"ความใจบุญสุนทานของท่านอัครเดชช่างน่าเลื่อมใส แต่เกรงว่าคราบเลือดบนสร้อยมุกเส้นนี้จะล้างไม่ออก ต่อให้บริจาคเงินไปอีกกี่ร้อยล้านก็ตาม"
เสียงกระซิบที่แผ่วเบาราวกับเสียงพรายกระซิบจากความตายดังขึ้นข้างหูของอัครเดช ในขณะที่เขากำลังยกแก้วไวน์ราคาแพงขึ้นจิบกลางงานเลี้ยงการกุศลสุดหรู ชายวัยกลางคนผู้ทรงอิทธิพลชะงักกึก มือที่ถือแก้วคริสตัลสั่นไหวเพียงชั่วครู่ก่อนจะกลับมานิ่งสนิท เขาหันขวับกลับไปหมายจะเผชิญหน้ากับผู้บังอาจ แต่สิ่งที่พบกลับมีเพียงแผ่นหลังของชายหนุ่มร่างสูงในชุดสูทสีเทาเข้มที่กำลังเดินหายเข้าไปในเงามืดของระเบียงห้องจัดเลี้ยง
ศิลาเดินทอดน่องอย่างใจเย็น ท่ามกลางเสียงเพลงคลาสสิกที่แว่วหวานประชดประชันความเน่าเฟะภายในงาน เขาไม่จำเป็นต้องรีบร้อน เกมนี้เพิ่งเริ่มต้น และเหยื่อของเขาก็ได้ลิ้มรสความหวาดระแวงเป็นอาหารว่างเรียบร้อยแล้ว
นัยน์ตาคมกริบของศิลาเหลือบมองกระจกเงาบานใหญ่ที่สะท้อนภาพงานเลี้ยงเบื้องหลัง ภายในห้องโถงกว้างขวาง เหล่าผู้ลากมากดีต่างหัวเราะร่าด้วยความเสแสร้ง ราวกับหุ่นเชิดที่ถูกชักใยด้วยเงินตราและอำนาจ ทุกใบหน้าคือหน้ากากที่เขาสาบานว่าจะกระชากมันออกมาให้ถึงเนื้อแท้ โดยเฉพาะใบหน้าของอัครเดชที่กำลังปั้นยิ้มกว้างให้แก่แขกผู้มีเกียรติ ทั้งที่ภายในใจคงกำลังก่นด่าคนที่บังอาจมาแทรกซึมถึงถิ่น
"คุณมาช้าไปสิบนาที" เสียงนุ่มนวลแต่แฝงความกังวลดังขึ้นใกล้ตัว รินรดาในชุดราตรีสีน้ำเงินเข้มเยื้องกรายเข้ามาหาเขา ราวกับเทพธิดาที่หลงเข้ามาในรังโจร เธอหยิบแก้วเครื่องดื่มจากพนักงานเสิร์ฟแล้วส่งให้เขา สายตาของเธอไม่ได้มองที่แก้วไวน์ แต่มองลึกลงไปในนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยเพลิงแค้นของศิลา
"งานเลี้ยงของคนบาปมักจะน่าเบื่อเสมอ" ศิลาตอบพลางรับแก้วมาถือไว้ "ผมเพียงแค่อยากเห็นสีหน้าของเขาตอนที่รู้ว่า สิ่งที่เขาสร้างมาทั้งชีวิตกำลังจะพังทลายลงด้วยน้ำมือของคนที่เขาเคยเหยียบย่ำ"
"ศิลา... การแก้แค้นไม่ใช่ทางออกที่เยียวยาบาดแผลในใจคุณได้" รินรดาแตะแขนเขาแผ่วเบา สัมผัสที่เย็นเยียบจากปลายนิ้วเธอทำให้ความเดือดดาลในอกของเขาอ่อนแรงลงครู่หนึ่ง "เรามีหลักฐานพอแล้ว เราควรส่งเรื่องให้ตำรวจ—"
"ตำรวจ?" ศิลาแค่นหัวเราะ เสียงนั้นแห้งแล้งและเย็นชา "ริน... กฎหมายมีไว้คุ้มครองคนที่สร้างมันขึ้นมาเท่านั้น สำหรับอัครเดช คุกคือโรงแรมหรูที่เขาแค่เข้าไปพักผ่อนระหว่างรอโอกาสกลับมาขย้ำเหยื่อตัวใหม่ แต่สำหรับผม... ผมต้องการให้เขาสูญเสียทุกอย่าง เหมือนที่ครอบครัวผมเคยสูญเสีย"
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเปลี่ยนไป เมื่ออัครเดชตัดสินใจเดินตรงมาทางพวกเขา เขาสังเกตเห็นชายหนุ่มคนนี้มาได้สักพักแล้ว ความสงสัยและสัญชาตญาณนักล่าทำให้เขาไม่ปล่อยผ่านใครที่ดูน่าสงสัยไปได้ง่ายๆ ยิ่งเห็นรินรดาอยู่เคียงข้าง ความคุ้นเคยบางอย่างก็จุดประกายขึ้นในสมองของอัครเดช
"ไม่แนะนำให้รู้จักกันหน่อยหรือ? รินรดา" อัครเดชเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจ เขายืนอยู่ห่างจากศิลาเพียงหนึ่งช่วงแขน แววตาที่มองศิลานั้นเหมือนกำลังสแกนหาจุดอ่อน
ศิลาหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้า รอยยิ้มบางเบาปรากฏบนมุมปาก แต่ในดวงตาของเขากลับไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย เขาสบตากับศัตรูหมายเลขหนึ่งของชีวิตอย่างไม่หลบเลี่ยง
"ผมชื่อ ศิลา... เป็นแค่คนแปลกหน้าที่บังเอิญได้เห็น 'รอยร้าว' ในอาณาจักรของคุณเข้า" ศิลาจงใจเน้นคำว่ารอยร้าว เขาเห็นกล้ามเนื้อบนใบหน้าของอัครเดชกระตุกเบาๆ
"รอยร้าวรึ?" อัครเดชหัวเราะในลำคอ แต่แววตานั้นกลับดุดัน "ในโลกของธุรกิจ สิ่งเดียวที่จะพังทลายได้คือความโง่เขลาของคู่แข่ง ถ้าคุณคิดจะลองดีกับผม ผมแนะนำให้ไปหาที่ตายที่อื่น เพราะที่นี่... พื้นที่ใต้ฝ่าเท้าคุณมันแคบเกินกว่าจะให้คนอย่างคุณได้ยืนนานๆ"
ศิลาโน้มตัวเข้าไปใกล้ จนได้กลิ่นน้ำหอมราคาแพงและกลิ่นอายความเสื่อมโทรมที่ซ่อนอยู่ภายใต้เสื้อสูทสั่งตัด "พื้นที่ของผมไม่ได้อยู่บนพื้นดินนี่หรอกครับอัครเดช แต่มันอยู่ใน 'เงา' ของคุณ... และผมจะรอวันที่เงานั้นกลืนกินคุณจนไม่เหลือแม้แต่ชื่อ"
อัครเดชผงะไปชั่วขณะ แรงกดดันมหาศาลที่แผ่ออกมาจากชายหนุ่มเบื้องหน้าไม่ใช่ความโกรธแค้นทั่วไป แต่มันคือความแค้นที่สั่งสมจนกลายเป็นจิตสังหารที่เยือกเย็น ศิลาไม่ได้ขู่ แต่นี่คือประกาศิตแห่งความตาย
ในจังหวะนั้นเอง ไฟในห้องโถงจัดเลี้ยงเกิดการกระพริบถี่ๆ ก่อนจะดับวูบลงชั่วขณะ เสียงกรีดร้องด้วยความตกใจของเหล่าไฮโซดังระงมไปทั่วงาน เมื่อไฟกลับมาติดสว่างอีกครั้ง ร่างของศิลาและรินรดาก็หายไปจากจุดนั้นเสียแล้ว ทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่น่าประหลาดใจ
อัครเดชขมวดคิ้วแน่น เขารีบหันไปสั่งการลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างหลังให้ตามหาคนทั้งคู่ แต่ทว่า... บนโต๊ะวางเครื่องดื่มที่ศิลาเคยยืนอยู่ กลับมีบางสิ่งวางทิ้งไว้
มันคือซองจดหมายสีขาวปิดผนึกด้วยตราประทับขี้ผึ้งสีแดงสดที่คุ้นตา... ตราประทับของตระกูลที่ควรจะล่มสลายและตายไปจากโลกนี้เมื่อสิบปีก่อน
อัครเดชหยิบจดหมายนั้นขึ้นมา มือของเขาที่เคยควบคุมทุกอย่างบนโลกนี้กลับสั่นสะท้านอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อเขาเปิดออกและพบข้อความเพียงประโยคเดียวที่เขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคยจนน่าขนลุก:
*'ถึงเวลาชดใช้คืนด้วยดอกเบี้ยที่สูงลิ่ว... เตรียมตัวรับการล่มสลายได้เลย'*
ในวินาทีที่เขากำลังจะขยำกระดาษแผ่นนั้นทิ้ง เสียงโทรศัพท์มือถือของเขาก็ดังขึ้น เป็นสายเรียกเข้าจากเบอร์ที่เขาบล็อกไปแล้วเมื่อสิบปีก่อน เมื่อกดรับ สิ่งที่ได้ยินไม่ใช่เสียงมนุษย์ แต่เป็นเสียงดนตรีกล่องเพลงที่พี่สาวของศิลาเคยเล่นให้เขาฟังในคืนที่เกิดโศกนาฏกรรม... และเสียงกระซิบเบาๆ จากปลายสายที่ทำให้อัครเดชหน้าถอดสีจนล้มทรุดลงบนพื้นงานเลี้ยง
"พี่ชาย... ผมกลับมาทวงคืนทุกอย่างที่ควรเป็นของครอบครัวเราแล้ว"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่เงามืดไปพร้อมกับข้าพเจ้าครับ - จอมยุทธ์เสื้อแพร
กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 1
รอยร้าวในเงามืด
ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!