เสียงหัวเราะทุ้มต่ำของศาสตราจารย์วาลเทอร์ยังคงก้องกังวานอยู่ในโสตประสาท ราวกับเศษแก้วที่บาดลึกเข้าไปในผนังหัวใจของเรย์ เลือดในกายของเด็กหนุ่มเย็นเฉียบลงในชั่วพริบตา ไม่ใช่ด้วยความหวาดกลัว แต่เป็นความตื่นตัวของนักล่าที่ตระหนักว่าตนเองกำลังก้าวเข้ามาในกรงขังที่ถูกออกแบบไว้อย่างประณีต
เบื้องหน้าของเขาทั้งสองคือห้องโถงใต้ดินทรงแปดเหลี่ยม ผนังหินแกรนิตสีดำสนิทถูกสลักทับด้วยวงแหวนเวทมนตร์ซ้อนกันนับร้อยชั้น แสงสีฟ้าอมม่วงกะพริบไหวเป็นจังหวะราวกับชีพจรของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์ กลิ่นอายของโอโซนและมานาที่ถูกบีอัดจนหนาแน่นทำให้การหายใจแต่ละครั้งฝืดเคือง
เอลาร่าก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว ปลายรองเท้าหนังของเธอสะดุดเข้ากับขอบศิลาเวทมนตร์ ใบหน้าที่เคยเชิดขึ้นด้วยความมั่นใจของทายาทตระกูลขุนนางบัดนี้ซีดเผือด ดวงตาสั่นระริกเมื่อมองแผ่นหลังของเรย์ที่ยังคงยืนหยัดตรงแน่ว
"คุณวาลเทอร์... นี่มันหมายความว่าอย่างไรคะ?" เสียงของเอลาร่าสั่นเครือเล็กน้อย แต่ยังคงไว้ซึ่งความพยายามที่จะควบคุมสถานการณ์ "หอคอยวิพากษ์เวทมนตร์เป็นสถานที่ศึกษาของสถาบัน ไม่ใช่ห้องทดลองส่วนบุคคลของท่าน!"
วาลเทอร์ค่อย ๆ หันกลับมา รอยยิ้มบนใบหน้าของเขายังคงนุ่มนวล ทว่าดวงตากลับไร้ซึ่งความรู้สึกใด ๆ ราวกับกำลังมองดูแมลงตัวหนึ่งใต้กล้องจุลทรรศน์ เขายกมือขึ้น แตะกรอบแว่นโลหะบางเฉียบ
"สถาบันการศึกษาหรือเด็กน้อย?" วาลเทอร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่ทรงอำนาจ "สถานที่แห่งนี้สร้างขึ้นมาเพื่อกรองเอาเศษเสี้ยวความรู้ที่ไร้ค่าออกไป เพื่อเฟ้นหาผู้ที่คู่ควรกับการก้าวข้ามขีดจำกัด แต่เจ้ารู้ไหมเอลาร่า... กฎเกณฑ์ของสถาบันมันล้าหลังเกินไป พวกเขาปิดกั้นความจริงที่ว่า เวทมนตร์ไม่ได้ถูกกำหนดโดยสายเลือด แต่มันถูกกำหนดด้วย ‘ตรรกะ’ ต่างหาก"
สายตาคมกริบของอาจารย์หนุ่มเบนมาที่เรย์ทันที
"และเจ้าเด็กคนนี้... เรย์ เจ้าคือความผิดพลาดที่งดงามที่สุด" วาลเทอร์ก้าวเข้ามาใกล้ ชายเสื้อคลุมสีเข้มสะบัดตามแรงเคลื่อนไหว "การที่เจ้าไม่สามารถรวบรวมมานาลงในคทาได้ ไม่ใช่เพราะเจ้าไร้ความสามารถ แต่เป็นเพราะจิตใจของเจ้าปฏิเสธที่จะยอมรับ ‘กรอบ’ ที่คนรุ่นก่อนสร้างขึ้น เจ้ามองเห็นโครงสร้างของมานาในระดับที่บริสุทธิ์เกินกว่าจะใช้ไม้เท้าไม้กายสิทธิ์โسโครกเหล่านั้นเป็นสื่อกลาง"
เรย์ไม่ได้ขยับเขยื้อน สมองของเขาหมุนวนด้วยความเร็วสูง วิเคราะห์ทุกตัวแปรในห้องนี้ วงแหวนเวทมนตร์บนพื้นไม่ได้มีไว้เพื่อกักขัง แต่มันคือ ‘ตัวกรอง’ ที่จะดึงเอาพลังงานมานารอบตัวให้ไหลมารวมกันที่จุดศูนย์กลาง ซึ่งก็คือตำแหน่งที่เขายืนอยู่
*ถ้าก้าวพลาดแม้แต่น้าวเดียว... ร่างกายจะถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ด้วยแรงดันมานาที่ล้นเกิน* เรย์คิดในใจอย่างสงบ นัยน์ตาสสีดำสนิทฉายแววคมปลาบ
"ท่านกำลังจะบอกว่า..." เรย์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขานิ่งสงบจนน่าประหลาดใจ "ท่านไม่ได้จับผมมาเพื่อลงโทษ แต่ท่านต้องการใช้ผมเป็น ‘ตัวนำสัญญาณ’ ในการทดลองเปิดประตูมิติวิพากษ์เวทมนตร์ที่สถาบันสั่งห้ามใช่ไหมครับ"
วาลเทอร์ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ฉลาดมาก... สมกับที่เป็นหัวข้อวิจัยอันดับหนึ่งของข้า น่าเสียดายที่ในความเป็นจริง เจ้าเป็นเพียงแค่ฟันเฟืองตัวเล็ก ๆ ที่อาจจะแหลกสลายไปในกระบวนการ"
พริบตานั้นเอง วาลเทอร์ดีดนิ้วเสียงดังสนั่น!
*เป๊าะ!*
วงแหวนเวทมนตร์สีม่วงเข้มใต้ฝ่าเท้าของเรย์และเอลาร่าพลันสว่างวาบขึ้นเป็นลำแสงพุ่งทะลุเพดาน แรงกดดันมหาศาลกดทับลงมาทันทีราวกับมีภูเขาขนาดย่อมโถมทับ เอลาร่ากรีดร้องออกมาเบา ๆ ก่อนที่เข่าทั้งสองข้างจะทรุดฮวบลงกับพื้นหิน ความเจ็บปวดจากการถูกบีบอัดของมานาทำให้ลมหายใจของเธอขาดห้วง
"เอลาร่า!" เรย์พยายามก้าวเข้าไปหาเธอ แต่ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยโซ่ตรำเหล็กกล้า แรงโน้มถ่วงในเขตอาคมนี้ถูกบิดเบือนจนผิดเพี้ยน
"อย่า... สนใจฉัน..." เอลาร่ากัดฟันแน่น ฝ่ามือจิกเข้ากับพื้นศิลาจนเล็บฉีกขาด เลือดสีแดงสดไหลซึมออกมาปะปนกับฝุ่นผง "หนีไป... เรย์...!"
"หนีงั้นหรือ? ในพื้นที่ปิดตายที่มีเกราะเวทมนตร์ระดับห้าคุ้มกันอยู่เนี่ยนะ?" วาลเทอร์หัวเราะเบา ๆ ในลำคอ ขณะที่เขายกแท่งคริสตัลสีขาวบริสุทธิ์ขึ้นมาจ่อตรงหน้า "จงภูมิใจเถิดเรย์ เจ้ากำลังจะได้เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติศาสตร์เวทมนตร์ครั้งยิ่งใหญ่"
ลำแสงสีขาวจากคริสตัลพุ่งเข้าหากลุ่มก้อนมานาเบื้องหน้า เรย์ยืนอยู่ท่ามกลางพายุมานาที่หมุนวนเป็นเกลียวคลื่น อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวจนมองเห็นภาพสะท้อนเป็นคลื่นน้ำ ความร้อนแผดเผาผิวหนังจนแสบร้อน และที่สำคัญที่สุด... คทาเวทมนตร์ของเขาไม่ได้อยู่กับตัว เขาไม่มีสื่อนำเวทมนตร์ใด ๆ ทั้งสิ้นตามกฎเกณฑ์สามัญของโลกใบนี้!
ตามตำราเวทมนตร์ทุกเล่มบนทวีปนี้ การจะสร้างอาคมขึ้นมาได้ จำเป็นต้องมีสื่อกลางสามอย่าง:
1. มานาภายในร่างกาย
2. วงแหวนเวทมนตร์หรือคาถาบริบท
3. สื่อนำภายนอก (เช่น คทา ไม้เท้า หรืออัญมณี)
แต่ทว่า... ในวินาทีที่ความกดดันพุ่งถึงขีดสุด สมองของเรย์กลับปลอดโปร่งอย่างประหลาด เสียงคำนวณของตรรกะเวทมนตร์ดังขึ้นในหัวราวกับเสียงเฟืองจักรกลที่เข้าล็อกกันอย่างสมบูรณ์แบบ
*ถ้าไม่มีสื่อนำภายนอก... แล้วทำไมเราต้องใช้มันตั้งแต่แรก?*
ดวงตาของเรย์เบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ภาพของเส้นสายมานาที่ลอยเคว้งคว้างอยู่ในอากาศปรากฏชัดเจนขึ้นในหัว มันไม่ใช่พลังงานที่ไร้ระเบียบ แต่มันคือ ‘ตัวเลข’ และ ‘สมการ’ ที่ร้อยเรียงกันอยู่ทั่วทุกอณูของห้องนี้
เรย์หลับตาลงชั่วพริบท่ามกลางพายุมานาที่บ้าคลั่ง มือขวาของเขายกขึ้นช้า ๆ ปลายนิ้วเรียวยาวชี้ออกไปในอากาศว่างเปล่า โดยไม่มีคทา ไม่มีอัญมณี และไม่มีแม้แต่การร่ายคาถา
วาลเทอร์ที่กำลังควบคุมแท่งคริสตัลชะงักกึก รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างเมื่อเห็นท่าทีที่ผิดมนุษย์มนาของเด็กหนุ่ม "เด็กนี่... มันกำลังทำอะไร? สติหลุดไปแล้วหรือไร?"
แต่เอลาร่าที่เงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาพร่ามัว กลับเห็นภาพที่ทำให้หัวใจของเธอหยุดเต้น
ที่ปลายนิ้วของเรย์... อากาศธาตุรอบตัวเริ่มบิดเบี้ยว!
ไม่มีเสียงร่ายคาถา ไม่มีวงแหวนเวทมนตร์ที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า มีเพียงปลายนิ้วที่เคลื่อนไหวราวกับปลายปากกาของจิตรกรเอกที่กำลังวาดลวดลายลงบนผืนผ้าใบแห่งความว่างเปล่า เส้นสายแสงสีครามบริสุทธิ์ถูกลากขึ้นกลางอากาศด้วยความเร็วและแม่นยำอย่างน่าเหลือเชื่อ ทุกเส้นโค้ง ทุกมุมเหลี่ยม และทุกจุดตัด ถูกคำนวณมาอย่างสมบูรณ์แบบตามกฎตรรกะเวทมนตร์ระดับสูงที่แม้แต่ศาสตราจารย์ในสถาบันยังต้องใช้เวลาแรมเดือนในการร่าง
"เป็นไปไม่ได้...!" วาลเทอร์อุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่เริ่มสั่นพร่า สีหน้าที่เคยเย่อหยิ่งแปรเปลี่ยนเป็นความตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด "นั่นมัน... การวาดอักขระเวทสดในอากาศโดยไม่มีสื่อนำ!? มนุษย์เราไม่มีทางมีปริมาณมานาบริสุทธิ์และประสาทสัมผัสที่ละเอียดอ่อนขนาดนั้น!"
*ฟรึบ! ฟรึบ!*
เสียงกรีดของอากาศดังขึ้นเบา ๆ ทุกครั้งที่ปลายนิ้วของเรย์ลากผ่าน อักขระโบราณนับร้อยตัวสว่างวาบขึ้นกลางห้วงอากาศ ยึดโยงเข้าหากันจนกลายเป็นโครงสร้างเรขาคณิตสามมิติที่ซับซ้อนและทรงพลังเกินกว่าจินตนาการ แรงกดดันของห้องทดลองที่เคยกดทับพวกเขากลับถูกผลักดันออกไปในพริบตา ราวกับพายุที่ถูกสยบด้วยกฎเกณฑ์ที่เหนือกว่า
เรย์ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิทคู่นั้นสะท้อนแสงเรืองรองของอักขระเวทที่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศรอบตัวเขา รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไม่ได้มีความเย่อหยิ่ง แต่เต็มไปด้วยความมั่นใจอันเปี่ยมล้นของคนที่ค้นพบความจริงของจักรวาล
"ศาสตราจารย์ครับ..." เสียงของเรย์ดังชัดเจน ท่ามกลางความเงียบงันที่เข้าปกคลุมห้องทดลอง "ท่านบอกว่าผมเป็นตัวแปรของการทดลองสินะครับ"
เรย์สะบัดปลายนิ้วเบา ๆ อักขระเวทนับร้อยตัวกลางอากาศพุ่งเข้าประสานกัน เกิดเป็นเสียงคำรามต่ำ ๆ ที่สั่นสะเทือนไปถึงรากฐานของหอคอย
"งั้นเรามาลองดูบทวิเคราะห์ของ ‘ตัวแปร’ ตัวนี้กันดีกว่า... ว่ามันจะทำลายห้องทดลองของท่านให้พังพินาศได้ในกี่วินาที"
*เปรี้ยง—!*
สิ้นเสียงคำประกาศของเรย์ ลำแสงสีครามบริสุทธิ์สายหนึ่งก็พุ่งทะยานออกจากอักขระกลางอากาศ พุ่งตรงเข้าหากลุ่มก้อนมานาของวาลเทอร์อย่างแม่นยำ ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนที่การปะทะครั้งใหญ่จะเกิดขึ้น แรงระเบียบจากอักขระเวทที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์สถาบันกลับสะท้อนภาพบางอย่างออกมาจากกระจกมิติเบื้องหลัง...
ภาพของเงาร่างปริศนาในชุดคลุมสีดำสนิทที่กำลังยืนกอดอกมองเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่หลังกำแพงเวทมนตร์ พร้อมกับเสียงกระซิบอันคุ้นเคยที่ดังขึ้นโดยตรงในโสตประสาทของเรย์—
*[ ตรวจพบการใช้งานอักขระไร้สายระดับสมบูรณ์แบบ ปลดล็อกเงื่อนไขลับ: ยินดีต้อนรับสู่บททดสอบที่สองของผู้สืบทอดแห่งบรรพกาล... ดร. โซโลมอน ]*
---
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและไขปริศนาไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ!
- อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
เซียนอักขระไร้สาย กับ หอคอยวิพากษ์เวทมนตร์•ตอนที่ 2
รหัสลับในอากาศ
ผลงานโดย อาร์เธอร์มนตราสวรรค์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อาร์เธอร์มนตราสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนอักขระไร้สาย กับ หอคอยวิพากษ์เวทมนตร์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
