"หมึกสีชาดขวดนี้เจือจางเกินไป... สามส่วนสิบเปอร์เซ็นต์โดยประมาณ"
ปลายนิ้วเรียวยาวในถุงมือผ้าไหมสีขาวปัดผ่านขอบกระดาษสาเนื้อหยาบอย่างเชื่องช้า เสียงพลิกกระดาษดังแกรกกรกราวกับเสียงใบไม้แห้งร่วงหล่นในสุสานโบราณ ฉีหลินปรายตามองตัวเลขยอดบัญชีขาดลอยประจำไตรมาสที่ถูกบันทึกด้วยลายมือหวัดๆ ของผู้ตรวจสอบคนก่อนหน้า ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะสีเงินฉายแววตำหนิอย่างเงียบเชียบ เขากำลังยืนอยู่ ณ จุดที่ลึกลงไปจากพื้นดินแปดชั้น บรรยากาศรอบกายอัดแน่นไปด้วยกลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณ สนิมเหล็ก และกลิ่นจางๆ ของน้ำมันตอปิโดที่ใช้จุดตะเกียง
ตึกสำนักงานใหญ่แห่งนี้ไม่ได้ถูกออกแบบตามหลักสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ หากแต่โครงสร้างภายในถูกถอดแบบมาจาก "ตำหนักซ้อนตำหนัก" ในขนบธรรมเนียมวังหลวงยุคราชวงศ์หมิง เสาไม้ตะเคียนทองขนาดสามคนโอบถูกเคลือบด้วยน้ำยาเคมีสีดำสนิทเพื่ออำพรางร่องรอยความเสียหายจากเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งประวัติศาสตร์เมื่อสิบปีก่อน—เหตุการณ์ที่พรากบิดาผู้เป็นหัวหน้าผู้ตรวจบัญชีมือหนึ่งไปพร้อมกับสมุดบัญชีลับนับหมื่นเล่ม
"หากคุณฉีคาดหวังความประณีตจากซากศพ คุณคงต้องผิดหวังตั้งแต่ก้าวแรกแล้วล่ะครับ"
เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินกระทบกันในถ้ำลึกดังขึ้นจากมุมมืดของห้องโถง ไป๋จินก้าวเท้าออกมาจากเงาสลัวของเสาไม้ต้นใหญ่ ร่างสูงสง่าในชุดสูทสากลตัดเย็บอย่างประณีตเข้ารูป ทว่ากลับสวมทับด้วยเสื้อคลุมยาวแบบขุนนางโบราณปักลายเมฆสีนิล ดวงตาคมปลาบดูลึกล้ำและเยือกเย็นดุจหินผาใต้ท้องมหาสมุทร เขากวาดสายตามองชายหนุ่มรุ่นน้องที่ยืนตรงแหน่วอย่างสำรวม ก่อนจะหยุดยืนห่างออกไปเพียงคืบ กลิ่นหอมจางๆ ของชาไป๋ฮ่าวอิ่นเจินลอยละلي้วปะปนกับกลิ่นอับของสถานที่
ฉีหลินไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองผู้อำนวยการฝ่าย เขายังคงใช้ปลายพู่กันขนกระต่ายแตะหมึกแล้วลากเส้นทับตัวเลขที่ผิดพลาดด้วยความแม่นยำระดับมิลลิเมตร
"ความประณีตไม่ใช่ความฟุ่มเฟือยครับท่านผู้อำนวยการ... มันคือเกียรติยศเดียวที่หลงเหลืออยู่ของผู้ที่ยังมีลมหายใจในสถานที่แห่งนี้" ฉีหลินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าราบเรียบและเด็ดเดี่ยว "และบัญชีที่ปราศจากการตรวจสอบอย่างเที่ยงตรง ก็ไม่ต่างอะไรกับใบมรณบัตรที่เซ็นชื่อรอไว้ล่วงหน้า"
มุมปากของไป๋จินกระตุกขึ้นเล็กน้อย เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้ไปถึงดวงตา เขายื่นมือหนาออกไปหยิบสมุดบัญชีเล่มที่ฉีหลินกำลังตรวจทานขึ้นมาพลิดู ปลายนิ้วของทั้งสองสัมผัสกันเพียงเสี้ยววินาที ความเย็นเยียบจากปลายนิ้วของผู้อำนวยการหนุ่มทำให้ฉีหลินเผลอชะงักมือไปชั่วขณะ แต่กระนั้นเขาก็ยังคงรักษาท่าทีสง่างามตามแบบฉบับบุตรชายขุนนางตกยากผู้ได้รับการอบรมมาอย่างเข้มงวด
"คุณมีความดื้อรั้นเหมือนบิดาไม่มีผิดเพียร... ฉีหลิน" ไป๋จินเอ่ยเสียงพร่า ประโยคนั้นคล้ายคำชมเชย แต่กลับแฝงไปด้วยประกายคมปลาบที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ "แต่ระวังให้ดี ความซื่อตรงในตึกชั้นลบแห่งนี้ มักมีราคาที่ต้องจ่ายด้วยกระดูกซี่โครงทีละชิ้น"
"ผมเตรียมตัวมาดีพอครับ" ฉีหลินเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่ายอย่างไม่หลบเลี่ยง แววตาคู่สวยมีความมุ่งมั่นเจิดจ้าดั่งดวงไฟในคืนเดือนมืด "ผมไม่ได้มาที่นี่เพื่อเป็นเหยื่อของกฎเกณฑ์โบราณ แต่ผมมาเพื่อตรวจทานดูว่า... ใครกันแน่ที่เป็นหนี้ชีวิตบิดาของผม"
ก่อนที่บทสนทนาอันเยือกเย็นจะดำเนินไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าเร่งรีบพร้อมเสียงกระทบกันของเครื่องประดับหยกโบราณก็ดังขึ้นที่โถงทางเดินด้านนอก ประตูไม้แกะสลักลายสัตว์มงคลถูกผลักเปิดออกอย่างแรง แม่นางฝู ในชุดคลุมปักลายป무นสีเขียวเข้มตามยศถาบรรดาศักดิ์อดีตพระสนมผู้รอดชีวิตจากวังหลัง ก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าบึ้งตึง ดวงตาเรียวรีวาวโรจน์ด้วยความตื่นตระหนก มือเหี่ยวย่นตามวัยถือกระดาษแผ่นหนึ่งที่สั่นเทาเล็กน้อย
"ท่านผู้อำนวยการ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ!" เสียงแหลมสูงของนางทำลายความเงียบงันลงทันที "ผู้ตรวจสอบประจำเขตเจ็ดเมื่อคืนนี้... ทำยอดสถิติความตายหลุดหายไปสองอัตรา!"
ไป๋จินหหันขวับไปมองหน้าแม่นางฝูทันที บรรยากาศรอบตัวเขาพลันลดฮวบลงจนอุณหภูมิในห้องเย็นยะเยือกราวกับถูกแช่แข็งด้วยน้ำแข็งขั้วโลก ทว่าฉีหลินกลับไม่แสดงอาการหวาดกลัว เขากลับก้าวเท้าออกมายืนขนาบข้างผู้อำนวยการอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับบ่าวผู้จงรักภักดีที่พร้อมรับมือกับศึกใหญ่
"หลุดหาย หรือถูกลบออกไปอย่างจงใจครับ?" ฉีหลินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่นัยน์ตากลับกวาดมองเอกสารในมือของแม่นางฝูอย่างรวดเร็ว
"ถูกลบ... ลบออกด้วยหมึกสีชาดเข้มข้นระดับสาม!" แม่นางฝูหอบหายใจถี่กระชั้น นางหันมามองหน้าฉีหลินด้วยแววตาหวาดระแวงปนสมเพช "และกฎข้อแรกของชั้นลบระบุไว้ชัดเจนว่า... หากยอดความตายไม่สมดุลภายในยามสาม ผู้ตรวจบัญชีหน้าใหม่จะต้องเป็นผู้ลงไปชดใช้ส่วนต่างนั้นด้วย 'บัญชีโลหิต' ของตนเอง!"
สิ้นคำพูดนั้น ไป๋จินก็เอื้อมมือไปคว้าจอกชาหยกที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมา ชายหนุ่มยกจอกชาขึ้นจิบช้าๆ สายตาคมกريบจับจ้องอยู่ที่ใบหน้าของฉีหลินนิ่งสนิท ท่ามกลางความเงียบอันน่าสะพรึงกลัวที่โรยตัวลงมาปกคลุมทั่วห้องทำงาน
ในวินาทีนั้นเอง เสียงเคาะประตูก็จดังขึ้นสามครั้งอย่างเป็นจังหวะ—*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
และก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยอนุญาต บานประตูไม้บานใหญ่ก็ค่อยๆ ถูกผลักเปิดออกด้วยเรียวแรงอันไร้ตัวตน เผยให้เห็นเงาร่างของใครบางคนที่ยืนสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของทางเดินชั้นแปด... เงาร่างที่ถือสมุดบัญชีปกหนังมนุษย์เปื้อนเลือดหยดติ๋ง และส่งกลิ่นคาวคลุ้งไปทั่วทั้งตึกสำนักงาน
---
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางลงสู่ความมืดมิดนี้ด้วยกันนะครับ
ผู้ตรวจบัญชีวิญญาณกับสถิติความตายร้อยเปอร์เซ็นต์•ตอนที่ 1
กฎข้อแรกของชั้นลบ
ผลงานโดย ลิฟต์แก้วชั้นลบ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลิฟต์แก้วชั้นลบ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ผู้ตรวจบัญชีวิญญาณกับสถิติความตายร้อยเปอร์เซ็นต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!