คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80•ตอนที่ 18

การโต้กลับของญาติจอมสูบ

ผลงานโดย หมอภัทรแก้ไขชะตา
"ถ้าพวกแกกล้าก้าวเข้ามาเหยียบเขตฟาร์มของฉันอีกแม้แต่ก้าวเดียว ฉันไม่ได้แค่ไล่ตะเพิดเหมือนครั้งก่อนแน่... จำคำพูดของฉันเอาไว้ให้ขึ้นใจ" น้ำเสียงราบเรียบแต่เยียบเย็นของพรรณรายดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของพลบค่ำ ร่างเพรียวระหงในชุดเสื้อผ้าฝ้ายสีทึบยืนกอดอกพิงกรอบประตูโรงเรือนเพาะชำสมุนไพร ดวงตาคู่คมกวาดมองกลุ่มชายฉกรรจ์สี่คนที่ยืนอยู่หน้าประตูรั้วไม้ไผ่ด้วยแววตานิ่งสนิท ไม่มีความหวาดกลัวเจือปนแม้แต่น้อย แม้ว่าในมือของอีกฝ่ายจะถือท่อนไม้และมีกลิ่นเหล้าคลุ้งคละคลั่วก็ตาม ผู้ที่ยืนอยู่หน้าสุดไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น 'ลุงเฉิน' ญาติผู้พี่ฝั่งพ่อของอดีตเจ้าของร่างเดิม ชายวัยกลางคนพุงพลุ้ย หน้าตาแดงก่ำด้วยฤทธิ์สุรา ด้านข้างมีนักเลงท้องถิ่นหัวเกรียนรอยสักน่าเกลียดที่ชาวบ้านต่างหวาดกลัวยืนประกบ "นังหลานอกตัญญู! แกคิดว่าปีกกล้าขาแข็งแล้วจะทำเป็นเบ่งใส่ญาติผู้ใหญ่ได้งั้นเรอะ!" ลุงเฉินตวาดลั่น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นและฤทธิ์สุรา "ฟาร์มสมุนไพรบ้าๆ นี่ ที่ดินตรงนี้ มันควรเป็นของตระกูลเราตั้งแต่แรกแล้ว! แกกับไอ้สามีพิการนั่นเป็นแค่คนนอก ทำเป็นตั้งตัวเป็นเจ้าของ... วันนี้ถ้าแกไม่ยอมเซ็นสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ให้ฉันดีๆ อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!" พรรณรายแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะเบาๆ นั้นกลับทำให้บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงไปอีกหลายองศา ญาติจอมสูบพวกนี้ช่างไม่รู้จักจำ ตั้งแต่เธอย้อนเวลากลับมาและจัดการตบหน้าสั่งสอนไปหลายครั้ง พวกมันยังไม่วายหาทางมาคุกคามไม่เว้นแต่ละวัน และคราวนี้ถึงขั้นกล้าจ้างนักเลงท้องถิ่นมาร่วมมือด้วยเพื่อหวังฮุบฟาร์มที่เธอกับศิลาหยาดเหงื่อแรงกายสร้างขึ้นมากับมือ "คนนอกอย่างนั้นหรือครับ?" เสียงทุ้มต่ำอันคุ้นเคยดังขึ้นจากความมืดด้านหลังโรงเรือน ร้อยเอกศิลาเดินสาวเท้าเข้ามาอย่างมั่นคง ร่างกายกำยำสูงใหญ่ภายใต้เสื้อกล้ามสีเข้มเผยให้เห็นมัดกล้ามเนื้อและรอยแผลเป็นจากสนามรบที่ฉายชัดถึงความผ่านโลกมาโชกโชน ในมือของเขาไม่ได้ถืออาวุธ มีเพียงถังน้ำพลาสติกและจอบขุดดิน แต่รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวชายหนุ่มกลับทำให้พวกนักเลงหัวไม้ถึงกับผงถอยหลังไปคนละก้าวโดยไม่รู้ตัว ศิลากวาดสายตาดุจพญาอินทรีมองกลุ่มคนแปลกหน้า หยุดสายตาที่ลุงเฉินเพียงชั่วพริบตา ก่อนจะก้าวเข้าไปยืนเคียงข้างภรรยา มือหนาเอื้อมไปโอบไหล่บางของพรรณรายไว้หลวมๆ เป็นการประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า เขากับเธอคือคนคนเดียวกัน ใครหน้าไหนก็แตะต้องไม่ได้ "ถ้าฟาร์มนี้เป็นของตระกูลเฉินอย่างที่คุณปากพล่อยพูด ทำไมตอนที่รายป่วยปางตายและพวกคุณไล่พวกเราออกจากบ้านเก่ามือเปล่า ถึงไม่มีใครโผล่หัวมาช่วยสักคนล่ะครับ?" ศิลาเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงพลังจนลุงเฉินสะดุ้งเฮือก "ไอ้... ไอ้เด็กเหลือขอ แกกล้าดียังไงมาพูดจาแบบนี้กับฉัน!" ลุงเฉินหน้าดำคร่ำเครียด ยกนิ้วสั่นเทาชี้หน้าศิลา "วันนี้กูไม่ได้มาคุยเล่นๆ เว้ย! ลูกพี่เสือจัดการมันเลย! เอาให้มันจำนนจนกว่าจะยอมเซ็นชื่อ!" นักเลงหัวเกรียนที่ชื่อ 'เสือ' ยิ้มยิงฟันแยกเขี้ยวเผยให้เห็นฟันเหลืองน่าเกลียด มันควงท่อนไม้ในมือแล้วก้าวขาเข้ามาในเขตฟาร์ม "วะฮ่าๆ ได้ยินแล้วนี่หว่า ตาแก่ร้อยเอกตกอับอย่างแก คงไม่มีปัญญาทำอะไรพวกลูกผู้ชายอกสามศอกอย่างพวกเราหรอกมั้ง ส่งโฉนดมาซะดีๆ ไม่อย่างนั้น... ฟาร์มสวยๆ นี่อาจจะไฟไหม้หมดเนื้อหมดตัวในคืนนี้ก็ได้นะเว้ย!" พรรณรายหรี่ตาลง รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นที่มุมปาก ไฟไหม้? คำนี้ช่างเป็นคำพูดที่โง่เขลาเสียจริง ในมิติลับของเธอตอนนี้มีทั้งสมุนไพรฤทธิ์แรงและสารเคมีธรรมชาติที่สามารถทำให้คนหมดสติได้ภายในสามวินาทีโดยไม่ทิ้งร่องรอย เธอกำลังจะหยิบขวดผงสมุนไพรสกัดจากกระเป๋าเสื้อกาวน์เก่าที่ซ่อนไว้ แต่ศิลากลับยกมือห้ามเธอเสียก่อน สามีหนุ่มยื่นมือมาลูบศีรษะเธอเบาๆ สัมผัสที่อบอุ่นและมั่นคงทำให้ความเกรี้ยวกราดในใจของพรรณรายสงบลงทันที "รายครับ..." ศิลาเอ่ยเสียงนุ่ม แตกต่างจากสายตาที่หันไปมองกลุ่มนักเลงอย่างสิ้นเชิง "คนพวกนี้ปล่อยให้ผมจัดการเองดีกว่าครับ มือคุณมีไว้รักษาคนและปรุงยา ไม่ควรมาแปดเปื้อนกับขยะเปียกพวกนี้" พูดจบ ศิลาก็โยนจอบในมือลงพื้น เสียงเหล็กกระทบดินดังสนั่นท่ามกลางความมืด ก่อนที่เขาจะถอดเสื้อคลุมออก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นโยงใยบนแผ่นหลังและช่วงอกที่บ่งบอกว่าผ่านการต่อสู้เสี่ยงตายมานับครั้งไม่ถ้วน "เข้ามาสี่คน... คิดว่ารั้วฟาร์มผมจะกว้างพอให้พวกคุณนอนกลิ้งกลับไปไหมล่ะครับ?" ศิลาท้าทายด้วยรอยยิ้มเยาะ การต่อสู้เกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเดียว นักเลงหัวเกรียนพุ่งเข้ามาพร้อมท่อนไม้หมายจะตีเข้าที่ศีรษะของศิลา แต่ชายหนุ่มกลับเบี่ยงตัวหลบได้อย่างง่ายดายราวกับปลาไหล ก่อนจะใช้สันมือกระแทกเข้าที่ต้นคอของอีกฝ่ายอย่างแม่นยำ ร่างของลูกน้องคนสนิทล้มพับลงไปกองกับพื้นหมดสติทันทีโดยไม่มีโอกาสได้ร้องโอดครวญ อีกสามคนที่เหลือเห็นดังนั้นก็หน้าซีดเผือด ความเมาหายเป็นปลิดทิ้ง ลุงเฉินถึงกับขาอ่อนทรุดลงไปนั่งพับเพียบกับพื้นดินเมื่อเห็นศิลาหันขวับมามองด้วยสายตาดุจมัจจุราช "ถ... ถอย! ถอยเว้ย!" แต่มันสายเกินไปเสียแล้ว ศิลาสาวเท้าเข้าไปกระชากคอเสื้อของลุงเฉินให้ลุกขึ้นยืนด้วยมือข้างเดียว แรงมหาศาลของอดีตทหารหาญทำให้ลุงเฉินตัวลอยเหนือพื้น หน้าตาตื่นตระหนกจนน้ำลายยืด "กลับไปบอกคนที่จ้างพวกคุณมา... บอกว่าถ้ายังมีครั้งหน้าอีก ศาลากลางหมู่บ้านคงต้องเตรียมจัดงานศพให้พวกคุณแน่" ศิลาเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงกระชากวิญญาณ ก่อนจะเหวี่ยงร่างท้วมๆ ของลุงเฉินกระเด็นออกนอกรั้วฟาร์มไปอย่างไร้ความปรานี กลุ่มนักเลงที่เหลือรีบหิ้วปีกหัวหน้าและพากันทุลลุกทุเลหนีหายไปในความมืดอย่างรวดเร็ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบสงบที่กลับคืนสู่ฟาร์มอีกครั้ง พรรณรายถอนหายใจยาว เดินเข้าไปใกล้สามีแล้วหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับเหงื่อตามกรอบหน้าให้เขาเบาๆ "มือเจ็บไหมครับ?" เธอถาม น้ำเสียงเจือความห่วงใยที่ซ่อนไม่มิด ศิลายิ้มกว้าง คว้ามือเรียวบางนั้นขึ้นมาจูบเบาๆ ที่หลังมือ "มือระดับนี้ จะไปเจ็บอะไือง่ายๆ ล่ะครับภรรยา... ว่าแต่ เมื่อกี้คุณเกือบจะใช้ยาผงนั่นแล้วใช่ไหมครับ? ดื้อจริงๆ เลยนะเรา" พรรณรายค้อนใส่เขาเบาๆ ทีหนึ่ง "ฉันก็แค่อยากประหยัดแรงคุณต่างหากล่ะ" บรรยากาศตึงเครียดเมื่อครู่พลันมลายหายไป แทนที่ด้วยความอบอุ่นละมุนละไมที่แผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ทั้งสองช่วยกันปิดประตูรั้วและตรวจความเรียบร้อยรอบฟาร์มสมุนไพรอีกครั้งก่อนจะเดินกลับเข้าบ้านไม้คลาสสิกที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมกรุ่นของอาหารมื้อค่ำที่เคี่ยวไว้บนเตา กลิ่นหอมเข้มข้นของ 'ซุปกระดูกหมูตุ๋นรากบัวและเก๋ากี้' ลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัวทันทีที่พรรณรายเปิดฝาหม้อดิน น้ำซุปสีขาวขุ่นตุ๋นจนเข้มข้นได้ที่ เนื้อหมูเปื่อยนุ่มละลายในปากผสานกับความหวานมันของรากบัวและสรรพคุณบำรุงร่างกายของสมุนไพรจีน เป็นเมนูเยียวยาจิตใจและร่างกายชั้นยอดหลังจากผ่านศึกหนักมาหมาดๆ พรรณรายตักซุปใส่ชามกระเบื้องเคลือบสองใบ ส่งส่งกลิ่นหอมฉุยยั่วน้ำลาย เธอกำลังจะยกไปวางที่โต๊ะอาหาร ทว่าจังหวะนั้นเอง... *ก๊อก ๆ ๆ !* เสียงเคาะประตูด้านนอกดังขึ้นอย่างกะทันหันและรุนแรง ผิดวิสัยชาวบ้านทั่วไปที่มักจะส่งเสียงเรียกก่อนยามวิกาล ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อย วางช้อนในมือลงทันที พรรณรายหันไปมองหน้าสามี แววตาทั้งคู่ฉายความระแวดระวังขึ้นมาอีกครั้ง ดึกป่านนี้แล้ว... ใครกันที่ยังมาเคาะประตูฟาร์มอีก? พรรณรายเดินตามหลังศิลาไปยังประตูหน้าบ้าน มือเรียวแตะกระเป๋าเสื้อกาวน์ที่มีผงสมุนไพรเตรียมไว้อีกครั้งอย่างเงียบเชียบ ศิลาค่อยๆ ดึงสลักกลอนประตูออกแล้วดึงบานไม้ออกช้าๆ แสงไฟจากตะเกียงภายในบ้านสาดส่องออกไปกระทบกับร่างของบุคคลที่ยืนอยู่หน้าประตู... ไม่ใช่พวกนักเลง ไม่ใช่ลุงเฉิน แต่เป็นหญิงสาวในชุดโค้ทกันหนาวสีแดงสดเปียกปอน ใบหน้าซีดเซียวหยาดน้ำค้างเกาะพราว ดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยความหวาดกลัว และที่สำคัญ... บนอ้อมแขนของเธอกำลังอุ้มเด็กทารกแบเบาะที่ส่งเสียงร้องไห้จ้าด้วยพิษไข้! "คุณหมอพรรณราย... ช่วยลูกฉันด้วยค่ะ!" หญิงสาวคนนั้นทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นดินหน้าบ้านทันทีที่ประตูเปิดออก ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุน "หมอภัทรแก้ไขชะตา" เสมอมานะครับ
สารจากนักเขียน (หมอภัทรแก้ไขชะตา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอผู้ถูกทิ้งกับวิถีฟาร์มแห่งศตวรรษที่ 80 นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%