กระดาษหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าถูกโยนลงบนโต๊ะไม้สักราคาแพงอย่างไม่ไยดี เสียงกระดาษยับยู่ยี่พร้อมกับพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งที่สั่นคลอนรากฐานของตระกูลผู้ดีเก่า สะท้อนความจริงที่ว่า กำแพงแห่งความศรัทธาที่สร้างมาหลายสิบปี บัดนี้ได้เริ่มปริร้าวเสียแล้ว
"พวกมันกล้าดีอย่างไร..."
เสียงทุ้มต่ำที่ลอดผ่านไรฟันของอัครเดชเต็มไปด้วยความกรุ่นโกรธ ดวงตาคมกริบที่เคยฉายแววทรงอำนาจและเย่อหยิ่ง บัดนี้กลับมีเส้นเลือดแดงก่ำปูดโปนขึ้นข้างขมับ เขากำหมัดแน่นจนข้อต่อลั่นเปรี๊ยะ เอกสารรายงานผลประกอบการและราคาหุ้นที่ร่วงดิ่งลงอย่างต่อเนื่องบนหน้าจอแท็บเล็ต คือหลักประจักษ์พยานว่าคลื่นใต้น้ำที่ศิลาเพียร
ร้อยเรียงขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ได้แผ่ขยายอิทธิพลกัดกินรากฐานของเขาจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
"ท่านครับ... ตอนนี้กระแสสังคมเปลี่ยนไปมากแล้วครับ" เลขานุการส่วนตัวเอ่ยเสียงสั่น พยายามหลบสายตาที่ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อของเจ้านาย "หุ้นในเครืออัครเดชร่วงติดต่อกันเป็นวันที่สาม นักลงทุนรายใหญ่เริ่มถอนทุน และที่น่ากลัวที่สุดคือ... หน่วยงานตรวจสอบภาครัฐเริ่มเข้ามาขอเอกสารย้อนหลังเกี่ยวกับโครงการประมูลที่ดินริมแม่น้ำแล้วครับ"
อัครเดชแค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มเยาะหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความขบขันโดยสิ้นเชิง
"คิดว่าแค่ข่าวไม่กี่บรรทัดกับเสียงนกเสียงกาในอินเทอร์เน็ต จะล้มฉันได้กระนั้นหรือ? พวกมันตื้นเขินเกินไป... ศิลา แกกำลังเล่นกับไฟที่ใหญ่เกินกว่าที่มือเปล่าของแกจะกำไหว"
ในขณะเดียวกัน ที่มุมหนึ่งของร้านกาแฟโบราณย่านเมืองเก่า บรรยากาศกลับเต็มไปด้วยความเงียบสงบที่น่าค้นหา ศิลานั่งไขว่ห้าง ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเป็นจังหวะช้าๆ สายตาคมกริบมองลอดผ่านกระจกใสออกไปเบื้องนอก เฝ้ามองผู้คนเดินผ่านไปมาด้วยสีหน้าที่เดาอารมณ์ได้ยาก บนโต๊ะตรงหน้าคือหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกันกับที่อัครเดชกำลังเดือดดาล
รินรดายกแก้วกาแฟขึ้นจิบน้อยๆ ดวงตากลมโตคู่นั้นมองชายหนุ่มด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย มีทั้งความโล่งใจและความกังวลที่ฉาบอยู่เบื้องลึก
"คุณทำสำเร็จไปอีกขั้นแล้วนะศิลา..." รินรดากล่าวเสียงแผ่วเบา "ดูปฏิกิริยาของสังคมสิ ตอนนี้ไม่มีใครมองตระกูลอัครเดชด้วยความยำเกรงเหมือนเก่าอีกต่อไปแล้ว ทุกคนเริ่มตั้งคำถาม เริ่มขุดคุ้ยอดีตที่พวกเขาพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากนักบุญนั่น"
ศิลาชะงักปลายนิ้วที่กำลังเคาะโต๊ะ เขายังคงไม่ละสายตาไปจากเบื้องนอก น้ำเสียงของเขาเรียบสนิทจนเย็นเยียบ
"นี่เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาที่สะท้อนจากกระจกแตกเท่านั้น ริน... สังคมไม่ได้เปลี่ยนทัศนคติเพราะพวกเขาเพิ่งตาสว่างหรอก แต่พวกเขาเปลี่ยนไปเพราะลมใต้ปีกของผลประโยชน์กำลังเปลี่ยนทิศทางต่างหาก เมื่อไหร่ก็ตามที่เหยื่อเริ่มอ่อนแรง ฝูงแร้งย่อมพร้อมใจกันบินเข้ามารุมทึ้ง นั่นคือสัจธรรมของโลกใบนี้"
รินรดานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง คำพูดของศิลามีความจริงอันเจ็บปวดซ่อนอยู่เสมอ เธอยื่นมือไปสัมผัสหลังมือหนาของเขาเบาๆ ราวกับต้องการถ่ายทอดความอบอุ่นไปสู่หัวใจที่ด้านชาและเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ของชายหนุ่ม
"แต่อย่างน้อย... ความจริงก็เริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ แล้วไม่ใช่หรือคะ? พ่อแม่ของคุณ และทุกชีวิตที่ต้องสูญเสียไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้ครั้งนั้น จะไม่ตายฟรีอีกต่อไป"
ศิลาหันกลับมาสบตากับหญิงสาว แววตาที่เคยแข็งกร้าวและว่างเปล่าพลันอ่อนลงชั่วขณะหนึ่ง มือหนาพลิกกลับมาจับมือของเธอไว้แน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือของรินรดาคือสิ่งเดียวในโลกที่ยังคงย้ำเตือนเขาว่า เขายังคงเป็นมนุษย์ที่มีหัวใจ ไม่ใช่ปีศาจที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความแค้นเพียงอย่างเดียว
"ขอบคุณนะริน... ที่ยังคงเดินเคียงข้างผมในเส้นทางที่มืดมิดเช่นนี้" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทุ้มและนุ่มนวลกว่าปกติ
"ฉันบอกคุณแล้วไงคะว่า เราเลือกที่จะเดินร่วมทางกันแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น..."
ทว่า บทสนทนาอันเปราะบางแต่ลึกซึ้งนั้นก็ต้องสะดุดลง เมื่อเสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของศิลากลั่นแกล้งดังขึ้น ทำลายบรรยากาศเงียบสงบโดยสิ้นเชิง
ศิลาขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบเครื่องมือสื่อสารขึ้นมาดูเบอร์โทรศัพท์ที่ปรากฏบนหน้าจอ ปลายสายคือสายลับที่เขาแอบส่งเข้าไปแทรกซึมในบริษัทของอัครเดช
เขากดรับสายทันทีโดยไม่ลังเล
"มีเรื่องอะไร?" ศิลาเอ่ยเสียงเข้ม
[นายใหญ่... เกิดเรื่องใหญ่แล้วครับ!] เสียงปลายสายหอบสะท้านและเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ [คุณอัครเดชไม่ได้นั่งรอความตายอยู่เฉยๆ ตอนนี้เขา... เขาเพิ่งสั่งการให้รื้อค้นแฟ้มลับคดีเก่าเมื่อยี่สิบปีก่อน และกำลังจะเดินเกมพลิกสถานการณ์ด้วยการโยนความผิดทั้งหมดให้คนใกล้ตัว!]
ดวงตาของศิลาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ร่างกายชะงักค้างไปชั่วอึดใจ ความรู้สึกเย็นวาบแล่นพล่านไปตามสันหลัง
"คนใกล้ตัวอะไร หมายความว่าอย่างไร?" ศิลาถามย้ำ น้ำเสียงเริ่มเปลี่ยนเป็นตึงเครียด
[เขากำลังจะใช้ชื่อของ... 'ผู้พันกรกฎ' พ่อของคุณ... มาเป็นแพะรับบาปในคดีทุจริตโครงการใหญ่รอบใหม่ เพื่อล้างมลทินให้ตระกูลตัวเอง และตอนนี้... เอกสารชุดนั้นกำลังถูกส่งมอบให้สื่อมวลชนสายอาชญากรรมแล้วครับ!]
ปัง!
ศิลาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยไม่รู้ตัว แรงผลักทำให้เก้าอี้ไม้ล้มคว่ำลงไปกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น ผู้คนในร้านกาแฟต่างหันมามองเป็นตาเดียว รินรดารู้สึกตกใจจนหน้าถอดสี รีบคว้าแขนเขาไว้ด้วยความสั่นเทา
"ศิลา... เกิดอะไรขึ้นคะ?"
ศิลาไม่ตอบคำถาม สายตาของเขาจ้องมองออกไปเบื้องไกลด้วยความรู้สึกที่ดิ่งเหว ความโกรธเกรี้ยวระลอกใหม่ปะทุขึ้นในอกยิ่งกว่าลาวาที่รอวันระเบิด อัครเดชไม่เพียงแต่จะทำลายตระกูลของเขา แต่ชายชราผู้นั้นยังคิดจะเหยียบย่ำเกียรติและชื่อเสียงที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของบิดาผู้ล่วงลับให้จมดินซ้ำสอง
เกมนี้... ไม่ได้มีแค่คลื่นใต้น้ำธรรมดาเสียแล้ว แต่มันคือพายุใหญ่ที่พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่ง
ศิลาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ก่อนจะก้มลงมองรินรดาด้วยสายตาที่เด็ดเดี่ยวราวกับเหล็กกล้า
"เกมพลิกแล้วครับริน..." ศิลาเอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกจนน่ากลัว "อัครเดชกำลังเล่นตลกกับศพของพ่อผม... และผมจะไม่ยอมให้เขามีลมหายใจรอดไปเห็นวันพรุ่งนี้อย่างเด็ดขาด"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "จอมยุทธ์เสื้อแพร" เสมอมาครับ
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 48
คลื่นใต้น้ำ
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!