทบจะกลืนหายไปกับความเงียบ แต่กลับดังชัดเจนก้องกังวานอยู่ในโสตประสาทของเธอ ผู้ชายคนนั้น... อดีตสามีผู้เคยเหยียบย่ำหัวใจและศักดิ์ศรีของเธอจนไม่เหลือชิ้นดี กำลังก้าวเท้าเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีที่ราวกับคนสูญเสียวิญญาณ
ดวงตาคมกริบของธราธิปไม่ได้มองมาที่เธออีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด ขณะกวาดสายตามองสลับระหว่างใบหน้าของเด็กชายตัวน้อยกับใบหน้าที่ซีดเผือดของเธอ
ภาพในอดีตผุดวาบขึ้นมาในหัวของศรันยาราวกับภาพยนตร์ซ้ำซากที่ฉายวนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อลงทัณฑ์เธอ วันนั้น... วันที่ฝนตกหนักจนท้องฟ้ากลายเป็นสีเทาหม่น วันที่กลิ่นอายของความตายคละคลุ้งไปทั่วห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลเอกชนชื่อดัง
เธอยังจำเสียงร้องไห้แทบขาดใจของตัวเองได้ดี วันที่เธอกราบกรานขอร้องผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างกายเธอในเวลานี้ ให้หันมาสนใจใยดีเธอบ้าง วันที่เธอตั้งครรภ์ได้หเดือนเต็มๆ และต้องเผชิญกับความเครียดสะสมจากพฤติกรรมการนอกลู่นอกทางและความเย็นชาอย่างไร้หัวใจของธราธิป เขากล้าดียังไงถึงลากเธอไปร่วมงานสังคมที่ทั้งอับAอากาศและเต็มไปด้วยความกดดัน เพียงเพราะเขาต้องการรักษาหน้าตาทางสังคมในฐานะนักธุรกิจดาวรุ่ง
*'อย่าเรื่องมากน่าศรันยา แค่ไปร่วมงานเปิดตัวโครงการเดียว เธอไม่ได้ใกล้ตายเสียหน่อย'*
ประโยคเย็นชาที่เขาเคยตอกใส่หน้าเธอยังคงดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท วันนั้น... เธอหน้ามืดและล้มลงตรงบันไดหินอ่อนหน้างานเลี้ยง ความเร่งรีบ ความประมาท และความเพิกเฉยของธราธิปที่ปฏิเสธจะไม่พาเธส่งโรงพยาบาลทันทีเพราะกลัวเสียหน้าแขกเหรื่อผู้ทรงเกียรติ คือชนวนเหตุที่พรากเลือดเนื้อเชื้อไขไปจากอกเธออย่างไม่มีวันกลับ
เสียงกรีดร้องของหัวใจที่แตกสลายในห้องผ่าตัดวันนั้น คือเสียงเดียวกับที่เธอกำลังพยายามกลืนมันกลับลงไปในคอตอนนี้
"เด็กคนนี้..." ธราธิปพยายามเปล่งเสียงพูด ร่างสูงใหญ่ที่เคยสง่างามและหยิ่งทระนงบัดนี้กลับสั่นเทาเล็กน้อย เขาก้าวเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคย—กลิ่นที่เคยทำให้เธอหลงใหลในวันวาน ก่อนจะกลายเป็นกลิ่นอายของความเกลียดชังในเวลาต่อมา "รัน... นี่ลูก... ลูกของเราใช่ไหม?"
ศรันยาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขัน มีแต่ความสมเพชและหยามเหยียดที่ถูกส่งผ่านทางแววตาคู่คมที่อาบไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา เธอดึงมือออกจากสัมผัสของเด็กน้อยอย่างนุ่มนวลที่สุด ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ประจันหน้ากับอดีตสามีที่ตอนนี้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับคนใกล้ตาย
"คุณกำลังพูดเรื่องอะไรคะคุณธราธิป?" ศรันยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ เยือกเย็น และเฉียบคมราวกับใบมีดโกนที่เคลือบด้วยน้ำยาชา "ดิฉันเป็นแค่ทนายความรับผิดชอบคดีหย่าร้างของคุณ ส่วนเด็กคนนี้... ก็เป็นแค่วิเจนต์ของมูลนิธิสงเคราะห์เด็กที่ดิฉันมาทำกิจกรรมด้วยเท่านั้น คุณอย่าเอาความเพ้อเจ้อและสำนึกผิดจอมปลอมของคุณมาโยงใยกับคนแปลกหน้าเลยค่ะ"
"โกหก!" ธราธิปตวาดลั่น แม้จะเป็นเสียงกระซิบลอดไรฟันแต่มันเต็มไปด้วยความบ้าคลั่งที่ถูกกดทับไว้ "ดวงตาแบบนั้น รอยยิ้มแบบนั้น และอายุของแก... เด็กคนนี้เกิดไล่เลี่ยกับวันที่ลูกของเรา... วันที่เธอกับฉัน..."
เขาชะงักไปเมื่อเห็นรอยยิ้มเหยียดหยันที่ผุดขึ้นบนมุมปากของอดีตภรรยา รอยยิ้มที่กรีดลึกลงไปในหัวใจของเขาจนเจ็บแปลบ
"อ๋อ... เพิ่งนึกขึ้นได้เหรอคะ?" ศรันยาขยับเข้าไปใกล้เขา กลิ่นอายความดุดันและอำนาจที่เธอสะสมมาจากการต่อสู้ในชั้นศาลแผ่พุ่งออกมาจนธราธิปต้องถอยหลังไปครึ่งก้าว "วันที่คุณปล่อยให้ลูกของเราตายไปพร้อมกับความมักมากและเห็นแก่ตัวของคุณ วันที่คุณบอกว่าเด็กคนนั้นเป็นแค่ 'ภาระ' ที่ขัดขวางอนาคตทางสังคมของคุณไงคะ จำไม่ได้แล้วเหรอ?"
"รัน... ผมขอร้อง..." ธราธิปเอื้อมมือหมายจะคว้าข้อแขนของเธอ แต่ศรันยาไวกว่า เธอปัดมือคู่นั้นออกอย่างไม่ใยดี ราวกับรังเกียจเดียดฉันท์ที่จะให้ผิวเนื้อต้องสัมผัสกันแม้แต่น้อย
"อย่ามาแตะต้องตัวดิฉัน!" เธอตวาดเสียงกร้าว ดวงตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงแค้นที่สุมอกมานานนับปี "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยชื่อเด็กคนนั้น! คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะหายใจร่วมอากาศเดียวกับดิฉันด้วยซ้ำ! และถ้าคุณคิดว่าการที่คุณเพิ่งสำนึกได้ตอนนี้ จะลบล้างความผิดที่คุณเคยทำลายชีวิตฉันกับลูกได้ล่ะก็... ฝันไปเถอะค่ะ!"
บรรยากาศในห้องรับรองเงียบกริบลงในทันที เสียงหอบหายใจถี่กระชั้นของธราธิปดังแข่งกับเสียงหัวใจที่เต้นรัวของศรันยา
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดถึงขีดสุดจนแทบจะระเบิดออกเป็นเสี่ยงๆ นั้นเอง ประชุมห้องรับรองฝั่งตรงข้ามก็เปิดผางออก พร้อมกับร่างของเลขาฯ ส่วนตัวของธราธิปที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาด้วยใบหน้าตื่นตระหนก ถือซองเอกสารสีน้ำตาลลับสุดยอดไว้ในมือแน่น
"ท่านประธานครับ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ... ผลตรวจ DNA อย่างเป็นทางการที่ท่านสั่งให้ผมไปเร่งรัดจากสถาบันนิติเวชเมื่อวานนี้... ออกมาแล้วครับ!"
ธราธิปหันขวับไปมองเลขาฯ สลับกับศรันยาที่ยืนนิ่งค้าง ทว่าในวินาทีที่เลขาฯ ยื่นซองเอกสารนั้นให้ และดวงตาสีดำของธราธิปก้มลงมองชื่อบนหัวกระดาษแผ่นแรก... ลมหายใจของทุกคนในห้องก็แทบจะหยุดชะงักลงทันที!
ขอขอบพระคุณคุณรี้ดทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางดิ่งลึกไปกับความแค้นครั้งนี้ด้วยกันนะคะ
กรงขังม่านน้ำตา: วิวาห์ร้างที่กลายเป็นสนามรบทางกฎหมาย•ตอนที่ 6
ความแค้นที่ไม่มีวันตาย
ผลงานโดย กระจกเงาสะท้อนใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาสะท้อนใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กรงขังม่านน้ำตา: วิวาห์ร้างที่กลายเป็นสนามรบทางกฎหมาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!