"ถ้าลูกยังเอาแต่ชั่งน้ำหนักด้วยความถูกต้องของเหตุผลอยู่แบบนี้ อีกสิบปีข้างหน้า ลูกก็จะยังนั่งอยู่ในร้านหนังสือของยายคนเดิม พร้อมกับหัวใจที่เหี่ยวเฉาเหมือนดอกไม้ขาดน้ำนะจ๊ะ"
เสียงแหบพร่าของคุณยายละมุนดังขึ้นท่ามกลางความเงียบงันภายในร้านหนังสือเก่า กลิ่นกระดาษที่กรอบเหลืองตามกาลเวลาผสมกับกลิ่นชาดอกไม้อ่อนๆ อบอวลไปทั่วห้อง ธันวานิ่งค้างไปในขณะที่มือยังคงถือแก้วชาอุ่นๆ ไว้แน่น ปลายนิ้วสัมผัสถึงความร้อนที่พยายามส่งผ่านความรู้สึกนึกคิดที่สับสนปนเป
"แต่ความถูกต้องคือสิ่งที่ประคองให้ชีวิตไม่พังทลายไม่ใช่หรือคะยาย..." ธันวาเอ่ยตอบเบาๆ สายตาจดจ้องไปยังสันหนังสือเล่มหนึ่งบนชั้นที่วางอยู่อย่างเป็นระเบียบ แต่ใจของเธอไม่ได้อยู่ที่นั่นเลยสักนิด
คุณยายละมุนขยับแว่นสายตาที่เกาะอยู่บนปลายจมูก ท่านไม่ได้มองมาที่เธอโดยตรง แต่กลับมองไปยังหน้าต่างบานเก่าที่เปิดรับแสงสลัวของยามบ่าย "เหตุผลคือรั้วบ้านค่ะธันวา มันช่วยกันแดดกันฝนและป้องกันอันตราย แต่หัวใจ... คือคนที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น ถ้าเรามัวแต่ดูแลรั้วจนลืมเปิดประตูบ้านให้เจ้าของได้ออกมาสูดอากาศบ้าง รั้วที่แข็งแรงที่สุดก็จะกลายเป็นคุกที่ขังเราไว้ไปตลอดกาล"
ธันวาวางแก้วชาลงบนโต๊ะไม้ตัวเตี้ย เสียงกระทบกันเบาๆ ดังก้องอยู่ในความรู้สึก เธอพยายามหาคำโต้แย้งมาคัดค้าน แต่ในวินาทีที่สบตากับดวงตาที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบแปดสิบปีของหญิงชรา ความมั่นใจที่เคยสร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเองก็พังทลายลง
"หนูแค่กลัว..." ธันวาสารภาพออกมาในที่สุด เสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย "กลัวว่าถ้าวันหนึ่งหนูทิ้งเหตุผลแล้วฟังเสียงหัวใจตัวเอง สิ่งที่หนูเลือกอาจจะเป็นเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิต แล้วตอนนั้นหนูจะไปโทษใครได้ ในเมื่อหนูเป็นคนเลือกลงมือทำด้วยตัวเอง"
คุณยายละมุนยิ้ม อ่อนโยนแต่ทว่าบาดลึกไปถึงขั้วหัวใจ ท่านเอื้อมมือที่เต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งวัยมาวางทาบลงบนหลังมือของธันวา "ใครบอกว่าความผิดพลาดคือจุดจบของชีวิตคะลูก? สำหรับยาย ความผิดพลาดคือเครื่องหมายยืนยันว่าเราได้มีชีวิตจริงๆ ไม่ใช่แค่หุ่นยนต์ที่เดินตามโปรแกรมที่สังคมขีดเส้นไว้ให้ ถ้าใจลูกบอกว่าใช่ ต่อให้ปลายทางจะเป็นเหว แต่มันก็เป็นเหวที่ลูกเลือกจะกระโดดลงไปเอง ไม่ใช่เหวที่ใครจับโยนลงไป"
บทสนทนาหยุดลงเพียงเท่านั้น ราวกับมีน้ำหนักบางอย่างกดทับความรู้สึกของธันวาจนนิ่งงัน เธอเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้งถึงงานที่เธอทำถึงความสัมพันธ์ที่เธอยอมทน และถึงตัวตนของเธอที่ดูเหมือนจะเลือนหายไปทุกทีในกล่องใบเดิมที่ชื่อว่า 'ความปลอดภัย'
ท่ามกลางบรรยากาศที่ดูเหมือนจะเริ่มผ่อนคลาย เสียงกระดิ่งหน้าร้านก็ดังขึ้นอย่างไม่คาดคิด มันเป็นเสียงที่ดูรีบร้อนจนธันวาต้องหันไปมอง ชายหนุ่มคนหนึ่งในชุดสูทที่ดูยับยู่ยี่เดินเข้ามาในร้าน เขามีท่าทีลุกลี้ลุกลน มือถือเครื่องมือสื่อสารแน่นราวกับกลัวมันจะหลุดหายไป แต่สิ่งที่ทำให้ธันวาต้องหยุดหายใจไม่ใช่ท่าทางนั้น
หากแต่เป็นซองจดหมายสีน้ำตาลที่เขาถืออยู่ในมือ... ซองจดหมายแบบเดียวกับที่เธอเคยเขียนทิ้งไว้ในตู้รับบริจาคหนังสือเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน และหน้าซองนั้นมีลายมือของเธอเองที่เขียนไว้ชัดเจนว่า 'สำหรับคนที่กำลังหลงทาง'
ชายคนนั้นตรงมาที่โต๊ะที่เธอและยายละมุนนั่งอยู่ เขาไม่ได้มองหน้าเธอ แต่กลับวางซองจดหมายนั้นลงบนโต๊ะด้วยมือที่สั่นเทา ก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้โลกทั้งใบของธันวาหยุดหมุน
"ผมได้รับจดหมายฉบับนี้เมื่อเช้า... และคนเขียนบอกให้ผมมาที่นี่ทันทีที่อ่านจบ" เขาเงยหน้าขึ้นมองสบตาธันวา ดวงตาของเขาแดงก่ำราวกับเพิ่งผ่านการร้องไห้อย่างหนักมา "เขาบอกว่า... ถ้าผมอยากรู้ว่า 'เสียงหัวใจ' ของตัวเองเป็นอย่างไร ให้มาตามหาคนที่เขียนบันทึกเล่มนี้"
ธันวามองซองจดหมายนั้นด้วยความตกใจ ขาทั้งสองข้างดูเหมือนจะไร้เรี่ยวแรง เธอไม่เคยส่งจดหมายฉบับนั้นให้ใคร และแน่นอนว่าเธอยังไม่ได้เขียนชื่อหรือเบอร์ติดต่อกลับลงไปเลยแม้แต่น้อย
ขอบพระคุณทุกท่านที่ยังคงร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งความทรงจำไปพร้อมกับสมุดบันทึกสีน้ำตาลนะคะ
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 27
ปรึกษายายละมุน
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!