"เซ็นซะ หรือจะให้ฉันเป็นคนโทรแจ้งตำรวจเพื่อลากตัวคุณออกจากเพนต์เฮาส์หลังนี้ด้วยตัวเอง ธันวา?"
น้ำเสียงเย็นชาเฉียบคมราวกับใบมีดโกนบาดลึกลงไปในโสตประสาท เสียงกระดาษเอกสารราคาแพงถูกผลักสไลด์ผ่านพื้นไม้มะฮอกกานีขัดมันวาวจนมาหยุดอยู่ตรงหน้าของชายหนุ่มผู้เคยนั่งอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารทางธุรกิจ
ธันวาเงยหน้าขึ้นจากรอยเปื้อนกาแฟจางๆ บนโต๊ะทำงานที่เคยประดับด้วยทองคำแท้ ดวงตาคมกริบที่เคยใช้กดดันประธานบริษัทนับร้อยชีวิตในห้องประชุมบอร์ดบริหาร บัดนี้กวาดมองเอกสารประกาศล้มละลายและยึดทรัพย์สินทั้งหมดด้วยแววตาที่ว่างเปล่า... แต่ทว่ามุมปากกลับกระตุกยิ้มขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
บริษัทอสังหาริมทรัพย์ระดับหมื่นล้าน? พังทลายในชั่วข้ามคืนจากวิกฤตการณ์การเงินโลกที่ถูกบงการโดยกลุ่มทุนปริศนา บัญชีธนาคารนับร้อยบัญชีถูกอายัด รถสปอร์ตหรูเจ็ดคันถูกลากจอดหน้าตึก และตอนนี้ แม้กระทั่งเสื้อสูทแบรนด์เนมสั่งตัดพิเศษตัวนี้ ก็กำลังจะกลายเป็นกรรมสิทธิ์ของธนาคาร
"ใจเย็นน่าคุณทนาย... เอ้ย ไม่สิ รินรดา คู่หมั้นสุดที่รักของผม" ธันวาหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงทุ้มนุ่มไม่ได้มีความหวาดกลัวเจืออยู่เลยแม้แต่น้อย เขายื่นมือเรียวยาวไปหยิบปากกาหมึกซึมราคาหลักแสนขึ้นมาหมุนเล่นอย่างใจเย็น "นี่คุณอุตส่าห์ดั้นด้นมาหาผมถึงที่นี่ เพื่อจะมาบอกเลิกและไล่ผมออกจากห้องนอนส่วนตัวเชียวหรือครับ ใจร้ายจังนะ"
รินรดา หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีดำสนิทผู้ยืนกอดอกอยู่เบื้องหน้า ขมวดคิ้วมุ่นจนรอยย่นปรากฏระหว่างคิ้ว แววตาของเธอมีทั้งความโกรธ ความเหนื่อยหน่าย และ... ความรู้สึกบางอย่างที่ถูกซ่อนไว้อย่างแนบเนียนภายใต้ท่าทีเยועชา
"ฉันไม่ใช่คู่หมั้นของคุณอีกต่อไปแล้ว ตั้งแต่วินาทีที่คุณเซ็นใบยกเลิกการหมั้นนี่" รินรดาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อยแต่พยายามกดให้ราบเรียบที่สุด "ฉันเตือนคุณแล้วเรื่องการขยายโครงการที่ความเสี่ยงสูงเกินไป แต่คุณก็ยังดึงดันจะทำผลงานให้พึงใจบอร์ดบริหาร... ผลลัพธ์เป็นยังไงล่ะคะ? ตอนนี้แม้แต่เงินสดติดตัวสักบาทคุณก็ไม่มี ธันวา คุณกลายเป็นคนหมดตัวอย่างแท้จริงแล้ว"
เธอพูดถูกทุกประการ
ธันวาถอนหายใจยาวเหยียด เขารู้ดีว่าหญิงสาวตรงหน้าไม่ได้ทอดทิ้งเขาด้วยความโลภ รินรดาคือทนายสาวมือหนึ่งที่คอยช่วยเหลือและตักเตือนเขามาโดยตลอดตั้งแต่สมัยที่พวกเขายังเริ่มต้นสร้างบริษัทด้วยกันสองคน การที่เธอยื่นคำขาดให้เขาเซ็นเอกสารเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อขับไล่เขาให้จมดิ่ง แต่เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเพื่อให้เขาหลุดพ้นจากคดีความทางแพ่งและอาญาที่กำลังจะตามมาต่างหาก
หญิงสาวคนนี้... ปากร้ายใจดีเสมอมา
"ตกลงครับ ผมเซ็นก็ได้" ธันวาจดปลายปากกาลงบนกระดาษอย่างไม่ลังเล ลายเซ็นหวัดๆ แต่ทรงพลังถูกจรดลงไปอย่างรวดเร็ว "เรียบร้อย ทีนี้... ในฐานะที่ผมกลายเป็นคนไร้บ้านและไร้เงินสด คุณจะใจร้ายไล่หมาจนตรอกตัวนี้ออกไปตากฝนข้างถนนจริงๆ หรือครับ?"
รินรดากัดริมฝีปากแน่น เธอยื่นกุญแจรถยนต์อีโคคาร์คันเล็กเก่าคร่ำครึดอกหนึ่งวางกระแทกบนโต๊ะ "นี่คือกุญแจรถยาริสรุ่นคุณทวดของฉัน ไปเก็บกระเป๋าแล้วไสหัวออกไปซะ ก่อนที่เจ้าหนี้จะมาถึง... แล้วก็จำไว้ อย่าโทรหาฉันอีกจนกว่าคุณจะหาเงินล้านแรกด้วยลำแข้งของตัวเองได้!"
พูดจบ รินรดาก็หันหลังเดินสะบัดออกไปจากห้องทำงานทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้ธันวาได้เอ่ยปากอำลาแม้แต่คำเดียว ประตูห้องปิดลงพร้อมกับเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่จากชายหนุ่ม
ธันวานั่งนิ่งอยู่คนเดียวในความเงียบงันของเพนต์เฮาส์มูลค่าร้อยล้านที่กำลังจะกลายเป็นอดีต เขาก้มมองมือเปล่าของตัวเอง ยิ้มเยาะให้กับโชคชะตาที่เล่นตลก
[ติ๊ง! ตรวจพบอดีตมหาเศรษฐีผู้ตกอับถึงขีดสุด เงื่อนไขการปลุกระบบสำเร็จ!]
เสียงสังเคราะห์ที่ดังขึ้นในหัวกะทันหันทำให้ธันวาชะงัก มันไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นกระแสเสียงที่ดังก้องกังวานอยู่ในจิตสำนึก ราวกับมีวิญญาณของปัญญาประดิษฐ์สุดกวนประสาทมานั่งอยู่ในสมองส่วนหน้าของเขา
[ระบบช็อตฟีลขี้ตื๊อ (Ultimate Troll System) ทำการเชื่อมต่อสำเร็จ!]
[ยินดีด้วยครับโฮสต์! ท่านได้รับสิทธิพิเศษในการกอบกู้ศักดิ์ศรีและความมั่งคั่งคืนมา แต่เนื่องจากท่านใช้ชีวิตฟุ่มเฟือยเกินไปในอดีต ระบบจึงจำเป็นต้องกำหนด 'บทลงโทษเริ่มต้น' เพื่อปรับทัศนคติของโฮสต์]
ธันวาขมวดคิ้ว "อะไรนะ ระบบ? แกมาจากไหนเนี่ย หรือว่าฉันเครียดจนประสาทหลอน?"
[โฮสต์ไม่ได้ประสาทหลอนครับ! และเพื่อเป็นการเริ่มต้นภารกิจแรกอย่างสมเกียรติ ระบบขอประกาศภารกิจประจำวัน:]
[ภารกิจ: "เดินดินกินรองเท้าแตะ"]
[เป้าหมาย: ออกไปขายรองเท้าแตะยางพาราคละสี จำนวน 10 คู่ บริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินภายในเวลา 2 ชั่วโมง]
[บทลงโทษหากล้มเหลว: ระบบจะทำการเปิดลำโพงบลูทูธเสียงดังสุดขีดในห้องนอนของรินรดา โดยเปิดเพลง 'คุกเข่า' วิดีโอคอลวนซ้ำตลอด 24 ชั่วโมง!]
ธันวาเบิกตากว้างทันที เส้นเลือดที่ขมับเต้นตุบๆ "เดี๋ยวนะ! แกจะบ้าหรือไง! ให้ฉัน อดีต CEO ผู้ถือหุ้นใหญ่บริษัทอزمةมหาชน ไปยืนขายรองเท้าแตะหน้าสถานีรถไฟฟ้าเนี่ยนะ? แล้วไอ้บทลงโทษบ้าบออะไรนั่น มันเกี่ยวอะไรกับรินรดาด้วย!"
[เกี่ยวข้องสิครับ! เพื่อให้โฮสต์ตระหนักถึงคุณค่าของหยาดเหงื่อแรงงานไงล่ะครับ รีบไปได้แล้วครับ เวลาเดินถอยหลังแล้วนะ... ติ๊อกต๊อก!]
เสียงนาฬิกาดิจิทัลจำลองดังขึ้นในหัวอย่างน่ารำคาญ ธันวาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความคับแค้นใจ จะปฏิเสธก็ไม่ได้ เพราะภาพรินรดากำลังนอนหลับแล้วถูกเพลงร็อกแผดเผาหูตอนตีสามลอยเข้ามาในหัว
"ให้ตายเถอะ... ฝากไว้ก่อนเถอะไอ้ระบบเวร!"
ผ่านไปยี่สิบนาทีต่อมา ธันวาในชุดเสื้อยืดสีขาวมอมแมมและกางเกงยีนส์เซอร์ๆ ยืนอยู่บนฟุตบาทริมถนนที่มีผู้คนเดินขวักไขว่ บนพื้นเบื้องหน้ามีเสื่อพลาสติกเก่าๆ วางอยู่ พร้อมด้วยรองเท้าแตะยางพาราคละสีสันบาดตาจำนวนสิบคู่วางเรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
กลิ่นควันไอเสียและเสียงแตรจากรถยนต์บนถนนใหญ่ตัดกับภาพลักษณ์อันเย่อหยิ่งของอดีตซีอีโอหนุ่มโดยสิ้นเชิง ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างมองมาที่เขาด้วยสายตาแปลกประหลาด บ้างก็อมยิ้ม บ้างก็เวทนา
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือน เขาไม่เคยต้องมาทำอะไรน่าอับอายเช่นนี้ในชีวิต แต่พอนึกถึงหน้าของรินรดาหากเสียงเพลงนรกนั่นดังขึ้นตอนเธอนอนหลับ เขาก็สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วเปล่งเสียงตะโกนออกมาด้วยความจำใจ
"รองเท้าแตะครับ! รองเท้าแตะยางพาราอย่างดี ใส่เดินนุ่มสบายเท้า คู่ละเก้าสิบบาทครับ! เชิญเลือกชมก่อนได้ครับพี่น้อง!"
เสียงทุ้มนุ่มน่าฟังแต่เอ่ยประโยคขายของริมทางทำให้เด็กสาวนักศึกษาหลายคนเหลียวมองด้วยความสนใจ แต่ยังไม่มีใครกล้าเข้ามาซื้อ ธันวารู้สึกร้อนผ่าวที่ใบหน้า นี่มันความอับอายระดับสิบกระโหลกชัดๆ!
ในจังหวะนั้นเอง มีเสียงรองเท้าส้นสูงกระทบพื้นดังใกล้เข้ามา พร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่คุ้นหูอย่างยิ่ง
"โอ๊ะ โอ... นั่นใครกันน่ะ? ใช่ท่านประธานธันวาผู้ยิ่งใหญ่หรือเปล่าครับเนี่ย? ทำไมถึงมานั่งตากแดดขายรองเท้าแตะอยู่ข้างถนนแบบนี้ล่ะครับ หรือว่าบริษัทล้มละลายจนต้องผันตัวมาเป็นพ่อค้าเร่แล้ว?"
ธันวาเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก็พบกับชายหนุ่มในชุดสูทแบรนด์เนมราคาแพงระยับ ทรงผมเซ็ตเนี้ยบ ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มเยาะเย้ยถากถาง... 'กิตติ' อดีตรองประธานบริษัทคู่แข่งทางการค้า ที่เคยพยายามเลื่อยขาเก้าอี้เขามานับครั้งไม่ถ้วนและเป็นคนเบื้องหลังการปล่อยข่าวลือที่ทำให้บริษัทของเขาพังทลายลง
ข้างกายของกิตติคือหญิงสาวหน้าตาดีในชุดเดรสแฟชั่นราคาแพง ที่กำลังใช้มือป้องปากหัวเราะคิกคักด้วยสายตารังเกียจ
ธันวาหรี่ตามองคู่ปรับเก่า ความโกรธเกรี้ยววูบหนึ่งพุ่งพล่านขึ้นมาในอก แต่แล้วเสียงกระซิบกวนประสาทของระบบก็ดังขึ้นในหัวทันที
[แจ้งเตือนภารกิจลับเฉพาะกิจ: เผชิญหน้ากับศัตรูหัวใจ/คู่แข่งทางธุรกิจ]
[เงื่อนไข: ทำให้กิตติอับอายจนหน้าซีดภายใน 3 นาที]
[รางวัล: ปลดล็อกบัตรเครดิตดำไร้ขีดจำกัด และเงินสดในบัญชีสำรอง 100 ล้านบาท!]
ดวงตาของธันวาเป็นประกายวาวโรจน์ขึ้นมาทันที ความอับอายเมื่อครู่หายวับไปกับตา กลายเป็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากแทน
"อ้าว... คุณกิตติ" ธันวาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปัดฝุ่นที่กางเกงยีนส์เบาๆ ด้วยท่าทีสบายๆ ราวกับตัวเองเป็นเจ้าของพื้นที่ "นึกว่าใคร ที่แท้ก็ลูกไล่ที่คอยวิ่งตามก้นบริษัทผมเมื่อก่อนนี่เอง ลมอะไรหอบคุณมาเดินแถวตลาดล่างแบบนี้ล่ะครับ หรือว่าเพนต์เฮาส์หรูบนตึกท็อปทาวเวอร์มันแคบเกินไป จนต้องออกมาสูดอากาศเสียข้างถนน?"
รอยยิ้มเยาะบนใบหน้าของกิตติแข็งค้างทันที สีหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ "แก! ไอ้คนถังแตก! ปากดีนักนะ! ตอนนี้แกมันก็แค่ขอทานข้างถนนที่กำลังจะอดตาย อย่ามาทำเป็นเก่งหน่อยเลย! ฉันมาเดินกับคุณแพรวพรรณแฟนใหม่ และเรากำลังจะไปถย์รถสปอร์ตคันใหม่มูลค่าสิบล้านที่โชว์รูมใจกลางเมือง ต่างจากแกที่แม้แต่ค่าข้าวเย็นยังไม่มีปัญญาจ่าย!"
หญิงสาวข้างกายกิตติเชิดหน้าขึ้นสูงด้วยความหยิ่งยศ มองธันวาด้วยหางตา "ใช่ค่ะคุณธันวา เลิกทำตัวน่าสมเพชเถอะค่ะ เห็นแล้วมันอุจาดตา"
ธันวาไม่โกรธเลยสักนิด เขายกมือขึ้นกอดอก แล้วหัวเราะเบาๆ ในลำคออย่างเยือกเย็น
"รถสปอร์ตสิบล้านเหรอครับ..." ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แต่ทรงพลังจนกิตติชะงัก "น่าเสียดายจังนะครับ ที่รถคันที่คุณกำลังจะไปซื้อ... มันเพิ่งถูกบริษัทผมกว้านซื้อลิขสิทธิ์การนำเข้าทั้งหมดเมื่อห้านาทีก่อน"
กิตติหน้าถอดสีทันที "แก... แกพูดบ้าอะไร! บริษัทแกมันล้มละลายไปแล้ว! เอาเงินที่ไหนมาซื้อ!"
ธันวาไม่ตอบคำถาม เขาควักโทรศัพท์มือถือรุ่นเก่าหน้าจอแตกยับเยินออกมาจากกระเป๋ากางเกง กดแตะหน้าจอไม่กี่ครั้ง แล้วเปิดลำโพงยื่นไปข้างหน้า
[ติ๊ง! ยอดเงินคงเหลือในบัญชีธนาคารกลาง: 1,254,890,321.00 บาท]
[ท่านต้องการทำธุรกรรมใดต่อครับ โฮสต์?]
เสียงแจ้งเตือนจากระบบธนาคารระดับโลกดังชัดเจนก้องไปทั่วบริเวณ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างหยุดยืนมองด้วยความตะลึงงัน กิตติอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า สีหน้าซีดเผือดราวกับคนเห็นผี
ธันวาก้าวเข้าไปใกล้กิตติช้าๆ โน้มตัวลงกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อีกฝ่ายขนลุกซู่ไปทั้งร่าง
"บอกพวกพ้องของคุณด้วยนะครับ ว่าเกมมันเพิ่งเริ่มต้น... และหมากบนกระดานนี้ ต่อไปใครจะเป็นคนกินเรียบ รอดูให้ดีก็แล้วกัน"
ธันวาหยิบบัตรเครดิตสีดำสนิททำจากโลหะผสมไทเทเนียมฝังเพชรเม็ดจิ๋ว ซึ่งระบบเพิ่งส่งตรงมายังกระเป๋าเสื้อของเขาเมื่อวินาทีที่แล้ว ออกมาถือไว้ในมืออย่างใจเย็น แสงแดดสะท้อนประกายวาววับบาดตาผู้คนที่ยืนมองอยู่รอบด้าน
"อ้อ... แล้วก็รองเท้าแตะคู่นี้เหรอครับ?" ธันวายิ้มมุมปาก ยื่นบัตรสีดำยื่นส่งให้กับพนักงานร้านสะดวกซื้อใกล้ๆ ที่ยืนอ้าปากค้างอยู่หน้าร้าน "รบกวนรูดซื้อรองเท้าแตะทั้งหมดนี่ทีนะครับ... รูดแบบไม่จำกัดวงเงินไปเลย!"
* * *
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความกวนประสาทของธันวานะครับ
เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลขี้ตื๊อ•ตอนที่ 1
เมื่อเศรษฐีต้องขายรองเท้าแตะ
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศรษฐีตกอับกับระบบช็อตฟีลขี้ตื๊อ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
