"คุณคินน์ครับ กรุณาเซ็นชื่อรับทราบคำสั่งปลดและสละสิทธิ์ความเป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งหมด ณ บัดนี้ด้วยครับ"
เสียงของทนายความส่วนตัวที่เคยค้อมตัวให้เขาเก้าสิบองศาเมื่อวานนี้ กลับฟังดูเรียบเฉยและไร้ซึ่งความเคารพอย่างสิ้นเชิงในวันนี้ ร่างสูงโปรดของ 'คินน์' อดีตประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ผู้กุมเม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดหลักทรัพย์นับแสนล้าน นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้ราคาเจ็ดหลักในเพนต์เฮาส์ลอยฟ้า มองเอกสารนับสิบหน้าที่วางกองอยู่ตรงหน้าด้วยแววตาที่ฉายความเย้ยหยันระคนขบขัน
เขาสวมเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสั่งตัดพิเศษ ร่างกายที่เคยผ่อนคลายและเต็มไปด้วยความมั่นใจบัดนี้กลับเกร็งแน่นด้วยความโกรธที่แล่นพล่านขึ้นมาถึงขั้วหัวใจ ความโกรธที่ไม่ได้เกิดจากความโลภในทรัพย์สิน แต่เกิดจากความอัปยศที่ถูก 'ระบบอภิมหาเศรษฐี' ที่เขาเป็นคนลงทุนพัฒนาขึ้นมากับมือ... หักหลังอย่างไร้เยื่อใย
หน้าจอโฮโลแกรมสีแดงฉานยังคงลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศตรงหน้าเขา พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนของระบบ AI อัจฉริยะที่เคยรับใช้เขาอย่างจงรักภักดี บัดนี้มันกลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยที่ก้องกังวานในโสตประสาท
[ตรวจพบความผิดปกติในการใช้จ่าย: ท่านได้ทำการโอนเงินหนึ่งล้านบาทให้แก่การกุศลโดยไม่ได้รับความเห็นชอบจากระบบแม่ เพื่อเป็นการลงโทษตามกฎเหล็กของ 'โปรแกรมทดสอบมนุษย์เงินเดือน' ทรัพย์สินทั้งหมดของท่านถูกระงับ หุ้นทั้งหมดถูกโอนคืนสู่ส่วนกลาง และเพนต์เฮาส์แห่งนี้จะถูกยึดคืนภายในสาม... สอง... หนึ่ง...]
"ระบบบ้าๆ นี่..." คินน์พึมพำลอดไรฟันด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เต็มไปด้วยแรงกดดัน
ติ๊ด!
เสียงสัญญาณเตือนภัยดังลั่นห้อง ระบบล็อกอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดดีดตัวเปิดออกพร้อมกัน ประตูห้องนิรภัยที่เก็บนาฬิกาเรือนละหลายสิบล้านปิดตาย ไฟสำรองสีส้มกะพริบวับแวมราวกับเยาะเย้ยความตกอับกะทันหันของชายหนุ่มผู้เคยอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร
"เชิญครับ คุณคินน์ ทางนิติบุคคลของคอนโดมิเนียมแจ้งว่า คุณไม่มีสิทธิ์อาศัยอยู่ที่นี่อีกต่อไปแล้วครับ" ทนายความคนเดิมผายมือไปทางประตูอย่างไม่เกรงใจ พร้อมกับพนักงานรักษาความปลอดภัยในชุดสูทสีกรมท่าสองคนที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวราวกับกลัวว่าเขาจะขโมยโซฟาตัวนี้หนีไปด้วย
คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรับปกเสื้อเชิ้ตให้เข้าที่อย่างใจเย็น ท่วงท่าของเขายังคงสง่างามและเปี่ยมด้วยบารมีของนักบริหารระดับสูง แม้ว่าในกระเป๋าเสื้อสูทของเขาตอนนี้ จะเหลือทรัพย์สินชิ้นสุดท้ายที่ระบบใจดี (หรืออาจจะจงใจเยาะเย้ย) เหลือไว้ให้... เหรียญห้าบาทที่หล่นอยู่ใต้เบาะโซฟา
"ไม่ต้องผลักครับ ผมเดินเองได้" คินน์ปัดมือของรープรักษาความปลอดภัยออกด้วยสายตาดุจพญาอินทรีย์ที่ทำให้การ์ดร่างยักษ์ถึงกับชะงักและถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยไม่รู้ตัว
เขาเดินออกจากเพนต์เฮาส์ลอยฟ้ามูลค่าสามร้อยล้านบาทด้วยรองเท้าหนังแท้แบรนด์ดังที่เหยียบย่ำลงบนพรมราคาแพงเป็นครั้งสุดท้าย ประตูลิฟต์สีทองปิดลง พร้อมกับร่างของอดีตมหาเศรษฐีที่ร่วงหล่นลงสู่พื้นดินด้วยความเร็วสูงราวกับอุกกาบาตตกอับ
บรรยากาศยามบ่ายของมหานครใหญ่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย คินน์ยืนอยู่หน้าล็อบบี้คอนโดมิเนียมหรูด้วยความรู้สึกเคว้งคว้างเป็นครั้งแรกในชีวิต ลมพัดโชยมาปะทะใบหน้าคมคาย เสียงแตรรถยนต์และผู้คนที่เดินขบวนกันไปมาทำให้เขารู้สึกเหมือนเป็นคนแปลกหน้าในโลกที่เขาเคยเป็นเจ้าis
กระเป๋าเงินหนังจระเข้ราคาหลักแสนถูกเปิดออก... ข้างในว่างเปล่า มีเพียงบัตรเครดิตสีดำสนิทที่ไร้วงเงินซึ่งถูกระบบล็อกการใช้งานเรียบร้อยแล้ว และ... เหรียญห้าบาทเก่าๆ ที่มีรอยขีดข่วนเต็มเหรียญ
"ให้ตายสิ จากเจ้าพ่อตลาดเทคโนโลยี กลายเป็นยาจกในเวลาไม่ถึงห้านาที บร้าจริง..." คินน์บ่นพึมพำกับตัวเองด้วยรอยยิ้มหยันที่มุมปาก เขายังจำเงื่อนไขของระบบได้ขึ้นใจ ระบบบอกว่าถ้าเขาสามารถใช้ชีวิตแบบคนธรรมดาหาเช้ากินค่ำโดยห้ามใช้เงินสำรองหรือเครดิตใดๆ เป็นเวลาหนึ่งปีเต็มได้ เขาจะได้รับทรัพย์สินคืนมาสิบเท่าพร้อมสิทธิ์ขาดถาวร แต่ถ้าหากล้มเหลว... เขาจะต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลายไปตลอดกาล
ทว่า ปัญหาเร่งด่วนในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องอนาคตอันไกลโพ้นนั้น... แต่เป็นเรื่องที่ว่า คืนนี้เขานอนที่ไหน? และจะกินอะไรดีด้วยเงินห้าบาทถ้วน?
สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงในมือสั่นไหว ข้อความแจ้งเตือนจากธนาคารเด้งขึ้นมาตัดหน้าจอ ยอดเงินคงเหลือ: 0.00 บาท
คินน์ถอนหายใจยาวเหยียดอย่างปลงตก เขาซุกมือข้างหนึ่งลงในกระเป๋าเสื้อกั๊ก กำเหรียญห้าบาทในมือแน่น ขณะกำลังก้าวขาเดินอย่างไร้จุดหมายท่ามกลางแสงแดดแผดเผา สายตากลับเหลือบไปเห็นป้ายไฟกระพริบเก่าๆ ที่ซอยเปลี่ยวข้างตึกแถว ฝั่งตรงข้ามถนน ป้ายนั้นเขียนด้วยตัวอักษรสีแดงนีออนกระพริบวิบวับว่า...
*“ร้านซ่อมคอมพิวเตอร์ ฟ้าใสเซอร์วิส - รับซ่อมทุกอย่าง ยกเว้นใจคน”*
คินน์ขมวดคิ้วมุ่นทันทีเมื่ออ่านเจอประโยคหลัง ในสถานการณ์ที่ชีวิตกำลังดิ่งลงเหวเช่นนี้ เขากลับรู้สึกสะดุดตากับความกวนประสาทของป้ายร้านนั้นอย่างประหลาด ท้องที่ว่างเปล่าส่งเสียงร้องโครกคราประท้วงออกมาเสียงดังลั่นจนคนข้างทางหันมามอง
ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ตั้งใจจะเดินเข้าไปเผชิญหน้ากับช่างซ่อมคอมฯ ปากกล้าเพื่อขอความช่วยเหลือบางอย่าง หรืออย่างน้อยที่สุด... ก็เพื่อขอชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือสักสิบนาที
ทว่า ทันทีที่เขาผลักประตูม้วนสีซีดของร้านให้เปิดออก กลิ่นอับของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์และกลิ่นกาแฟสำเร็จรูปก็ลอยปะทะจมูก พร้อมกับเสียงตวาดแว้ดด้วยความหงุดหงิดที่ดังสวนขึ้นมาทันทีโดยไม่ต้องรอให้เขาเคาะเรียก
"บอกแล้วไงว่าถ้าคอมฯ พังเพราะโดนไวรัสโป๊ อย่าเอามาซ่อมที่นี่! เอ๊ะ... หรือว่านายคือไอ้โรคจิตที่แอบแฮกเกอร์ระบบร้านฉันเมื่อวาน!"
คินน์ชะงักกึก ดวงตาคมกวาดมองไปยังต้นเสียงหลังเคาน์เตอร์รกๆ เต็มไปด้วยซากอะไหล่คอมพิวเตอร์ ที่ซึ่งหญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่ไว้ผมสั้นยุ่งเหยิง สวมเสื้อยืดสีดำลายแมวข่วนและกางเกงยีนส์เซอร์ๆ กำลังจ้องมองเขาด้วยแววตาเอาเรื่องราวกับเสือสาวพร้อมขย้ำเหยื่อ
และก่อนที่คินน์จะได้อ้าปากแก้ตัวใดๆ หญิงสาวก็หยิบไขควงปากแบนขึ้นมาควงเล่นในมืออย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับก้าวเข้ามาประชิดตัวเขาด้วยระยะห่างที่อันตรายต่อหัวใจอย่างยิ่ง
"บอกมาก่อนที่ฉันจะเอาไขควงนี่จิ้มพุงนาย... นายเป็นใคร และเข้ามาในร้านฉันทำไม!"
---
*(ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางก้าวแรกไปกับความตกอับครั้งประวัติศาสตร์ของอดีตซีอีโอคนนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!)*
มหาเศรษฐีตกอับกับยัยสาวซ่อมคอมสายโหด•ตอนที่ 1
เมื่อเศรษฐีพันล้านเหลือเงินติดตัวห้าบาท
ผลงานโดย ฮาไม่จำกัด
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฮาไม่จำกัด)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง มหาเศรษฐีตกอับกับยัยสาวซ่อมคอมสายโหด นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!