ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า•ตอนที่ 36

รวมพลังพิทักษ์ยุทธภพ

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
"มติของพันธมิตรห้าสำนักใหญ่... บัดนี้ไร้ซึ่งความหมายแล้วกระมัง?" เสียงทุ้มต่ำดังก้องกังวาน ทลายความเงียบงันภายในห้องโถงลับแห่งหุบเขากระบี่สวรรค์ลงอย่างสิ้นเชิง เมฆหมอกสีนิลที่ปกคลุมอยู่ภายนอกหน้าต่างบานแกะสลักถูกแรงกดดันจากลมปราณมหาศาลปั่นป่วนจนแตกกระจาย กลายเป็นละอองหมอกสีขาวโพลนที่ร่วงหล่นราวกับหิมะกลางฤดูร้อน จ้าวเฟยหงประทับนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้จันทน์แดงด้วยท่าทีเยือกเย็น ดวงตาสีดำสนิทคู่นั้นลึกล้ำดั่งห้วงมหาสร้างดาว ภายในแววตาหาได้มีความตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในยุทธภพแม้แต่น้อย เบื้องหน้าของเขาคือแผนที่หนังมังกรที่ถูกกางออก เผยให้เห็นค่ายกลและเส้นทางการเคลื่อนไหวของเหล่าผู้วิโชติจากเก้าชั้นฟ้าที่เริ่มแปรพักตร์ หลี่มู่เหยา ยืนสง่างามอยู่เคียงข้างร่างของชายหนุ่ม นางสวมชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์ราวกับเทพเซียนหลุดออกมาจากภาพวาด กระบี่วิเศษประจำกายส่งเสียงหึ่งๆ คล้ายรับรู้ถึงจิตสังหารที่แผ่พ่านออกมาจากภายนอก มือเรียวดั่งลำหยกยกขึ้นรินชาสมุนไพรลงในถ้วย กลิ่นหอมกรุ่นของโอสถทิพย์ฟุ้งกระจายกลบกลิ่นอายเลือดที่ลอยมาตามสายลม "มู่เฉิน... มันมิได้แค่ต้องการครอบครองยุทธภพเบื้องล่าง แต่มันกำลังเดินหมากเพื่อทำลายรากฐานการบำเพ็ญเพียรของบรรพจารย์ในอดีต" หลี่มู่เหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทุกพยางค์กลับเต็มไปด้วยความเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี นางชำเลืองมองจ้าวเฟยหงด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ยิ่งเวลาผ่านไปนางยิ่งตระหนักว่า บุรุษผู้นี้ที่คนทั่วหล้าเคยตราหน้าว่าเป็นศิษย์สวะ แท้จริงแล้วแบกรับความลับและชะตากรรมอันยิ่งใหญ่เกินกว่าผู้ใดจะจินตนาการ "ปล่อยให้มันเดินหมากไปเถอะครับ มู่เหยา" จ้าวเฟยหงแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มนั้นแฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันต่อฟ้าดิน "หมากบนกระดานยิ่งเดินมากเท่าไหร่ ช่องโหว่ก็ยิ่งปรากฏชัดเจนมากขึ้นเท่านั้น การเมืองยุทธภพในยามนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับโคลนตม ยิ่งดิ้นยิ่งจมดิ่งลงไป การที่สำนักใหญ่วิหคเพลิงและพรรคอัคคีทมิฬประกาศแปรพักตร์ไปเข้า1ร่วมกับมู่เฉิน หาใช่ภัยพิบัติ... แต่เป็นโอกาสที่เราจะได้กวาดล้างพวกมันให้สิ้นซากในคราเดียวต่างหาก" สิ้นคำพูด ประตูก็ถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง พลังปราณสายหนึ่งพุ่งทะยานเข้ามาพร้อมกับร่างของผู้อาวุโสแปดแห่งสำนักกระบี่สวรรค์ สภาพของเขาในยามนี้สะบักสะบอม เสื้อผ้าขาดวิ่นด้วยรอยกระบี่ มีเลือดไหลซึมออกมาจากมุมปาก ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวสุดขีด "เรียน... เรียนท่านประมุขน้อย... และคุณชายจ้าว! แย่แล้วครับ! กองกำลังผสมของมู่เฉินนำโดยยอดฝีมือขอบเขตสวรรค์ขั้นเก้าสามคน บุกทะลวงค่ายกลชั้นนอกเข้ามาแล้ว พวกมันประกาศว่าหากไม่ยอมส่งมอบคัมภีร์โอสถบรรพกาลและคุกเข่าสინราบคาบภายในหนึ่งก้านธูป สำนักกระบี่สวรรค์จะถูกลบชื่อออกจากแผนทวีปหล้า!" บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเย็นเยียบลงอีกหลายเท่าตัว หลี่มู่เหยาไม่แม้แต่จะชายตามองผู้อาวุโสที่กำลังตื่นตระหนก นางเพียงแต่วางถ้วยชาลงบนโต๊ะเบาๆ เสียงกระทบกันของกระเบื้องเคลือบกังไสกับไม้จันทน์ดังชัดเจนท่ามกลางความเงียบ นางหันไปสบตากับจ้าวเฟยหง สายตานั้นสื่อความหมายอย่างชัดเจน— *ถึงเวลาที่คมกระบี่จะได้ลิ้มรสเลือดแล้วสินะครับ?* จ้าวเฟยหงลุกขึ้นช้าๆ ร่างกายของเขาแผ่กลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวออกมาโดยไร้การควบคุม ละอองปราณสีทองจางๆ ลอยวนเวียนอยู่รอบกายราวกับมังกรเพลิงที่กำลังตื่นจากการจำศีลพันปี ในอดีตชาติเขาถูกหักหลังและเหยียบย่ำโดยมู่เฉินและเหล่าเซียนผู้ทรยศ มาในชาตินี้... หนี้เลือดครานั้น ถึงเวลาต้องทวงคืนทีละต้นทุน "พวกมันคงคิดว่า ข้าในยามนี้ยังคงเป็นศิษย์สวะผู้ไร้หนทางสู้อยู่กระมัง" จ้าวเฟยหงกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยจิตสังหารที่สามารถทำให้ดวงดาวบนท้องฟ้าดับดึงลงได้ในพริบตา "ในเมื่อพวกมันอยากเห็นพลังที่แท้จริงนัก เราก็จงออกไปต้อนรับแขกผู้มาเยือนเหล่านี้ด้วยบทเพลงแห่งกระบี่และโอสถที่พวกมันไม่มีวันลืมก็แล้วกันครับ" เขาก้าวเดินนำหน้าออกไปอย่างมั่นคง ทุกย่างก้าวที่ประทับลงบนพื้นศิลา เกิดเป็นอักขระโบราณสีทองเรืองแสงจางๆ ใต้ฝ่าเท้า หลี่มู่เหยากำด้ามกระบี่ในมือแน่น นางก้าวตามหลังเขาไปติดๆ แผ่นหลังของบุรุษผู้นี้ในยามนี้คือกำแพงที่มั่นคงที่สุดในใต้หล้า ต่อให้เบื้องหน้าคือมหาภัยพิบัติที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง นางก็พร้อมจะเคียงข้างเขา ฟันฝ่าอุปสรรคไปให้ถึงปลายทางแห่งเซียน เมื่อทั้งสองก้าวพ้นประตูห้องโถงสู่ลานกว้างเบื้องหน้า ภาพที่ปรากฏคือท้องฟ้ายามค่ำคืนที่ถูกย้อมด้วยสีแดงฉานจากเปลวเพลิง กองกำลังนับหมื่นชีวิตยืนล้อมรอบพื้นที่ไว้อย่างแน่นหนา ตรงกลางลานประลองปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดคลุมสีทองปักลายมฆา เมฆหมอกรอบกายหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง มู่เฉินยืนอยู่บนแท่นศิลาด้วยท่าทีหยิ่งผยอง สายตาทอดมองลงมายังจ้าวเฟยหงด้วยความเหยียดหยันและสมเพช "จ้าวเฟยหง... ในที่สุดเจ้าก็กล้าโผล่หัวออกมาสุนัขจนตรอกเช่นเจ้า คิดไม่ถึงเลยว่าต่อให้ผ่านไปกี่ภพกี่ชาติ เจ้าก็ยังคงเป็นได้แค่มดปลวกที่รอวันถูกเหยียบย่ำอยู่ดี!" เสียงหัวเราะเยาะของมู่เฉินดังสะท้อนไปทั่วหุบเขา เรียกเสียงกบร้องและเสียงฮึกเหิมจากกองกำลังนับหมื่นให้ดังกระหึ่ม จ้าวเฟยหงหยุดเดิน เขาสบตากับศัตรูคู่อาฆาตในอดีต รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏขึ้นที่มุมปาก มือขวาแบออกเบื้องหน้า ชั่วพริบตานั้น... เม็ดยาโอสถสีดำสนิทเม็ดหนึ่งก็ปรากฏขึ้นบนฝ่ามือของเขา มันหาใช่โอสถธรรมดา แต่เป็น "โอสถสลายวิญญาณเก้าสวรรค์" ที่เขาเพิ่งปรุงสำเร็จในค่ำคืนนี้ "มู่เฉิน... เจ้าเข้าใจผิดไปอย่างหนึ่งแล้วครับ" จ้าวเฟยหงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงกังวานใสที่ดังชัดเจนในโสตประสาทของทุกคน "มดปลวกที่เจ้าว่า... ในยามนี้ถือครองลิขิตฟ้าดินทั้งหมดในมือแล้ว... และของขวัญชิ้นแรกที่ข้าจะมอบให้เจ้าในฐานะสหายเก่า ก็คือการส่งวิญญาณของเจ้ากลับคืนสู่ห้วงนรกอเวจี!" สิ้นคำพูดของจ้าวเฟยหง เม็ดยาโอสถบนฝ่ามือก็ระเบิดออกเป็นละอองแสงสีม่วงเข้ม ท้องฟ้าเหนือหุบเขากระบี่สวรรค์พลันมืดครึ้มลงทันที เสียงคำรามของสายฟ้าฟาดผ่าลงมาจากสรวงสวรรค์อย่างไร้ที่มา แรงกดดันระดับขอบเขตมหาเทพที่ถูกผนึกไว้ในโอสถเม็ดเดียวกระจายตัวออกราวกับคลื่นสึนามิ บดขยี้กองกำลังนับหมื่นให้ทรุดฮวบคุกเข่าลงกับพื้นพร้อมกันในพริบตาเดียว! มู่เฉินที่เคยยืนหยัดอย่างองอาจ ใบหน้าพลันเปลี่ยนเป็นสีซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด เมื่อเงาร่างสีดำมหึมาปรากฏขึ้นเบื้องหลังจ้าวเฟยหง—เงาร่างของมหาราชาโอสถผู้ไร้พ่ายที่กลับชาติมาเกิดเพื่อทวงบัลลังก์! -------------------------------------------------- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและยืนหยัดเคียงข้างวิถีกระบี่นี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ศิษย์สวะผู้นี้... จะสยบเซียนทั้งเก้าชั้นฟ้าให้คุกเข่า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%