“ถ้าคุณจะดู ก็ดูให้จบเลยสิคะ อย่าเอาแต่จ้องมองหน้าฉันด้วยสายตาที่เหมือนคนถูกตัดสินประหารชีวิตแบบนั้น”
เสียงของหญิงสาวในกลุ่มคนที่บุกเข้ามาในห้องทำงานของธันวาดังขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับจนหูอื้อ ธันวายังคงกำสมุดเล่มนั้นไว้แน่น ปลายนิ้วของเขาสั่นระริกจนกระดาษที่ขอบเหลืองกรอบส่งเสียงเสียดสีกันเบาๆ เขาไม่ได้มองหน้าพวกเขาหรอกค่ะ เขากำลังมองที่ลายมือของตัวเองเมื่อสิบปีก่อน—ลายมือที่เต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและความโง่เขลาของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง
“นี่คือเหตุผลที่ชีวิตคุณถึงได้พังไม่เป็นท่าใช่ไหมคะ?” หญิงสาวคนเดิมก้าวเข้ามาใกล้ แสงไฟในห้องทำงานที่ดูมัวหมองกลับส่องกระทบใบหน้าของเธอจนเห็นริ้วรอยแห่งความสมเพชชัดเจน
ธันวาไม่ตอบ เขาค่อยๆ คลี่หน้ากระดาษที่ถูกพับไว้ค้างไว้เนิ่นนานออก มันคือจดหมายถึง ‘รักแรก’ ที่เขาไม่เคยแม้แต่จะจ่าหน้าซอง เนื้อความในนั้นไม่ได้หวานซึ้งดั่งนิยาย แต่มันคือคำสารภาพถึงความขี้ขลาดที่เขามีต่อความฝันของตัวเอง จดหมายฉบับนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความรัก แต่มันคือบันทึกความล้มเหลวที่เขาสร้างขึ้นมาด้วยมือตัวเอง
“มันก็แค่ขยะค่ะ” ธันวาเค้นเสียงตอบ ลมหายใจของเขาติดขัด “ขยะที่ผมอุตส่าห์ฝังกลบไว้ในที่ที่ลึกที่สุด แต่พวกคุณก็ยังขุดมันขึ้นมาจนได้”
เขากวาดสายตาผ่านตัวอักษรเหล่านั้นอีกครั้ง... *‘ถ้าวันนั้นผมกล้าที่จะบอกว่าผมไม่ต้องการเป็นพนักงานออฟฟิศที่ตายซากแบบนี้ ผมคงไม่ต้องกลายเป็นคนแปลกหน้าที่เดินสวนกับตัวเองในกระจกทุกเช้า’* นั่นคือประโยคที่เขาเขียนถึงหญิงสาวคนนั้น คนที่เขาเคยให้คำมั่นว่าจะไปสร้างฝันด้วยกันที่ปลายทางของชีวิต แต่สุดท้ายเขากลับเลือกความปลอดภัยของโต๊ะทำงานตัวเดิมแทน
ธันวาปิดสมุดลงอย่างแรงจนฝุ่นจางๆ ฟุ้งกระจายในอากาศ เขาเงยหน้าขึ้นสบตาผู้บุกรุก สายตาของเขาไม่ได้สั่นไหวเหมือนมืออีกต่อไป มันมีความเย็นชาที่น่ากลัวซ่อนอยู่
“พวกคุณรู้แล้วไงคะ?” ธันวาเอ่ยถาม น้ำเสียงนิ่งเรียบจนน่าขนลุก “รู้ว่าผมเป็นคนขี้ขลาด รู้ว่าผมทิ้งโอกาสไปเพราะกลัวความลำบาก แล้วหลังจากนี้ล่ะ? พวกคุณจะเอาความลับนี้ไปตีแผ่ที่ไหน หรือจะให้ผมคุกเข่าขอโทษอดีตที่มันตายไปแล้วจริงๆ?”
ไม่มีใครพูดอะไร ความเงียบในห้องทำงานกลับมาเยือนอีกครั้ง แต่มันไม่ใช่ความเงียบที่สงบสุข มันคือความเงียบของพายุที่กำลังก่อตัว ธันวารู้ดีว่าเขากำลังเผชิญหน้ากับเศษเสี้ยวของจิตใจที่เขาพยายามลบเลือนมาตลอดชีวิต
เขาก้าวเดินผ่านกลุ่มคนเหล่านั้นไปที่โต๊ะทำงานเก่าๆ ตัวโปรดของเขา ก่อนจะวางสมุดเล่มนั้นลงอย่างทะนุถนอม มือของเขาเลื่อนไปแตะที่ลิ้นชักชั้นที่สอง ซึ่งเขาเพิ่งจำได้ว่ามีกุญแจดอกเล็กๆ ที่เขาทำหายไปนานแสนนานวางอยู่ข้างใน
“คุณยายเคยบอกฉันว่า...” ธันวาพึมพำกับตัวเองขณะที่ปลายนิ้วสัมผัสเหล็กเย็นๆ “ความลับไม่ได้มีไว้เพื่อปกปิด แต่มันมีไว้เพื่อรอเวลาที่จะกัดกินเราจนกว่าเราจะยอมรับมัน”
เขาสูดหายใจเข้าลึก กลิ่นกระดาษเก่าและกลิ่นอับของห้องทำงานตีรวนขึ้นมาในจมูก เขากำลังจะทำสิ่งที่ตัดสินใจมาตลอดทั้งชีวิต นั่นคือการอ่านจดหมายฉบับนี้ให้จบ และยอมรับความจริงที่ว่าคนในจดหมายคนนั้น คือคนเดียวกับคนที่เขากำลังเกลียดชังอยู่ในเวลานี้
ทว่า ในจังหวะที่เขากำลังจะเปิดสมุดออกอีกครั้ง เสียงเคาะประตูด้านนอกก็ดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ เป็นจังหวะที่คุ้นเคยจนหัวใจของธันวาเต้นผิดจังหวะ ประตูห้องทำงานถูกผลักออกช้าๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงชราที่เขาคิดว่าจากไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน
คุณยายละมุนยืนอยู่ตรงนั้น ในมือของท่านถือซองจดหมายสีน้ำตาลที่ดูเหมือนกับจดหมายที่เขากำลังถืออยู่ในมือไม่มีผิดเพี้ยน
“ธันวา... หลานลืมไปแล้วหรือคะว่าจดหมายฉบับนี้ ไม่เคยมีฉบับเดียว” ท่านยิ้มอ่อนโยน แต่แววตาของท่านกลับดูว่างเปล่าจนน่าใจหาย “หลานไม่ได้แค่เขียนมันทิ้งไว้คนเดียวหรอกนะ แต่อีกคนหนึ่ง... เขาก็รอให้หลานอ่านสิ่งที่เขาตอบกลับมาตั้งแต่วันนั้นแล้ว”
ธันวาตัวแข็งทื่อ เขาทำสมุดร่วงหล่นลงบนพื้น สายตาจ้องเขม็งไปที่ซองจดหมายในมือคุณยายซึ่งมีลายเซ็นที่คุ้นตาที่สุดประทับอยู่มุมซอง สิ่งที่เขากลัวที่สุดไม่ใช่การถูกเปิดโปง แต่คือการได้รู้ว่าความรักครั้งนั้นจบลงเพราะความเข้าใจผิดของเขาฝ่ายเดียวมาตลอดเวลา
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางผ่านความเปราะบางของหัวใจไปกับสมุดบันทึกสีน้ำตาลนะคะ
บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง•ตอนที่ 7
จดหมายที่ไม่ได้ส่ง
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกที่ไม่ได้ตั้งใจให้ใครอ่าน: 65 วันของการตามหาตัวเอง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!