"ถ้าคุณคิดว่าการเงียบใส่กันแบบนี้จะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น คุณกำลังคิดผิดอย่างมหันต์เลยนะริน"
เสียงของคินทร์ไม่ได้ตะคอก แต่มันสั่นประสาทมากกว่าการตะโกน ร่างสูงโปร่งในชุดเสื้อเชิ้ตสีเทาเข้มยืนพิงขอบประตูระเบียงคอนโดของรินรดา สายตาของเขามองตรงมาที่หญิงสาวราวกับจะกลืนกินคำปฏิเสธที่เธอยังไม่ได้เอ่ย
รินรดาวางแก้วชาร้อนลงบนโต๊ะไม้ สัมผัสที่สั่นเทาทำให้เกิดเสียงกระทบกันเบาๆ เธอสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามรวบรวมเศษเสี้ยวของความเข้มแข็งที่พยายามประคองมาตลอดสิบปี "เราแค่อยากรักษาความเป็นเพื่อนเอาไว้ การที่คุณทำแบบนี้... มันทำให้ทุกอย่างยากขึ้นนะคินทร์"
"ความเป็นเพื่อนงั้นเหรอ?" คินทร์แค่นยิ้มที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความสุขเลยแม้แต่น้อย เขาเดินก้าวเข้ามาในห้องช้าๆ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ที่เคยเป็นเขตแดนปลอดภัยมาตลอด บัดนี้ถูกลดทอนลงจนเหลือเพียงช่องว่างไม่กี่เซนติเมตร "สิบปีที่เราเป็นเพื่อนกัน ผมไม่เคยเห็นแววตาแบบไหนในดวงตาคุณที่ผมเห็นในตอนนี้ มันไม่ใช่สายตาที่มองเพื่อน แต่มันคือสายตาของคนที่กำลังแตกสลายเพราะความกลัว"
รินรดาถอยหลังจนแผ่นหลังชนเข้ากับผนังห้อง หัวใจของเธอเต้นรัวราวกับกลองรบที่กำลังจะพ่ายแพ้ "คุณไม่มีสิทธิ์มาตัดสินความรู้สึกเรา"
"ผมมีสิทธิ์" คินทร์ขยับเข้ามาจนเขาสามารถใช้มือข้างหนึ่งยันผนังดักเธอไว้ได้ เขาโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความสับสนและแรงปรารถนา "เพราะตลอดสิบปีที่ผ่านมา ผมเองก็เป็นคนที่จมอยู่ในนรกขุมเดียวกันนั่นแหละ... นรกที่ต้องนั่งมองคนที่เราให้ความสำคัญที่สุด พยายามผลักไสเราออกไปจากชีวิตเพียงเพราะความกลัวว่าถ้าวันหนึ่งเราต้องจากกัน มิตรภาพนี้จะพังทลาย"
ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงัน เสียงฝนโปรยปรายด้านนอกหน้าต่างไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศผ่อนคลายลงเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าโลกภายนอกกำลังบีบคั้นให้ความลับที่ถูกเก็บกดมาเนิ่นนานต้องเผยตัวออกมา
"ถ้าคุณรู้... ถ้าคุณรู้มาตลอดว่ามันทรมานแค่ไหน แล้วทำไม..." รินรดาช้อนสายตาขึ้นสบตาเขา น้ำตาที่เธอพยายามกักขังไว้เริ่มเอ่อคลอ "ทำไมต้องทำเหมือนเราเป็นแค่คนแปลกหน้า ทำไมต้องดึงคนอื่นเข้ามาในชีวิตเพื่อพิสูจน์ว่าคุณอยู่ได้โดยไม่มีเรา?"
คินทร์ชะงัก สายตาที่เคยแข็งกร้าวอ่อนแสงลงทันที มือของเขาขยับไปสัมผัสที่ข้างแก้มของรินรดาแผ่วเบา ปลายนิ้วโป้งไล้ผ่านผิวเนียนอย่างทะนุถนอม ราวกับว่าเขากำลังสัมผัสสิ่งของที่เปราะบางที่สุดในชีวิต
"เพราะผมกลัว" คินทร์สารภาพเสียงแผ่ว "ผมกลัวว่าถ้าผมเลือกคุณ แล้ววันหนึ่งผมทำคุณเสียใจ ผมจะไม่มีแม้แต่คำว่าเพื่อนให้เราได้กลับมาใช้ชีวิตร่วมกันอีก ผมเลยสร้างกำแพงขึ้นมา ทั้งที่จริงๆ แล้ว... กำแพงนั้นมันขังได้แค่ใจผมเอง"
คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในใจของรินรดา ความรู้สึกเหมือนเขื่อนที่กั้นเอาไว้พังทลายลงในพริบตา เธอไม่ได้ต้องการคำขอโทษ เธอไม่ได้ต้องการคำอธิบายที่สวยหรู สิ่งที่เธอต้องการคือการยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างพวกเขาไม่ใช่ความเพ้อฝันไปเองฝ่ายเดียว
คินทร์เห็นประกายความหวังในดวงตาของเธอ เขาก็ยิ่งตระหนักว่าเส้นทางที่เขาเคยขีดไว้ว่าจะรักษาความเป็นเพื่อนนั้น มันพังทลายลงไปนานแล้ว ตั้งแต่ที่เขารู้สึกหึงหวงเวลาที่เธอไปกับใครอื่น หรือตั้งแต่วันที่เขาไม่สามารถมองเธอเป็นเพียง 'เพื่อน' ได้อีกต่อไป
"ริน" เขาเรียกชื่อเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเว้าวอน "เลิกหลอกตัวเองได้แล้ว เลิกบอกว่าเราเป็นแค่เพื่อนกันเสียที เพราะในทุกครั้งที่ผมมองคุณ ผมไม่เคยเห็นเพื่อนในสายตาเลย ผมเห็นชีวิต... ชีวิตที่ผมอยากใช้ร่วมกับคุณจริงๆ"
รินรดาหลับตาลงแน่น เธอพยายามหายใจเข้าออกเพื่อควบคุมอาการสั่นเทาของร่างกาย แต่การได้ยินคำพูดเหล่านี้จากปากของคนที่เธอรอคอยมานานนับทศวรรษ มันมีอานุภาพเกินกว่าที่ความอดทนใดๆ จะต้านทานได้
"ถ้าเราเลือกทางนี้แล้ว... เราจะไม่มีวันกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้อีกเลยนะคินทร์" เธอพึมพำด้วยเสียงอันเบาหวิว
"ผมไม่ต้องการกลับไปเป็นเหมือนเดิม" คินทร์ตอบทันควัน ก่อนจะขยับใบหน้าเข้าไปใกล้จนหน้าผากของเขาจรดกับหน้าผากของเธอ "ผมต้องการแค่ข้างหน้า... ที่มีคุณอยู่ด้วยเท่านั้น"
ในจังหวะที่หัวใจของทั้งสองกำลังเต้นเป็นจังหวะเดียวกัน เสียงเคาะประตูห้องอย่างแรงและรวดเร็วก็ดังขึ้น ขัดจังหวะห้วงเวลาที่เหมือนจะหยุดหมุนลงไปเสียดื้อๆ รินรดาสะดุ้งสุดตัวและพยายามผละออก แต่คินทร์กลับรั้งเอวเธอไว้แน่นด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
"ใครมาตอนนี้นะ" คินทร์กระซิบ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเป็นความระแวงทันทีที่เสียงเคาะประตูยังคงดังอย่างต่อเนื่อง
"มินตรา?" รินรดาพึมพำด้วยความสับสน เพราะมินตราไม่มีทางมาหาเธอในเวลาแบบนี้โดยไม่โทรบอกก่อน และที่สำคัญ... เสียงฝีเท้าที่ดังอยู่หน้าห้องดูหนักแน่นและรีบร้อนเกินกว่าจะเป็นเพื่อนสาวของเธอ
คินทร์ค่อยๆ ปล่อยรินรดา แต่เขากลับก้าวไปยืนขวางหน้าประตูเอาไว้ ก่อนที่ลูกบิดประตูจะค่อยๆ ถูกบิดจากคนข้างนอก และเมื่อประตูแง้มออก เสียงทุ้มต่ำและเย็นชาของชายวัยกลางคนที่รินรดาไม่ได้พบเจอมานานนับปีก็ดังแทรกเข้ามา
"ในเมื่อทั้งคู่พร้อมจะทำลายทุกอย่างที่สร้างมาด้วยกันแล้ว ก็คงถึงเวลาที่ความลับของตระกูลเราจะถูกเปิดเผยเสียทีนะ คินทร์... รินรดา"
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของตัวละครเหล่านี้มาด้วยกันนะครับ "สายลมแผ่วเบา"
ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน•ตอนที่ 26
คำพูดที่รอคอย
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ในห้วงคำนึงที่ลมพัดผ่าน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!