กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ•ตอนที่ 50

คืนวันอันเงียบสงัด

ผลงานโดย จอมยุทธ์เสื้อแพร
"หากพรุ่งนี้พวกเราไม่ได้ตื่นขึ้นมามองเห็นแสงดาว... คุณจะเสียดายสิ่งใดมากที่สุดหรือครับ, รินรดา" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันของห้องสมุดโบราณ แสงจากตะเกียงน้ำมันวับแวมสาดส่องกระทบโครงหน้าคมคายที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเหนื่อยล้า ศิลานั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้หนังสีชาคร่ำคร่า ในมือถือแก้วคริสตัลบรรจุของเหลวสีอำพันที่ไหววนตามแรงกระดิกข้อมือเล็กน้อย สายตาของชายหนุ่มทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกสีบานใหญ่ ที่ซึ่งความมืดมิดของรัตติกาลแผ่กว้างปกคลุมทั่วทั้งเมืองราวกับผืนผ้าใบมรณะ รินรดาซึ่งยืนพิงชั้นหนังสือโบราณอยู่ไม่ไกล หันมาสบตาเขาด้วยแววตาที่ยากจะคาดเดา หญิงสาวถอนหายใจแผ่วเบา เสียงถอนหายใจนั้นรากับจะช่วยเจือจางความอึดอัดที่กดทับบรรยากาศภายในห้องให้เบาบางลงได้บ้าง เธอก้าวเท้าช้าๆ เข้ามาใกล้โต๊ะทำงานไม้สักทอง ก่อนจะวางแฟ้มเอกสารเก่าคร่ำคร่าเล่มสุดท้ายลงบนโต๊ะ "ดิฉันคงไม่ได้เสียดายชีวิตของตัวเองหรอกค่ะ—เอ่อ... หมายถึง ตัวดิฉันเองหรอกค่ะ" รินรดาชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเผลอใช้สรรพนามที่ไม่คุ้นชิน ก่อนจะแก้คำพูดด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ "สิ่งที่ดิฉันเสียดาย คงเป็นเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ยังถูกบิดเบือน และความจริงเกี่ยวกับการตายของครอบครัวคุณ ที่ยังไม่ได้รับการชำระสะง้างต่างหากล่ะคะ" ศิลายกยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่ไร้ซึ่งความร่าเริง แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเยียบเย็นและเด็ดเดี่ยว ชายหนุ่มวางแก้วลงบนโต๊ะ เสียงกระทบเบาๆ ดังสะท้อนในความเงียบราวกับเสียงเคาะระฆังเตือนภัย "ความจริงหรือครับ... บางครั้งความจริงก็เป็นสิ่งสุดท้ายที่เราควรค้นหา หากมันต้องแลกมาด้วยลมหายใจของผู้คนรอบตัวเรา" ศิลาลุกขึ้นยืน ร่างสูงโปร่งก้าวเข้าไปหารินรดาอย่างเชื่องช้า เขารู้ดีว่าสงครามครั้งสุดท้ายกำลังจะอุบัติขึ้นในอีกไม่ถึงสิบสองชั่วโมงข้างหน้า อัครเดช ศัตรูตัวฉกาจผู้กุมอำนาจมืดเบื้องหลังตึกระฟ้าใจกลางเมือง กำลังรอคอยการมาถึงของพวกเขาด้วยตาข่ายดักเหยื่อที่เตรียมไว้พร้อมสรรพ ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา บาดแผลในใจจากการสูญเสียครอบครัวไปในเหตุการณ์เพลิงไหม้ปริศนาเมื่ออดีต ไม่เคยจางหาย มันคือน้ำมันหล่อเลี้ยงความแค้นที่สุมอกศิลามาโดยตลอด และในคืนนี้... คืนก่อนที่ทุกอย่างจะถูกตัดสิน เขากลับรู้สึกถึงความสงบแปลกประหลาด สงบราวกับพายุก่อนลมฝนจะโหมกระหน่ำ รินรดามองลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมที่มักจะซ่อนความเจ็บปวดไว้เบื้องหลังความเงียบขรึม เธอยื่นมือเรียวบางออกไปสัมผัสแขนเสื้อของชายหนุ่มเบาๆ เป็นการกระทำที่ไม่มีคำพูดใดๆ แต่กลับทรงพลังยิ่งกว่าคำปลอบโยนทั้งหมดบนโลกใบนี้ "คุณไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังนะคะ, ศิลา" เสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าหนักแน่น "ต่อให้พรุ่งนี้จะเป็นวันสุดท้ายของพวกเรา รอยอดีตที่คุณแบกรับไว้ มันจะไม่สูญเปล่าอย่างแน่นอน" ศิลาเงียบไปครู่ใหญ่ เขาก้มมองมือเรียวที่วางอยู่บนแขนของตน ก่อนจะยกมือขึ้นกุมทับมือของหญิงสาวไว้เบื้องหน้า ความอบอุ่นจากฝ่ามือของเธอคือสิ่งเดียวในโลกที่คอยย้ำเตือนเขาว่า เขายังคงเป็นมนุษย์ผู้มีเลือดเนื้อและหัวใจ ไม่ใช่เพียงเครื่องจักรสังหารที่ขับเคลื่อนด้วยความแค้น "ขอบคุณครับ... รินรดา" ศิลาเอמהยเสียงกระซิบแผ่วเบา "ไม่ว่าพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ขอให้คุณจำไว้ว่า การได้พบคุณคือสิ่งที่ดีที่สุดท่ามกลางความมืดมิดทั้งหมดในชีวิตของผม" บรรยากาศภายในห้องอบอวลไปด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน ทั้งความอาลัย ความหวัง และความเด็ดเดี่ยว ทั้งสองคนต่างรู้ดีว่านี่อาจเป็นช่วงเวลาสุดท้ายที่พวกจะได้พูดคุยกันอย่างสงบสุขเช่นนี้ ไม่มีแผนการรบ ไม่มีรหัสลับ ไม่มีเสียงปืน มีเพียงคนสองคนที่ถูกโชคชะตาผลักให้มาเผชิญหน้ากับความตายร่วมกัน ทันใดนั้นเอง... *กริ๊งงงง!* เสียงโทรศัพท์ฉุกเฉินที่วางอยู่มุมโต๊ะดังขึ้นทำลายความเงียบสงัดของยามวิกาล เสียงนั้นแหลมสูงและบาดแก้วหู ราวกับเสียงกรีดร้องจากขุมนรก ศิลาสะดุ้งเล็กน้อย สายตาคมกริบเปลี่ยนกลับมาเป็นนักล่าทันที ความอ่อนโยนเมื่อครูมลายหายไปในพริบตา ชายหนุ่มผละมือออกจากรินรดาอย่างรวดเร็ว แล้วเดินตรงไปยังเครื่องโทรศัพท์ด้วยฝีเท้าที่มั่นคง รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจของเธอเต้นระรัวด้วยความหวาดหวั่น การติดต่อในยามวิกาลเช่นนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีอย่างแน่นอน ศิลายกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหู ดวงตาหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อได้ยินเสียงปลายสาย "ฮัลโหล..." ศิลาเอ่ยเสียงเรียบ "สวัสดีครับ คุณศิลา..." เสียงทุ้มต่ำและคุ้นเคยดังลอดออกมาจากเครื่องโทรศัพท์ มันคือเสียงของอัครเดช ศัตรูผู้กุมชะตากรรมของพวกเขา "ผมหวังว่าคุณกำลังดื่มด่ำกับค่ำคืนอันเงียบสงบนี้อยู่นะครับ เพราะผมเกรงว่า... มันจะเป็นค่ำคืนสุดท้ายที่คุณจะได้เห็นพระจันทร์เต็มดวง" ศิลายังไม่ทันได้เอ่ยปากตอบโต้ อัครเดชก็หัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนจะกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ "อ้อ... อีกอย่างหนึ่ง ก่อนที่คุณจะคิดแผนการใดๆ ในวันพรุ่งนี้ ผมอยากให้คุณเดินไปเปิดลิ้นชักชั้นที่สามของโต๊ะทำงานดูเสียก่อน... มีของขวัญชิ้นพิเศษที่ผมส่งมารอคุณล่วงหน้าแล้ว หวังว่าจะชอบนะครับ" สายถูกตัดตัดไปทันที ทิ้งไว้เพียงสัญญาณเสียงตู๊ดยาวๆ ที่ดังสะท้อนอยู่ในความเงียบ ศิลายืนนิ่งค้างอยู่ชั่วขณะ ความเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปตามสันหลัง ชายหนุ่มหันขวับกลับมามองรินรดาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง ก่อนที่เขาจะสาวเท้าก้าวตรงไปยังโต๊ะทำงานไม้สักทอง ยื่นมือสั่นเทาเล็กน้อยออกไปเปิดลิ้นชักชั้นที่สามตามคำสั่งของศัตรู... ภายในลิ้นชักนั้น ไม่มีระเบิด ไม่มีเอกสารลับ แต่มีเพียง "นาฬิกาพกโบราณ" เรือนทองที่สลักชื่อของบิดาเขา พร้อมกับข้อความด้วยลายมือคุ้นตาที่เขียนแปะไว้บนหน้าปัดว่า: *"ลูกชายตัวน้อย... พ่อรอแกมานานเหลือเกิน"* ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและสนับสนุนผลงานของ "จอมยุทธ์เสื้อแพร" เสมอมาครับ
สารจากนักเขียน (จอมยุทธ์เสื้อแพร)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่แพรสะบั้นมาร: ตำนานรักสะท้านยุทธภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%