“หากเจ้ายังไม่หยุดหายใจเสียตั้งแต่วินาทีนี้ ข้าจะทำให้วิญญาณของเจ้าแตกดับจนไม่เหลือแม้แต่เศษเสี้ยวในปรโลก!”
เสียงตะคอกแหบพร่าดังก้องในโสตประสาท ร่างกายที่ไร้ความรู้สึกถูกเตะกระแทกเข้าที่ซี่โครงอย่างแรงจนเกิดเสียงลั่นกรอบราวกับกิ่งไม้แห้งหักสะบั้น ความเจ็บปวดแล่นริ้วผ่านเส้นประสาทที่ควรจะตายไปแล้วอย่างรุนแรงจนสติสัมปชัญญะที่ล่องลอยอยู่ในความว่างเปล่าอันมืดมิดต้องกระชากกลับมาสู่ความจริง
หลี่มู่เฉินลืมตาขึ้น สิ่งแรกที่สัมผัสได้มิใช่ทัศนียภาพ แต่เป็นกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมกับกลิ่นดินโคลนชื้นแฉะในตรอกแคบๆ หลังเรือนพักศิษย์สายใน พลังปราณที่เคยไหลเวียนประหนึ่งมหาสมุทรในร่างมหาเทพ บัดนี้เหลือเพียงหยดน้ำค้างที่แห้งขอดอยู่ในร่างศิษย์รับใช้ปลายแถวผู้หนึ่ง ร่างกายนี้บอบช้ำจนแทบจะกลายเป็นเศษเนื้อ เศษเสี้ยวความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมที่เพิ่งสิ้นลมไปไหลทะลักเข้ามาดุจเขื่อนแตก
“ตายเสียเถอะไอ้สวะ!”
ฝ่าเท้าที่หุ้มด้วยปราณสีเหลืองมัวหมองเงื้อขึ้นเหนือศีรษะของเขาพร้อมที่จะบดขยี้กะโหลกให้แหลกคามือ หลี่มู่เฉินไม่ได้ขยับหนี แววตาของเขาที่ควรจะพร่ามัวด้วยความตาย กลับฉายแววคมกริบประหนึ่งยอดศาสตราที่ผ่านการเจียระไนจากกาลเวลาชั่วกัปชั่วกัลป์
เขามิใช่เด็กหนุ่มขี้ขลาดที่ถูกซ้อมจนตายผู้นี้ แต่เขาคือ ‘มหาเทพมู่เฉิน’ ผู้เคยครองบัลลังก์เหนือเมฆา ผู้ที่แม้แต่สวรรค์ยังต้องก้มหัวให้ แต่วันนี้... เขากลับตื่นขึ้นมาในร่างที่ไร้ค่าที่สุดในยุทธภพ
*ช่างน่าสมเพชนัก*
หลี่มู่เฉินคิดในใจ ขณะที่ฝ่าเท้าของศิษย์ผู้รุกรานกำลังจะกระทบใบหน้า เขากลับเบี่ยงศีรษะหลบเพียงเล็กน้อยด้วยสัญชาตญาณที่ฝังลึกในวิญญาณ แรงปะทะนั้นเฉียดผ่านขมับไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ก่อนที่เขาจะใช้มือข้างที่สั่นเทาคว้าข้อเท้าของอีกฝ่ายไว้แน่น
“เจ้าบอกว่า... ให้ข้าตายงั้นหรือ?”
เสียงของเขาแหบพร่า ทว่าทุ้มต่ำและทรงพลังอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่เสียงของศิษย์ปลายแถว แต่เป็นกระแสเสียงที่บังคับให้ผู้ฟังต้องหยุดชะงักด้วยความสะพรึงกลัวโดยไม่รู้ตัว
ศิษย์ผู้นั้นชะงักกึก ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นพล่านจากปลายนิ้วที่สัมผัสโดนข้อเท้า ราวกับว่าเขาไม่ได้กำลังจับร่างของศิษย์ชั้นต่ำ แต่กำลังคว้าจับเอาคมเขี้ยวของอสูรร้ายที่หลับใหลมานานนับหมื่นปี
“แก... แกยังไม่ตาย!”
“ยังไม่ตาย... และจะไม่ตายง่ายๆ ด้วย”
หลี่มู่เฉินออกแรงเพียงน้อยนิด พลังงานบางอย่างที่ไม่ควรจะมีอยู่จริงในร่างนี้กลับพุ่งพล่านไปตามจุดชีพจรที่ตีบตัน เขาบิดข้อมืออย่างรวดเร็วและรุนแรงจนได้ยินเสียงกระดูกข้อเท้าของศิษย์ผู้นั้นลั่นเปรี๊ยะ
“อ๊ากกก!” เสียงกรีดร้องลั่นซอยเล็กๆ หลี่มู่เฉินไม่ได้รอช้า เขาอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายเสียหลักกระแทกฝ่ามือเข้าที่หน้าอกของศิษย์ผู้นั้น แม้พลังจะเบาบางดุจมดปลวกในสายตามหาเทพ แต่สำหรับการทำลายจุดชีพจรในร่างกายมนุษย์ทั่วไป มันเพียงพอแล้ว
ศิษย์ผู้นั้นกระเด็นถอยหลังไปหลายก้าว กระอักเลือดออกมาคำโตก่อนจะล้มฟุบลงกับพื้นด้วยความงุนงงและหวาดกลัวอย่างขีดสุด หลี่มู่เฉินยันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดทั่วร่างประดุจเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทง เขาสำรวจร่างกายนี้ด้วยสายตาที่เย็นชา ร่างกายผอมแห้ง เส้นชีพจรที่ถูกทำลายจนเกือบสิ้นสภาพ นี่คือจุดเริ่มต้นที่ต่ำเตี้ยที่สุดเท่าที่เขาเคยสัมผัสมา
ทว่า... ในมิติแห่งจิตสำนึกของเขา ‘วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์’ ที่เขาบำเพ็ญมาตลอดชีวิตยังคงอยู่
เขายืนพิงผนังไม้ที่ผุพัง พลางเงยหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบนที่มืดมิด ท่ามกลางหมู่เมฆที่เคลื่อนคล้อยผ่านไป แสงจันทร์เลือนรางส่องกระทบใบหน้าเรียบเฉยของเขา ดวงตาของเขาไม่ได้มีความโกรธแค้น มีเพียงความทะนงตนที่ยังคงอยู่เหนือกาลเวลา
ในตอนนั้นเอง ความเงียบงันยามดึกสงัดก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงฝีเท้าแผ่วเบาที่ดังใกล้เข้ามา เสียงฝีเท้านั้นเบาราวกับวิหคที่ร่อนลงบนปุยเมฆ กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมันต์ที่เบ่งบานกลางหิมะลอยมาปะทะจมูก
เงาร่างหนึ่งในชุดสีขาวบริสุทธิ์ค่อยๆ ปรากฏขึ้นภายใต้แสงจันทร์ ร่างนั้นงดงามดุจเทพธิดาจำแลงมา นางมีใบหน้าเย็นชาที่ราวกับรูปสลักน้ำแข็ง ดวงตาคู่สวยดุจหงส์จ้องมองมายังหลี่มู่เฉินที่บอบช้ำจนแทบสิ้นใจ
นางคือ ‘เย่ว์ฉิงเซียน’ ธิดาแห่งเจ้าสำนักเมฆาคล้อย ผู้ที่ไม่เคยชายตาแลศิษย์ชั้นต่ำแม้แต่ปลายเล็บ
“เจ้า... ยังมีลมหายใจอยู่รึ” นางเอ่ยถาม น้ำเสียงราบเรียบไร้อารมณ์ ทว่าในแววตาคู่นั้นกลับสั่นไหวราวกับมองเห็นสิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ นางมองทะลุผ่านความบอบช้ำของร่างกายภายนอก ไปเห็นถึงร่องรอยของ ‘อำนาจเทวะ’ ที่ซ่อนเร้นอยู่ในจิตวิญญาณที่แตกสลายของเขา
หลี่มู่เฉินไม่ได้หลบสายตา เขาเหยียดยิ้มที่มุมปากอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า แม้สถานะปัจจุบันจะเป็นเพียงมดปลวก แต่ท่วงท่าและแววตาที่ส่งกลับไปนั้น ทำให้เย่ว์ฉิงเซียนต้องชะงักค้าง
“คุณหนูเย่ว์... บางสิ่งที่ตายไปแล้ว ก็มิได้หมายความว่ามันจะฟื้นคืนกลับมาในสภาพเดิมเสมอไป”
เขาขยับกายก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แม้ร่างกายจะสั่นเทาแต่กลับแฝงไปด้วยแรงกดดันที่ทำให้อากาศรอบข้างหนักอึ้งขึ้นอย่างกะทันหัน ในมือของเขามีเศษกิ่งไม้แห้งที่เขาหยิบติดมือขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แต่ในสายตาของเย่ว์ฉิงเซียน กิ่งไม้นั้นกลับดูคล้ายกับกระบี่เซียนที่ไร้ลักษณ์และคมกริบจนตัดผ่านได้แม้กระทั่งกาลเวลา
นางเบิกตากว้าง ความเย็นชาบนใบหน้าสลายไปสิ้น แทนที่ด้วยความตกตะลึงที่ไม่อาจซ่อนเร้น นางมองเห็นสิ่งที่ไม่มีใครในสำนักนี้มองเห็น... เขากำลังจะทำอะไรบางอย่างที่สั่นคลอนรากฐานของสำนักเมฆาคล้อยแห่งนี้
กระบี่กิ่งไม้ในมือของหลี่มู่เฉินชี้ตรงไปที่ฟ้า ก่อนที่เขาจะเอ่ยออกมาเพียงประโยคเดียว “นับจากนี้... สวรรค์ที่ลิขิตข้า จะต้องเป็นผู้ถูกลิขิตโดยวิถีกระบี่ของข้าเสียเอง”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับมหากาพย์บทใหม่นี้ด้วยกันนะครับ
ลั่วอสูรหมื่นภูผา
วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักจิตทวนสวรรค์•ตอนที่ 1
จิตวิญญาณคืนร่าง
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ สลักจิตทวนสวรรค์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
