ดวงตาวาวโรจน์คู่นั้นของธันวาไม่ได้บ่งบอกถึงความผิดพลาดในอดีตเลยแม้แต่น้อย มันคือความดุดันของนักล่าที่ถูกหยามเกียรติ เมื่อเชฟขนมหวานหน้าใหม่ผู้ไร้ที่มากล้าดียังไงถึงวางจานขนมเบื้องหน้าเขา—ชายผู้กุมชะตากรรมของตลาดอสังหาริมทรัพย์และเครือโรงแรมยักษ์ใหญ่ทั่วประเทศ
ธันวาหันขวับไปมองหน้าอีกฝ่าย ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความโกรธเกรี้ยวที่พุ่งทะลุขีดจำกัดทันที
"คุณเล่นเกมอะไรอยู่ เชฟริน" เสียงทุ้มต่ำลอดไรฟัน เอ่ยชื่อเธอออกมาด้วยความเคียดแค้นระคนแปลกใจ
บรรยากาศในห้องรับรองวีไอพีของงานกาล่าดินเนอร์การกุศลพลันเย็นยะเยือกขึ้นมาทันตาเห็น แขกเหรื่อรอบข้างต่างถอยร่นออกห่างเมื่อสัมผัสได้ถึงรังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากร่างสูงใหญ่ของประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่ง ทว่ารินลดา—หญิงสาวในชุดเดราเข้ารูปสีดำสนิท ไหล่เปลือยเนียนละเอียดและแววตานิ่งสงบราวน้ำลึก—กลับไม่มีอาการสะทกสะท้านแม้แต่น้อย เธอยืนประสานมือไว้เบื้องหน้า รอยยิ้มที่มุมปากช่างบางเบาและเยือกเย็นจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ
"ดิฉันไม่ได้เล่นเกมค่ะ ท่านประธานธันวา" รินลดาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าชัดถ้อยชัดคำ "ดิฉันแค่ทำหน้าที่ของเชฟ... ส่งมอบ 'เมนูที่ไร้ชื่อ' ให้กับแขกคนสำคัญที่สุดของงาน เพื่อให้ลิ้มรสชาติที่ท่านอาจจะ... ลืมเลือนไปแล้ว"
เบื้องหน้าของธันวาบนโต๊ะหินอ่อน คือจานเซรามิกสีดำสนิทที่ขับเน้นให้ชิ้นขนมเบเกอรี่สีขาวนวลโดดเด่นสะดุดตา มันคือเค้กมูสวานิลลาสีขาวบริสุทธิ์ ตกแต่งด้วยน้ำตาลไอシングสีเงินระยิบระยับคล้ายเกล็ดน้ำแข็ง ทว่าสิ่งที่ทำให้ธันวาชะงักค้างไปชั่วขณะจนลมหายใจสะดุด คือกลิ่นอายและส่วนประกอบเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่บนจาน
กลิ่นหอมหวานของวานิลลามาดากัสการ์ผสมผสานกับกลิ่นจางๆ ของ... ดอกมะลิซ้อน และที่ใจกลางชิ้นเค้ก มีหยดซอสราสเบอร์รี่สีแดงฉานราวกับหยดเลือด แทรกตัวอยู่ภายในเนื้อเค้กสีขาวบริสุทธิ์ ราวกับรอยแผลเป็นที่ถูกซ่อนไว้ใต้ผิวผ้าไหมราคาแพง
ภาพความทรงจำเมื่อห้าปีก่อนพรั่งพรูเข้ามาในหัวของธันวาอย่างไม่ทันตั้งตัว...
*ห้องครัวเพนท์เฮوسต์หรูหราในคืนที่ฝนตกกระหน่ำ รินลดายืนตัวสั่นเทาอยู่หน้าเค้กวันเกิดก้อนแรกและก้อนเดียวที่เธอตั้งใจทำมันด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตา เพื่อฉลองวันครบรอบแต่งงานปีแรกที่ไร้ความหมาย เธอยื่นเค้กวานิลลาสอดไส้ราสเบอร์รี่เปรี้ยวอมหวานให้เขา ด้วยความหวังว่าความอบอุ่นจากของหวานฝีมือเธอจะละลายความเย็นชาในหัวใจสามีได้บ้าง*
*แต่สิ่งที่เธอได้รับกลับมา คือคำพูดเชือดเฉือนที่ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาท*
*"ไร้สาระ ริน... ผมไม่มีเวลามาเล่นขายของแบบนี้หรอกนะ คุณก็รู้ว่าผมเกลียดกลิ่นเลี่ยนๆ ของพวกนี้แค่ไหน" ธันวาในอดีตปัดมือปฏิเสธอย่างไม่ใยดี จนจานเค้กหล่นลงแตกกระจายบนพื้นพรม หยดซอสสีแดงฉานไหลนองราวกับคราบเลือด ขณะที่ภรรยาตัวน้อยได้แต่มองตามด้วยดวงตาแดงก่ำที่ไร้ซึ่งเสียงสะท้อน*
ดวงตาคมกริบของธันวาเงยขึ้นสบตากับหญิงสาวตรงหน้าอีกครั้ง หัวใจของเขาเต้นรัวผิดจังหวะ ไม่ใช่ด้วยความเสน่หา แต่เป็นความตื่นตระหนกที่แล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ผู้หญิงคนนี้... เชฟระดับปรมาจารย์ที่กวาดรางวัลมาแล้วทั่วทวีปยุโรปภายใต้นามแฝง 'Rin' แท้จริงแล้วคือผู้หญิงคนเดียวกับภรรยาไร้ค่าที่เขาเคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีจนแหลกสลาย แล้วทิ้งใบหย่าไว้ให้เซ็นเมื่อสี่ปีก่อนอย่างนั้นหรือ!
"คุณ..." ธันวาเค้นเสียงลอดไรฟัน มือหนากำเข้าหากันแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน "คุณกล้าดี..."
"ดิฉันทำไมหรือคะ?" รินลดาเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัวหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความว่างเปล่าที่ทรงพลังยิ่งกว่ากำแพงเหล็ก "หรือว่ารสชาติของมัน ทำให้ท่านประธานนึกถึงเรื่องไม่น่าจดจำบางอย่างเข้า?"
คีย์ ซึ่งยืนกอดอกพิงเสาห่างออกไปไม่ไกล ส่งยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันให้ศัตรูทางธุรกิจและหัวใจ เจ้าของร้านเบเกอรี่คู่แข่งรายใหญ่ส่งสายตาสนับสนุนมาให้รินลดาเต็มที่ เขารู้ดีว่าสิ่งที่รินลิดากำลังทำอยู่นั้นไม่ใช่แค่การแก้แค้นตื้นเขิน แต่มันคือการขุดหลุมฝังศพความเย่อหยิ่งของธันวาด้วยมือของเธอเอง
ธันวากลืนก้อนความโกรธลงคออย่างยากลำบาก เขาจ้องมองชิ้นเค้กนั้นราวกับมันคืองูพิษที่พร้อมจะฉกกัด มือหนายื่นออกไปหยิบช้อนสแตนเลสเนื้อดีอย่างช้าๆ ราวกับถูกสะกดจิต สายตายังคงไม่ละไปจากใบหน้าเรียุบเฉยและเย่อหยิ่งของอดีตภรรยา
เขากดปลายช้อนลงบนเนื้อเค้กสีขาวบริสุทธิ์ เนื้อเค้กยุบตัวลงอย่างนุ่มนวล ก่อนที่ซอสราสเบอร์รี่สีแดงสดจะทะลักเอ่อขึ้นมาเคลือบผิวช้อน ราวกับภาพสะท้อนของความผิดบาปที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาจากก้นบึ้งของจิตสำนึก
ธันวาตักมันเข้าปาก...
รสชาติแรกที่สัมผัสคือความหวานนุ่มละมุนของวานิลลาชั้นดี ตามมาด้วยกลิ่นหอมละมุนของดอกมะลิที่ให้ความรู้สึกสงบ ทว่าทันทีที่เคี้ยวผ่านไป ชิ้นเนื้อราสเบอร์รี่ซ่อนรูปกลับระเบิดความเปรี้ยวจี๊ดจ๊าดบาดลึกเข้ามาในต่อมรับรส รสชาติที่ทั้งหวาน ละมุน และเจ็บปวดในคราวเดียว—รสชาติเดียวกับเค้กในคืนวันนั้น... คืนที่เขาผลักไสผู้หญิงคนนี้ออกไปจากชีวิตอย่างไร้เยื่อใย
ร่างสูงชะงักงัน ลมหายใจของนักธุรกิจผู้ไม่เคยพ่ายแพ้สะดุดกึก ดวงตาคมเข้มเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยเมื่อความขมปร่าแล่นพล่านขึ้นมาจุกที่ลำคอ ไม่ใช่เพราะรสชาติของขนม แต่อำนาจแห่งความทรงจำที่ถูกปลุกเร้ามันกำลังบดขยี้ความเย่อหยิ่งของเขาให้แหลกละเอียดเป็นจุล
"อร่อยไหมคะ..." เสียงหวานใสเอ่ยกระซิบแผ่วเบา ชิดริมฝีปากของเขาจนธันวาสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นๆ รินลดาก้มตัวลงมาเล็กน้อย ดวงตาสีเข้มคู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา ราวกับจะค้นหาเศษซากของความสำนึกผิดที่เคยหล่นหาย "หรือว่ามันฝาดคอ... จนกลืนไม่ลงเหมือนความจริงในอดีตกันแน่คะ?"
ความเงียบเข้าปกคลุมรอบตัวเขาทั้งสองชั่วขณะ ธันวารู้สึกราวกับถูกตบหน้าฉาดใหญ่กลางฝูงชน ความรู้สึกผิดที่เขาพยายามกลบฝังไว้ใต้กองงานและอำนาจเงินตราตลอดหลายปีที่ผ่านมา บัดนี้มันกลับพรั่งพรูขึ้นมาทวงถามความยุติธรรมอย่างสาสม เขาอ้าปากพยายามจะเอ่ยบางอย่าง—คำแก้ตัว คำขอโทษ หรือแม้แต่คำประณาม—ทว่าลำคอกลับตีบตัน ไร้ซึ่งเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมา
รินลดาแค่นหัวเราะเบาๆ ในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง เธอยืดตัวขึ้นเต็มความสูง จัดเสื้อผ้าให้เข้ารูปอย่างสง่างาม ก่อนจะหันหลังเตรียมก้าวเดินจากไป โดยไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบจากชายหนุ่มผู้กำลังนั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเก้าอี้
"เดี๋ยวก่อน... ริน!"
ธันวาผุดลุกขึ้นคว้าข้อมือเรียวเล็กไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ แรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่เต็มไปด้วยความสั่นเทราที่เขาเองก็ไม่อาจควบคุมได้ ดวงตาคมกริบแดงก่ำด้วยอารมณ์ที่ปะปนกันจนแยกไม่ออก ระหว่างความโกรธ ความเจ็บปวด และ... ความโหยหาที่เพิ่งตื่นรู้
รินลดาหยุดเดิน เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ หันกลับมามองข้อมือตัวเองที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยมือของเขา จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นสบตาอดีตสามีด้วยแววตาที่เยียบเย็นเสียยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลก
"กรุณาปล่อยมือด้วยค่ะ ท่านประธานธันวา..." รินลดาเอ่ยเสียงเรียบ ทว่าเฉียบขาดทุกพยางค์ "ถ้าไม่อยากให้ดิฉันฟ้องร้องข้อหาล่วงเกินพนักงานในความดูแล... และถ้าไม่อยากให้อดีตอันน่าสมเพชของคุณถูกขุดคุ้ยลงหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์เศรษฐกิจพรุ่งนี้เช้า"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวนิดใบมีดโกนที่กรีดลงบนแผลเดิม ธันวาสะดุ้งเฮือก มือที่กุมข้อมือเธอไว้คลายออกอย่างไร้เรี่ยวแรง ราวกับถูกสายฟ้าฟาดเข้าที่กลางใจ เขามองใบหน้างดงามที่ไร้ซึ่งเยื่อใยนั้นด้วยความรู้สึกเหมือนคนกำลังจะจมน้ำตาย รินลดาถอนข้อมือออกอย่างง่ายดาย สะบัดชายกระโปรงน้อยๆ ก่อนจะก้าวเดินจากไปอย่างผู้ชนะ โดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลยแม้แต่น้อย
ธันวายืนหายใจหอบถี่อยู่ลำพังท่ามกลางความเงียบงันของห้องรับรอง สายตายังคงจับจ้องตามร่างบางที่ลับตาไป หัวใจในอกเต้นกระหน่ำรัวราoจะทะลุออกมานอกอก ความพ่ายแพ้ครั้งแรกในชีวิตนักธุรกิจหมื่นล้านกำลังสอนให้เขารู้ซึ้งถึงคำว่า 'กรรมสนอง' อย่างแท้จริง
ทว่า... ในวินาทีที่เขากำลังจะทรุดตัวลงนั่งด้วยความหมดแรง เสียงฝีเท้าคู่เล็กๆ ของเด็กน้อยคนหนึ่งก็วิ่งเตาะแตะเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าเขา พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอ่ยทักทายขึ้นอย่างไร้เดียงสา
"คุณน้าขา... แม่รินบอกว่า ให้เอาบิลค่าขนมมาวางไว้ตรงนี้ค่ะ"
ธันวาชะงักก้าง รีบก้มมองเด็กหญิงตัวน้อยวัยราวๆ สี่ขวบ ดวงตากลมโตแก้มป่อง และรอยยิ้มพิมพ์ใจที่ถอดแบบมาจากรินลดาไม่มีผิดเพี้ยน... แต่ที่ทำให้หัวใจของธันวาดับวูบลงไปถึงตาตุ่ม คือโครงหน้า คิ้วเข้ม และแววตาคู่นั้น—มันคือเงสะท้อนของตัวเขาเองในวัยเด็ก ราวกับส่องกระจกเงาไม่มีผิดเพี้ยน!
---------------------------------------------
*ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปในความหวานซ่อนแค้นนี้กับรินลดานะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ - เมฆหมอกสีชมพู*
เชฟขนมหวานกับผู้บริหารไร้หัวใจ•ตอนที่ 7
เมนูที่ไร้ชื่อ
ผลงานโดย เมฆหมอกสีชมพู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมฆหมอกสีชมพู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟขนมหวานกับผู้บริหารไร้หัวใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!