ปลายดาบที่เย็นเยียบดั่งน้ำแข็งจากขั้วโลกกดลึกลงบนผิวเนื้อบริเวณลำคอจนสัมผัสได้ถึงหยดเลือดที่ค่อยๆ ซึมออกมาเป็นเส้นสายสีชาด ทว่าหลี่ซูเหยาหาได้สะทกสะท้าน ดวงตากลมโตคู่สวยที่แฝงไปด้วยประกายแห่งความฉลาดล้ำลึกยังคงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมกริบดุจพยัคฆ์ของเฉินอี้เฟยโดยไม่หลบเลี่ยง
“หากท่านอ๋องต้องการโลหิตของหม่อมฉัน ก็จงตวัดดาบลงมาให้ขาดในคราเดียว อย่าได้เสียเวลาถามคำถามที่ท่านรู้อยู่แก่ใจเลยเพคะ”
น้ำเสียงของนางราบเรียบ เย็นชา และเปี่ยมไปด้วยอำนาจที่แฝงมากับความสงบนิ่งที่หาได้ยากในสตรีทั่วไป เฉินอี้เฟยหรี่ตาลง รอยแผลเป็นที่หางคิ้วกระตุกวูบอย่างน่าเกรงขาม แรงกดจากปลายดาบลดลงเล็กน้อย ทว่าเขายังไม่ยอมลดอาวุธลง
“สตรีที่ควรจะหวาดกลัวจนตัวสั่น กลับมีดวงตาที่สงบนิ่งราวกับบึงน้ำลึก... เจ้าไม่ใช่หลี่ซูเหยาคนเดิมที่ข้าเคยรู้จัก” เขากระซิบ น้ำเสียงต่ำพร่าทว่าแฝงด้วยอันตราย “นางเป็นเพียงสตรีอ่อนแอที่ถูกกลั่นแกล้งในจวนหลังนี้มาตลอดสิบปี แล้วเจ้า... เป็นตัวอะไรกันแน่?”
ซูเหยาแค่นยิ้มที่มุมปาก มือเรียวสวยของนางค่อยๆ ยกขึ้นแตะที่คมดาบอย่างเชื่องช้า ท่ามกลางความตึงเครียดที่แทบจะหยุดหายใจของบ่าวไพร่ที่เหลืออยู่ “ในโลกที่ความเมตตามีค่าเท่ากับฝุ่นผง ท่านอ๋องคาดหวังให้นางรอดชีวิตมาได้อย่างไรหากปราศจากความแกร่งกร้าวนั้น ท่านต้องการรู้ว่าข้าเป็นใคร? งั้นลองพิจารณาดูว่า... การที่ข้ามีทักษะในการรักษาชีวิตท่านจากพิษร้ายที่แฝงอยู่ในร่างกายมานานปี มิใช่สิ่งที่พิสูจน์ได้ดีกว่าคำพูดหรือเพคะ?”
เฉินอี้เฟยชะงักไปครู่หนึ่ง กลิ่นอายสังหารรอบกายเขาจางลงเล็กน้อยเมื่อคำกล่าวของนางไปแตะต้องจุดเปราะบางในร่างกายของเขาที่ไม่มีใครล่วงรู้
ในวินาทีนั้นเอง เสียงฝีเท้าหนักๆ ของกลุ่มคนจากเรือนใหญ่ก็ดังใกล้เข้ามา ซูเหยาไม่รอช้า นางหยิบเข็มเงินที่ซ่อนไว้ในแขนเสื้อออกมาอย่างว่องไว ก่อนจะปักลงไปที่จุดชีพจรที่ลำคอของบ่าวรับใช้คนที่เพิ่งถูกสังหารไปเมื่อครู่—ไม่ใช่เพื่อชุบชีวิต แต่เพื่อกระตุ้นเส้นประสาทบางอย่างให้เลือดพุ่งกระฉูดออกมาเป็นจังหวะ ราวกับคนผู้นั้นกำลังจะฟื้นคืนชีพในสภาพที่น่าสยดสยอง
“คนตายไม่อาจฟื้นคืน แต่คนเป็นอาจต้องทนทุกข์กว่าตกนรกหากข้าต้องการ” นางกระซิบเสียงเย็น สายตาทอดมองร่างที่ไร้วิญญาณด้วยสายตาของศัลยแพทย์ผู้เยือกเย็น
ประตูเรือนถูกถีบเปิดออกโดยกลุ่มองครักษ์ของจวนอัครเสนาบดี หญิงชราผู้เป็นอนุภรรยาของบิดานางก้าวเข้ามาด้วยใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มจอมปลอม “เกิดอันใดขึ้นในเรือนร้างแห่งนี้! เหตุใดจึงมีกลิ่นคาวเลือดคลุ้งไปทั่ว!”
ซูเหยาหันกลับไปเผชิญหน้ากับนางด้วยท่าทีที่เปลี่ยนจากสตรีไร้ทางสู้กลายเป็นผู้คุมเกม นางปาดคราบเลือดบนนิ้วมืออย่างใจเย็น แววตาที่จ้องมองอนุภรรยาไม่ได้มีความหวาดกลัว แต่คือความสงสารที่แฝงไปด้วยความรังเกียจ
“ท่านแม่เลี้ยง... คืนนี้ข้าเพียงแค่จัดการ ‘หนอน’ ที่แอบขโมยของมีค่าในเรือนไปขายแลกสุรา แต่ดูเหมือนว่าคนของท่านจะมือหนักไปหน่อย ถึงขั้นตวัดดาบสังหารปิดปากคนตายไปเสียก่อนที่ข้าจะได้ความจริง” ซูเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงใสซื่อทว่าบาดลึก “แต่ดูเหมือนท่านดูจะร้อนรนเป็นพิเศษนะเพคะ หรือว่า... รอยเลือดที่เปื้อนชุดของท่านตอนนี้ มิใช่เลือดของบ่าวผู้นี้ แต่เป็นเลือดของ ‘ภารกิจ’ ที่ท่านสั่งให้เขาทำสำเร็จก่อนตาย?”
อนุภรรยาหน้าถอดสีทันควัน มือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อสั่นระริก สายตาของคนรอบข้างเริ่มหันไปมองรอยเปื้อนสีแดงที่ชายกระโปรงของนาง
ซูเหยาเดินเข้าไปใกล้ กลิ่นหอมจากเครื่องหอมราคาแพงบนตัวอนุภรรยาทำให้นางรู้ทันทีว่ามีส่วนผสมของ ‘ดอกกุหลาบเลือด’ ที่มีฤทธิ์กัดกร่อนผิวหนังหากสูดดมในปริมาณมาก... เป็นพิษที่นางคุ้นเคยเป็นอย่างดี
“ท่านดูเหนื่อยล้านะเจ้าคะ... บางที ข้าอาจต้องฝังเข็มปรับสมดุลเลือดลมให้ท่านเสียหน่อย เพื่อที่ท่านจะได้นอนหลับฝันดี... ฝันถึงวันที่ความจริงทั้งหมดจะถูกเปิดเผย”
ซูเหยาหยิบเข็มเงินอีกเล่มขึ้นมา หมุนวนในอากาศด้วยความชำนาญก่อนจะแตะเบาๆ ที่ไหล่ของอีกฝ่าย ทุกคนในห้องต่างกั้นหายใจ ความเงียบงันเข้าปกคลุมจนได้ยินเสียงลมหายใจที่สั่นสะท้านของอนุภรรยา
ทว่าในตอนนั้นเอง เฉินอี้เฟยที่ยืนสังเกตการณ์อยู่ในเงามืดก็ก้าวออกมา พร้อมกับวางกล่องไม้เก่าแก่ใบน้อยลงบนโต๊ะกลางห้อง เสียงกล่องกระทบไม้ดังกังวานราวกับเสียงประกาศิตแห่งความตาย
“ในเมื่อคุณหนูหลี่กล่าวเช่นนั้น เห็นทีข้าคงต้องขอเชิญท่านอัครเสนาบดีมาสนทนาเรื่องการดูแลคนในเรือนเสียหน่อยแล้ว” เฉินอี้เฟยเอ่ยพลางปรายตามองอนุภรรยาด้วยแววตาที่พร้อมจะบดขยี้ “และนี่คือจดหมายเหตุจากราชสำนัก... เกี่ยวกับการหายตัวไปของบรรณาการหลวง ที่มีคนรายงานว่าถูกนำมาซ่อนไว้ในจวนแห่งนี้”
ซูเหยามองกล่องใบนั้นด้วยหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะมั่นคง นี่คือจุดเริ่มต้นของการรื้อฟื้นอำนาจของนาง และการลากเอาคนในจวนนี้ลงสู่หลุมที่พวกเขาขุดไว้ให้ผู้อื่น
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่ก็ดังขึ้นจากด้านนอกประตู แสงคบเพลิงส่องสว่างวาบไปทั่วบริเวณ ตามด้วยเสียงขานรับของขันทีหลวง “พระราชโองการด่วน! ให้ท่านอ๋องเฉินอี้เฟย และคุณหนูหลี่ซูเหยา เข้าเฝ้าเป็นการส่วนพระองค์... ณ บัดนี้!”
ซูเหยาหันกลับมาสบตากับเฉินอี้เฟย ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่านี่ไม่ใช่โชคชะตาที่บังเอิญ แต่คือหมากกระดานที่ถูกเดินโดยมือที่มองไม่เห็นภายในวังหลวง
ท่ามกลางสถานการณ์ที่บีบคั้น รอยยิ้มของซูเหยากลับเหยียดกว้างขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นางก้มลงกระซิบข้างหูอนุภรรยาที่ตัวแข็งทื่อ “สิ่งที่ท่านกลัวที่สุด ไม่ใช่การตาย... แต่คือการถูกลืม... คืนนี้ เราจะได้รู้กันว่า ใครกันแน่ที่จะต้องไปอยู่ในที่ที่ไม่มีใครมองเห็นตลอดกาล”
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในเส้นทางแห่งอำนาจและเล่ห์กลกับซูเหยาในตอนนี้นะคะ พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ด้วยรักจากเมฆหมอกสีชมพูนะคะ
หัตถ์ศัลย์พลิกชะตา หงส์เหนือบัลลังก์เลือด•ตอนที่ 2
คมมีดที่ซ่อนอยู่ในรอยยิ้ม
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หัตถ์ศัลย์พลิกชะตา หงส์เหนือบัลลังก์เลือด นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
