"ถ้าวันนี้ฉันไม่ถาม คุณก็คงจะเก็บความลับนี้ไว้จนวันตายใช่ไหมครับ คินทร์"
รินรดาวางแก้วกาแฟลงบนโต๊ะไม้สักตัวเก่า เสียงกระทบของเซรามิกเบาหวิว แต่มันกลับดังก้องในความเงียบงันของห้องสมุดส่วนตัวที่เต็มไปด้วยกลิ่นกระดาษเก่าและฝุ่นละอองที่ลอยละล่องในอากาศ เธอจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าที่นิ่งค้างไปราวกับรูปปั้น
คินทร์ขยับแว่นสายตาเพียงเล็กน้อย แววตาของเขาที่เคยสุขุมจนน่าหมั่นไส้ในสายตาคนอื่น บัดนี้กลับไหวระริกเหมือนผิวน้ำที่ถูกหยดน้ำตาตกลงกระทบ "ความลับไม่ใช่สิ่งที่ฉันอยากเก็บไว้หรอกริน... แต่ความกลัวต่างหากที่มันกักขังฉันไว้ ทุกครั้งที่ฉันเห็นรอยยิ้มของคุณ ผมกลับกลัวว่าถ้าวันหนึ่งผมพูดออกไป แล้วรอยยิ้มนั้นจะหายไปจากชีวิตของผมตลอดกาล"
"คุณประเมินค่ามิตรภาพสูงเกินไป จนลืมนึกถึงค่าของหัวใจหรือเปล่าครับ" มินตราที่นั่งอยู่อีกมุมของห้องเอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนจะวางหนังสือในมือลงแล้วลุกเดินออกไป ทิ้งพื้นที่แห่งความทรงจำนี้ไว้ให้คนทั้งสองเพียงลำพัง
รินรดาแค่นยิ้ม ความเจ็บปวดที่สั่งสมมาตลอดสิบปีดูเหมือนจะถูกคลี่คลายออกทีละปมเหมือนด้ายที่พันกันยุ่งเหยิง "สิบปี... คินทร์ สิบปีที่ฉันรอคอยให้คุณกล้ามากกว่านี้ สิบปีที่ฉันต้องแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของคุณเวลาที่มองมา... คุณรู้ไหมว่ามันเหนื่อยแค่ไหน"
คินทร์ลุกขึ้นยืนช้าๆ เขาเดินเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นหอมอ่อนๆ จากตัวเธอ กลิ่นที่คุ้นเคยเหมือนลมหายใจของตัวเอง เขาเอื้อมมือไปคว้ามือของรินรดามากุมไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือส่งผ่านไปถึงหัวใจที่เต้นรัว "ผมขอโทษ... ต่อไปนี้ผมจะไม่ปล่อยให้ลมพัดผ่านคุณไปโดยที่ผมไม่ได้ไขว่คว้ามันไว้แล้ว ผมพร้อมแล้วริน... พร้อมที่จะเป็นทุกอย่างให้คุณ ไม่ใช่แค่เพื่อน แต่เป็นคนที่ยืนเคียงข้างคุณในวันที่คุณอ่อนแอที่สุด"
รินรดาไม่ตอบ แต่เธอเลือกที่จะบีบมือเขาตอบกลับไป ความเงียบในห้องนี้ไม่ใช่ความเงียบที่น่าอึดอัดอีกต่อไป แต่มันคือความเงียบที่เต็มไปด้วยคำสัญญาที่ไม่ต้องใช้คำพูดใดๆ
หลายปีผ่านไป...
ในบ้านไม้หลังเล็กที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้สีเขียวขจี รินรดายืนมองออกไปนอกหน้าต่าง เฝ้ามองคินทร์ที่กำลังสอนเด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนรดน้ำต้นไม้อยู่ในสวน เสียงหัวเราะของทั้งคู่ลอยตามลมเข้ามา ความสุขไม่ได้หวือหวา แต่มันช่างอิ่มเอมจนยากจะหาคำบรรยาย เธอเดินออกไปหาพวกเขา ก้าวเดินผ่านอดีตที่เคยขมขื่นมาสู่ปัจจุบันที่แสนหวาน
"วันนี้อากาศดีจังเลยนะครับ" คินทร์เงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวข้างกาย สายตาของเขาที่มองรินรดาในวันนี้ ยังคงเปี่ยมไปด้วยความรักและความทะนุถนอมไม่ต่างจากวันที่เขาตัดสินใจเอ่ยคำสารภาพรักในวันนั้น
"เพราะมีคุณอยู่ตรงนี้ ไม่ว่าอากาศจะเป็นแบบไหน สำหรับฉันมันก็ดีเสมอครับ" รินรดาตอบพร้อมรอยยิ้มที่สดใส รอยยิ้มที่เคยถูกซ่อนไว้ภายใต้ความเจ็บปวด บัดนี้มันเบ่งบานอย่างอิสระ
คินทร์วางมือลงบนไหล่ของภรรยา เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "ขอบคุณนะครับริน... ขอบคุณที่อดทนรอคอยลมที่พัดเฉื่อยชาอย่างผม จนในที่สุดเราก็ได้มาอยู่ด้วยกันตรงนี้"
รินรดาเอียงศีรษะซบไหล่เขา ความอบอุ่นนี้คือสิ่งที่เธอไขว่คว้ามาตลอดทั้งชีวิต และตอนนี้เธอก็พบมันแล้ว ความทรงจำเก่าๆ ที่เคยทำให้ร้องไห้ บัดนี้กลายเป็นเพียงบทเรียนที่ทำให้เธอยิ่งรักและหวงแหนปัจจุบันมากขึ้นเท่านั้น ชีวิตไม่ได้สมบูรณ์แบบเสมอไป แต่ในความไม่สมบูรณ์แบบนั้นกลับมีความรักที่มั่นคงหล่อเลี้ยงอยู่ ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน เธอรู้ดีว่าลมหายใจของเธอจะไม่มีวันเหงาอีกต่อไป เพราะคินทร์จะยืนอยู่ตรงนั้น... เคียงข้างเธอไปตลอดกาล
ความรักไม่ใช่เรื่องของการครอบครอง แต่คือการเรียนรู้ที่จะเติบโตไปพร้อมกับคนที่เรารัก และเมื่อเราทั้งสองคนพบจุดหมายปลายทางที่เรียกว่า 'บ้าน' ในหัวใจของกันและกันแล้ว ลมพัดผ่านไปกี่ครั้ง ความรักนี้ก็จะยังคงยืนหยัดอยู่เช่นนั้น... อบอวลด้วยความทรงจำที่ดีและรอยยิ้มที่ไม่มีวันจางหาย
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่เดินทางร่วมกันมาจนถึงบทส่งท้ายนี้ ผมหวังว่า "สายลมแผ่วเบา" จะได้เป็นส่วนหนึ่งในใจของทุกคนตลอดไปนะครับ
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 35
สายลมที่พัดผ่านหัวใจ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!