เสียงทุบโต๊ะไม้สนเปรี้ยงใหญ่ดังลั่นเรือนครัว จนถ้วยกระเบื้องเคลือบสีหม่นสั่นสะเทือน หลี่จูหลันไม่แม้แต่จะกะพริบตา นางยังคงใช้ผ้าสะอาดเช็ดทำความสะอาดมีดเหล็กกล้าในมืออย่างใจเย็น แววตาคมกริบราวกับใบมีดที่เพิ่งลับใหม่กวาดมองร่างของแม่สามีจางที่ยืนเท้าสะเอวหน้าดำคร่ำเครียดด้วยความโมโห
"หลี่จูหลัน! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงแอบเอาแป้งสาลีขาวละเอียดกับน้ำตาลทรายแดงในไหออกไป! เจ้าคิดจะผลาญเสบียงของสกุลหานให้หมดบ้านเลยหรือไง!" แม่สามีจางแผดเสียงแหลมสูงจนเส้นเลือดที่ขมับปูดโปน
จูหลันวางมีดลงกระทบโต๊ะเบาๆ เสียงนั้นไม่ได้ดังนัก แต่มันกลับทำให้ห้องครัวทั้งห้องเงียบกริบลงทันที นางเงยหน้าขึ้นสบตาผู้มีศักดิ์เป็นแม่สามี มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เคลือบด้วยความเย้ยหยันแต่น้ำเสียงกลับราบเรียบราวน้ำในบึงใหญ่
"ผลาญหรือครับ? แม่สามี... ของพวกนั้นข้าหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของตัวเอง แป้งขาวกับน้ำตาลทรายแดงพวกนั้นไม่ได้งอกเงยมาจากกระถางธูปบรรพบุรุษสกุลหาน และที่สำคัญ มันไม่ใช่เสบียงที่ท่านเก็บไว้ให้ข้ากับเสี่ยวเป่ากินด้วยซ้ำ มีสิทธิ์อันใดมากล่าวหาว่าข้าผลาญ?"
"นัง... นังลูกสะไภ้ปากกล้า!" แม่สามีจางโกรธจนตัวสั่นเทิ้ม ชี้นิ้วสั่นระริกเข้าใส่หน้าจูหลัน "ตบแต่งเข้ามาได้ไม่นาน ก็ทำตัวกระด้างกระเดื่อง เจ้าจำไม่ได้หรือว่าที่นี่บ้านใคร!"
"จำได้แม่นครับว่าเป็นบ้านสกุลหาน แต่ก็จำได้แม่นเช่นกันว่าข้าวสารทุกเม็ดในหม้อตอนนี้มาจากไหน หากท่านยังคิดจะมาวุ่นวายกับการจัดการของในเรือนของข้าอีก เกรงว่ามื้ออาหารหอมกรุ่นที่ท่านเฝ้ารอคอยทุกวัน... คงต้องงดเว้นไปโดยปริยาย"
ประโยคคำขู่เรียบๆ แต่ทรงพลังทำเอาแม่สามีจางชะงักกึก กลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ กลิ่นอายความอร่อยของเนื้อตุ๋นและหมูสามชั้นที่นางแอบกลืนน้ำลายใส่ทุกวันลอยวนเวียนเข้ามาในหัว สมองของหญิงชราประเมินผลอย่างรวดเร็วระหว่างศักดิ์ศรีกับกระเพาะอาหาร ก่อนที่ความตะกละจะเอาชนะทุกสิ่ง นางสะบัดหน้าหนีฮึดฮัดแล้วเดินกระแทกส้นเท้าออกจากเรือนครัวไปอย่างจำยอม
เสี่ยวเป่าที่แอบหลบอยู่หลังประตูกระพริบตาปริบๆ เด็กน้อยวิ่งดุ๊กๆ เข้ามาเกาะชายเสื้อของจูหลัน เงยหน้ามองด้วยดวงตากลมโตเป็นประกายระยิบระยับ
"ท่านแม่... ท่านยายดุขนาดนั้น ท่านไม่กลัวหรือขอรับ" เสียงเล็กๆ เจือความกังวล
จูหลันย่อตัวลงลูบศีรษะลูกเลี้ยงเบาๆ ความอบอุ่นแผ่ซ่านในอก นางยิ้มอ่อนโยนให้เด็กน้อย "ไม่ต้องกลัวหครับคนดี แม่จัดการได้... วันนี้เป่ารออยู่ที่บ้านนะ แม่มีธุระต้องไปทำในอำเภอสักครู่ จะรีบกลับมาพร้อมขนมอร่อยๆ นะครับ"
แผนการที่วางไว้ในใจคือก้าวสำคัญของการสร้างตัว หลี่จูหลันรู้ดีว่าการจะพึ่งพารายได้จากการทำอาหารขายในหมู่บ้านเล็กๆ ย่อมถูกกดขี่และจับตามองจากสายสืบชาวบ้านและตระกูลสามีไม่เว้นแต่ละวัน ทางรอดเดียวที่จะสร้างทุนทรัพย์ก้อนโตโดยไม่ต้องรอเศษเงินจากใคร คือการมุ่งหน้าสู่ "ตลาดมืด" แห่งอำเภอหยางเฉิง พื้นที่สีเทาที่กฎหมายและอำนาจรัฐเอื้อมไม่ถึงอย่างเต็มรูปแบบ
นางแอบเข้าไปในมิติห้างสรรพสินค้าสมัยใหม่ที่ซ่อนอยู่ก้นบึ้งจิตสำนึก ท่ามกลางแสงไฟนีออนสว่างไสวของซูเปอร์มาร์เก็ตยุคศตวรรษที่ 21 จูหลันกวาดสายตาเลือกสินค้าอย่างแม่นยำ น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์บรรจุถุงกระดาษหนา น้ำมันพืชสะอาดไร้กลิ่นหืน และสบู่ก้อนหอมฟุ้งเกรดพรีเมียมจำนวนหนึ่งถูกดึงออกมาใส่ย่ามผ้าใบเก่าๆ ที่สะพายไหล่ รอยต่อระหว่างยุคสมัยถูกเชื่อมโยงด้วยความมั่งคั่งที่ซ่อนเร้น นางแต่งกายด้วยเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ สวมหมวกผ้าบังใบหน้าเพื่ออำพรางสายตา ก่อนจะก้าวเดินออกจากบ้านมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟไอน้ำเก่าที่มุ่งสู่ตัวอำเภอ
การเดินทางกินเวลาเกือบสองชั่วโมงบนรถไฟที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนและกลิ่นอายความยากลำบากของยุค 70 จูหลันนั่งนิ่งสงบ ท่ามกลางความอึดอัด นางกลับรู้สึกตื่นตัวอย่างประหลาด เลือดนักธุรกิจสาวมือทองสูบฉีดพลان หัวใจเต้นเป็นจังหวะหนักแน่น
เมื่อรถไฟเทียบชานชาลาสถานีอำเภอหยางเฉิง แสงแดดยามบ่ายสาดส่องกระทบตึกรามบ้านช่องยุคเก่าที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ นางเดินลัดเลาะผ่านตรอกซอกซอยแคบๆ ที่เงียบเชียบ ก่อนจะเลี้ยวเข้าสู่ซอยตันหลังโกดังสินค้าเก่า ซึ่งเป็นจุดแลกเปลี่ยนลับที่คนในพื้นที่รู้กันดีว่าเป็นแหล่งซื้อขายสินค้าสารพัดชนิดนอกระบบ
บรรยากาศในตลาดมืดค่อนข้างอึมครึม ผู้คนสวมหมวกปีกกว้างและเสื้อโค้ทหนาทึบต่างกระซิบกระซาบเจรจาซื้อขายกันอย่างระแวดระวัง สายตาสอดส่องระแวงภัยรอบด้านราวกับเกรงกลัวเจ้าหน้าที่รัฐจะบุกเข้ามาจับกุม จูหลันสูดหายใจเข้าลึกๆ เพื่อปรับสีหน้าให้ดูสุขุมและไร้พิษภัย ก่อนจะเดินไปหยุดยืนอยู่บริเวณมุมอับที่มีคนพลุกพล่านพอสมควร นางค่อยๆ หยิบสบู่ก้อนหอมฟุ้งและน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ออกมาวางเรียงบนผ้าใบผืนเล็กที่ปูบนพื้นดิน
กลิ่นหอมสะอาดของสบู่เกรดพรีเมียมลอยเตะจมูกผู้คนที่เดินผ่านไปมาทันที ในยุคที่ผู้คนใช้สบู่ก้อนดำๆ กลิ่นฉุนกานพลูหรือไขมันสัตว์ การได้กลิ่นหอมละมุนและเห็นเนื้อสบู่ขาวเนียนสะอาดตานั้นถือเป็นสิ่งล่อตาล่อใจชั้นยอด ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนสวมหมวกแก๊ปดึงต่ำจนบังใบหน้าก็ก้าวเข้ามาหยุดตรงหน้าแผงของนาง
"แม่สาวน้อย...เจ้านี่ขายอะไร? น้ำตาลกับสบู่พวกนี้... หามาจากไหน?" น้ำเสียงของอีกฝ่ายแหบพร่าและเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
จูหลันเงยหน้าขึ้นสบตาชายวัยกลางคนด้วยรอยยิ้มการค้าที่ฝึกฝนมาอย่างดี นางตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลแต่หนักแน่น "ของดีจากแดนไกลครับพี่ชาย คุณภาพรับประกันได้ น้ำตาลนี่บริสุทธิ์ไม่มีกากตะกอน ส่วนสบู่ก้อนนี้ใช้แล้วผิวพรรณนุ่มนวล กลิ่นหอมติดทนนาน ท่านลองพิจารณาดูได้"
ชายคนนั้นหยิบก้อนสบู่ขึ้นมาดมใกล้ๆ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นด้วยความประหลาดใจ ยุคนี้ของใช้ฟุ่มเฟือยเช่นนี้หายากยิ่งกว่าทองคำ ยิ่งเป็นของนำเข้าหรือสินค้าเกรดพิเศษยิ่งมีราคาสูงลิ่ว เขากวาดสายตามองซ้ายมองขวาก่อนจะเอ่ยเสียงกระซิบ "เท่าไหร่?"
จูหลันชูสองนิ้ว "สบู่ก้อนละสองหยวน น้ำตาลครึ่งชั่งสามหยวนครับ"
"แพงหูฉี่!" ชายวัยกลางคนอุทานเบาๆ แต่กลับกำสบู่ในมือแน่นไม่ยอมวาง "เจ้าเด็กนี่กล้าขายแพงนักนะ"
"ของดี ย่อมคู่ควรกับราคาครับท่าน หากท่านไปหาซื้อในสหกรณ์อำเภอ เกรงว่าต่อให้มีเงินก็หาซื้อไม่ได้เช่นนี้หรอกจริงไหมครับ?" จูหลันย้อนถามด้วยรอยยิ้มที่ไม่สะทกสะท้าน
ชายคนนั้นแค่นเสียงในลำคออย่างขัดใจ แต่สุดท้ายควักกระเป๋าหยิบเงินออกมาส่งให้จูหลันแต่โดยดี "เจ้ามันแม่ค้าหน้าเลือดนัก!"
จูหลันรับเงินมานับอย่างรวดเร็ว รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นบนใบหน้า สินค้าล็อตแรกถูกขายหมดเกลี้ยงในเวลาไม่ถึงสิบนาที กำไรมหาศาลหลั่งไหลเข้ากระเป๋า นางเก็บเงินเข้าย่ามอย่างระมัดระวังเตรียมตัวจะเดินทางกลับ ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะลุกขึ้นยืน เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงตะโกนก้องของเจ้าหน้าที่ตรวจตราตลาดก็ดังขึ้นแหวกอากาศ
"เฮ้ย! ตรงนั้นทำอะไรกัน! แยกย้ายเดี๋ยวนี้ มีการตรวจค้น!"
ผู้คนในตลาดมืดต่างแตกฮือวิ่งหนีกันอลหม่าน จูหลันเองก็รีบคว้าผ้าใบและย่ามเตรียมเผ่นหนี แต่ในจังหวะที่นางหันหลังกลับเพื่อวิ่งเข้าตรอกแคบ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโค้ทสีเขียวเข้มของนายทหารยศสูงผู้หนึ่งก็ก้าวออกมาจากมุมมืด ดักหน้าทางหนีของนางเอาไว้พอดี
จูหลันชะงักงัน หัวใจกระตุกวูบเมื่อเงยหน้าขึ้นสบเข้ากับดวงตาคมก్రిบที่คุ้นเคยเป็นอย่างดี ดวงตาของสามีหนุ่มผู้เคร่งขรึม... หานเฟิง!
หานเฟิงมองหน้าภรรยาสาวที่แต่งกายอำพรางตัว ปรายตามองย่ามผ้าที่ตุงด้วยเงินสดในมือของนาง ก่อนที่มุมปากของชายหนุ่มจะยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยอย่างมีความหมาย
"ภรรยา... เที่ยวเก่งถึงเพียงนี้เชียวหรือครับ? ดูท่าทาง... เราคงต้องกลับไปเคลียร์กันยาวที่บ้านแล้วล่ะมั้ง?"
ฮูหยินตัวร้ายสายสโลว์ไลฟ์: เปิดร้านอาหารหมื่นล้านในยุค 70•ตอนที่ 10
แผนการหาเงินก้อนแรก
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ฮูหยินตัวร้ายสายสโลว์ไลฟ์: เปิดร้านอาหารหมื่นล้านในยุค 70 นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!