“คุณจะเอาแบบร่างนี้ไปทิ้งถังขยะจริงๆ เหรอคะ?”
คำถามนั้นหลุดออกจากปากฉันในวินาทีที่รันธกรกำลังขยำกระดาษไขแผ่นใหญ่ในมือจนยับยู่ยี่ เขาชะงักกึก ไม่แม้แต่จะหันกลับมามองใบหน้า ‘หน้าตาย’ ที่ฉันพยายามรักษาไว้อย่างสุดความสามารถ ท่ามกลางบรรยากาศอึมครึมในห้องสมุดคณะสถาปัตย์ที่เงียบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นจังหวะรัวผิดปกติ
ความรู้สึกผิดมันจุกอยู่ที่อก... ใช่ค่ะ ฉันเป็นคนเริ่มก่อน ฉันเป็นคนเดินเข้าไปตำหนิเขาเรื่องการบ้านที่ล่าช้าด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาเกินไป แต่ใครจะไปรู้ล่ะคะว่าความใจร้อนของตัวเองในตอนนั้น มันจะทำลายบรรยากาศจนพังไม่เป็นท่าแบบนี้
ฉันรอจนเขาเดินลับสายตาไปพร้อมกับแผ่นแบบร่างที่ดูเหมือนจะเป็นสมบัติล้ำค่าของเขา ทิ้งไว้เพียงกลิ่นจางๆ ของกระดาษเก่าและกลิ่นอายความอึดอัดที่เขาทิ้งไว้ให้ดูต่างหน้า ฉันยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นนานเท่าไหร่ไม่รู้ รู้ตัวอีกที แสงไฟในห้องสมุดก็เริ่มหรี่ลงตามเวลาปิดทำการ
ความรู้สึกที่เหมือนมีก้อนหินหนักๆ วางทับอยู่บนอกบังคับให้ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง แม้คนอย่าง ‘อิมิสรา’ จะไม่ค่อยมีความถนัดเรื่องการง้อใคร หรือแม้แต่การทำตัวให้น่ารักสมกับเป็นผู้หญิง แต่ในเมื่อฉันเป็นคนทำให้อีกฝ่ายหงุดหงิด ฉันก็ต้องเป็นคนแก้ไขมัน
วันต่อมา... ความตั้งใจแรกของฉันคือการเดินไปขอโทษตรงๆ แต่ภาพที่เห็นคือรันธกรกำลังฟุบหน้าลงกับโต๊ะทำงานที่มีอุปกรณ์สถาปัตย์วางระเกะระกะ ดวงตาของเขาดูเหนื่อยล้าจนฉันไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากทัก
ฉันตัดสินใจเดินเลี่ยงไปที่ร้านกาแฟหน้าคณะฯ สั่งเครื่องดื่มเมนูเดิมที่เคยเห็นเขาถือติดมือบ่อยครั้งตอนเดินผ่านหน้าตึกคณะแพทย์ “เอสเปรสโซ่ใส่นมเยอะๆ หวานน้อยนะคะ” ฉันเน้นย้ำกับพนักงานด้วยสีหน้าเรียบเฉยตามสไตล์ แต่ในใจกลับเต้นตึกตักราวกับเด็กสาวที่เพิ่งหัดมีความรักเป็นครั้งแรก
เมื่อเดินกลับมาถึงโต๊ะทำงานของเขาที่ตอนนี้ว่างเปล่าเพราะรันคงออกไปหาเพื่อนที่โรงอาหาร ฉันวางแก้วกาแฟอุ่นๆ ลงข้างๆ โมเดลอาคารที่ดูเหมือนจะยังทำไม่เสร็จดี พร้อมกับโน้ตแผ่นเล็กๆ ที่เขียนไว้สั้นๆ ว่า *‘ขอโทษที่ดุเมื่อวานค่ะ - อิ่ม’*
จังหวะที่ฉันกำลังจะหมุนตัวเดินออกมาจากมุมอับของห้องสตูดิโอ เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าคอมแบทก็ดังใกล้เข้ามาพร้อมกับเสียงหัวเราะของเต้เพื่อนสนิทของเขา
“เฮ้ย รัน! ดูดิ มีคนเอาของมาเซ่นวะ กลิ่นหอมฟุ้งเชียว ใครเอามาวางวะเนี่ย?”
ฉันรีบหลบเข้าหลังเสาต้นใหญ่ข้างห้องพัก อัตราการเต้นของหัวใจเริ่มควบคุมไม่ได้ ฉันแอบชะโงกหน้ามองผ่านช่องว่างของเสา เห็นรันธกรเดินเข้ามาใกล้โต๊ะ เขาขมวดคิ้วมุ่นพลางหยิบโน้ตแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน สายตาคมกริบคู่นั้นกวาดอ่านข้อความสั้นๆ ซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่มุมปากจะได้รูปจะค่อยๆ ยกยิ้มขึ้นทีละน้อย... เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้กวนประสาทเหมือนทุกครั้ง แต่เป็นรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนจนฉันใจสั่น
“ใครวะ? หรือว่าจะเป็นน้องหมอหน้าตายคนนั้น?” เต้แซวพร้อมกับทำท่าจะคว้าแก้วกาแฟ แต่รันกลับปัดมือเพื่อนออกอย่างหวงแหน
“ยุ่งน่า...” เสียงของเขาแหบพร่าแต่แฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ฉันอ่านไม่ออก “ไปห่างๆ เลยมึง นี่กาแฟคนทำเขาอุตส่าห์ซื้อมาให้”
เขานั่งลงเก้าอี้ตัวเดิม หยิบกาแฟขึ้นมาจิบช้าๆ สายตาของเขามองไปที่แบบร่างชิ้นใหม่ที่เขากำลังทำอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ฉันต้องกลั้นหายใจจนตัวเกร็ง คือจังหวะที่เขาวางมือบนแบบร่างนั้น แล้วเผยให้เห็นสิ่งที่อยู่ใต้กระดาษ...
มันไม่ใช่แบบบ้านอย่างที่ฉันคิด แต่มันคือภาพสเก็ตช์ด้วยดินสอ... เป็นภาพใบหน้าของฉัน... ใบหน้าที่กำลังตั้งใจอ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อสามวันก่อน!
ฉันเผลออุทานออกมาเบาๆ จนมือเผลอไปปัดโดนชั้นวางโมเดลข้างตัว เสียง ‘เคร้ง’ ดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วห้องสตูดิโอที่เงียบสงัด รันธกรสะดุ้งสุดตัว เขารีบลุกขึ้นหันควับมาทางมุมเสาที่ฉันซ่อนอยู่ ดวงตาสองคู่ประสานกันนิ่งในระยะที่ใกล้จนลมหายใจรินรดกันได้
“หมออิ่ม?” เขาเรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สายตาของเขาจ้องมองลึกเข้ามาในดวงตาฉัน ราวกับจะค้นหาคำตอบอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใน... ในมือเขายังถือกระดาษแผ่นที่เขาสเก็ตช์รูปฉันไว้แน่น ก่อนจะค่อยๆ ก้าวเดินตรงมาหาฉันช้าๆ ทีละก้าว... จนฉันถอยหลังไปชนผนังเย็นเฉียบ!
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่ยังติดตามเรื่องราวความรักมึนๆ ของยัยคุณหมอหน้าตายกับสถาปนิกปากร้ายคนนี้นะคะ!
สถาปัตย์หัวใจ ยัยคุณหมอหน้าตาย•ตอนที่ 4
กาแฟแก้วนั้น
ผลงานโดย เกียร์เปื้อนกาวใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เกียร์เปื้อนกาวใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปัตย์หัวใจ ยัยคุณหมอหน้าตาย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!