"นางตายแล้วหรือยัง?"
เสียงกระซิบแหบพร่าคล้ายเสียงใบไม้แห้งเสียดสีกันดังขึ้นข้างหู ขัดจังหวะความเงียบงันราวป่าช้าภายในห้องมืดอับชื้น กลิ่นสาบของไม้ผุและกลิ่นดินชื้นแฉะอบอวลอยู่ในอากาศ ราวกับที่นี่ไม่ใช่เรือนพักพิงของมนุษย์ แต่เป็นสุสานที่ถูกลืมเลือน
"ยัง... แต่ลมหายใจรวยรินเต็มที ยาพิษตำรับ 'เหมันต์นิรันดร์' ออกฤทธิ์ได้งดงามยิ่งนัก อีกเพียงไม่กี่ชั่วยาม ร่างกายนี้จะเย็นเยียบดั่งน้ำแข็ง และวิญญาณจะหลุดลอยไปโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น" เสียงที่สองตอบกลับ น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่าแฝงไปด้วยความพึงพอใจอย่างประหลาด
หลี่มู่เหยียนรู้สึกถึงความปวดร้าวที่แล่นพล่านไปทั่วทุกอณูขุมขน ราวกับมีเข็มพันเล่มทิ่มแทงเข้าที่เส้นประสาททั่วร่าง ความทรงจำสุดท้ายของเธอคือห้องผ่าตัดที่เต็มไปด้วยแสงไฟสีขาวเจิดจ้าและเสียงเครื่องตรวจวัดชีพจรที่ดังถี่รัว ก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบลงท่ามกลางกลิ่นเลือดและน้ำยาฆ่าเชื้อ
ทว่าในวินาทีนี้ กลิ่นที่ได้รับกลับเป็นกลิ่นธูปหอมจางๆ ที่ปนมากับกลิ่นอับของไม้เก่า เธอพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งดั่งถูกถ่วงด้วยแผ่นตะกั่ว
*สติ... มู่เหยียน เจ้าต้องมีสติ*
เธอกัดฟันแน่นจนได้กลิ่นคาวเลือดในปาก ลมหายใจที่พยายามสูดเข้ากลับกลายเป็นไอเย็นเยียบที่บาดลึกถึงปอด หากนี่คือนรก การทรมานคงไม่จบลงเพียงแค่นี้ แต่หากนี่คือโลกหลังความตาย ไฉนเธอจึงยังรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แท้จริงได้เช่นนี้?
"คุณหนูรอง... ท่านอย่าได้โทษข้าเลย ในจวนสกุลหลี่แห่งนี้ คนที่มีชีวิตอยู่ได้ด้วยความเมตตาไม่มีอยู่จริง หญิงสาวที่ไร้ค่าเช่นท่าน การตายลงเงียบๆ ในเรือนร้างหลังนี้ คือวิธีที่ประเสริฐที่สุดแล้ว"
เสียงฝีเท้าแผ่วเบากำลังถอยห่างออกไป พร้อมกับเสียงลงกลอนประตูไม้ที่ปิดตายจากด้านนอก
หลี่มู่เหยียนลืมตาขึ้นในความมืด ดวงตาของเธอไม่ได้อ่อนแรงดั่งคนใกล้ตาย หากแต่มันกลับคมกริบราวกับใบมีดผ่าตัดที่เพิ่งผ่านการลับคม เธอใช้กำลังทั้งหมดที่มีพยุงร่างลุกขึ้นนั่งบนเตียงไม้ที่ผุพัง ความปวดร้าวแล่นริ้วไปทั่วร่างจนเธอกัดริมฝีปากล่างจนห้อเลือด แต่ในความเจ็บปวดนั้นเองที่ทำให้เธอได้รับรู้ถึง 'ข้อมูล' แปลกปลอมที่ไหลบ่าเข้ามาในสมอง
*หลี่มู่เหยียน... คุณหนูรองผู้ถูกทอดทิ้งของตระกูลหลี่*
*ถูกวางยาพิษโดยบ่าวไพร่ที่รับคำสั่งจาก 'ผู้อยู่เบื้องหลัง' ในวังหลวง*
*และจุดจบของร่างนี้... คือการเป็นเพียงเบี้ยที่ถูกเขี่ยทิ้งเพื่อปูทางสู่แผนการอันยิ่งใหญ่กว่า*
"หึ... จะให้ข้าตายงั้นหรือ?" เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นจากลำคอหญิงสาว นัยน์ตาของเธอกวาดมองสภาพแวดล้อมที่มืดมิดผ่านทัศนวิสัยที่ปรับตัวได้ดีเกินคาด เธอสัมผัสได้ถึงชีพจรของตัวเองที่เต้นแผ่วเบาและผิดจังหวะ—พิษนี้กำลังกัดกินหัวใจ แต่สำหรับศัลยแพทย์ผู้ผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน พิษร้ายแรงเหล่านี้ก็เป็นเพียง 'สมการ' ที่รอการแก้ไข
เธอยกมือขึ้นแตะที่ลำคอ สัมผัสได้ถึงก้อนเลือดที่คั่งอยู่ภายใน หากไม่รีบขับออก เส้นเลือดสมองคงได้แตกตายภายในไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม หลี่มู่เหยียนกวาดสายตาไปรอบห้องอย่างรวดเร็ว ในเรือนร้างที่มีเพียงโต๊ะไม้ขาเดียวกับเศษหม้อดินแตกๆ เธอเห็นหยดน้ำค้างที่เกาะอยู่ตามรอยแยกของหน้าต่างไม้
*ความเย็น... ร่างนี้ถูกพิษที่ทำให้เลือดแข็งตัว การจะขับพิษออกต้องใช้ความร้อนกระตุ้นการไหลเวียน แต่ในเรือนร้างที่ไร้ไฟเช่นนี้...*
สายตาของเธอเหลือบไปเห็นเศษกระจกเงาที่แตกหักบนพื้น สะท้อนแสงจันทร์รำไรที่ลอดผ่านหน้าต่างเข้ามา เธอเอื้อมมือไปหยิบเศษกระจกนั้นอย่างไม่ลังเล ก่อนจะกรีดลงบนปลายนิ้วตนเองเพื่อเรียกสติ และใช้มันขูดขีดลงบนผิวไม้ที่เปียกชื้นเพื่อหาเศษรากสมุนไพรที่ขึ้นอยู่ตามรอยแตกของพื้นห้อง—ใช่... รากหญ้าหนาม ที่มีฤทธิ์เป็นยาถอนพิษเบื้องต้น แม้มันจะขมปร่าและหาได้ยาก แต่ในยามคับขันเช่นนี้ มันคือหนทางเดียว
เมื่อหยิบจับรากหญ้าสีเทามาเคี้ยวจนละเอียด หลี่มู่เหยียนกลืนมันลงไปพร้อมกับน้ำค้างที่รวบรวมได้จากรอยแยกหน้าต่าง ร่างกายของเธอเริ่มสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ความร้อนแล่นพล่านไปทั่วเส้นเลือดจากการปฏิกิริยาของสมุนไพรกับพิษที่ตกค้าง
*จงตื่นขึ้น... ร่างกายนี้ยังตายไม่ได้*
ขณะที่เธอกำลังใช้สมาธิกดจุดชีพจรเพื่อขับพิษ ทันใดนั้น ประตูเรือนร้างที่ถูกลงกลอนแน่นหนากลับสั่นสะเทือนด้วยแรงกระแทกจากภายนอก เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเด็ดขาดดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่ใช่ฝีเท้าของบ่าวไพร่ที่ไร้น้ำหนัก แต่เป็นเสียงของรองเท้าบูทหนังชั้นดีของชายชาตินักรบ
ปัง!
ประตูไม้เก่าถูกถีบจนหลุดออกจากบานพับ กลิ่นอายของความตายและสงครามพุ่งเข้ามาพร้อมกับร่างสูงสง่าในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายเมฆาด้วยด้ายเงิน ใบหน้าคมคายนั้นเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปี ทว่ากลับแฝงไปด้วยรัศมีที่กดทับจนอากาศรอบข้างราวกับจะหยุดนิ่ง
เขาก้าวเข้ามาในเรือนร้างแห่งนี้ กลิ่นหอมจางๆ ของไม้กฤษณาที่ติดตัวชายหนุ่มปะทะเข้ากับจมูกของหลี่มู่เหยียน เขาหยุดยืนอยู่หน้าเตียง ดวงตาสีเข้มดุจท้องฟ้ายามราตรีจ้องมองหญิงสาวที่กำลังนั่งหอบหายใจอยู่บนเตียงด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก
"เจ้ายังไม่ตาย..." เสียงทุ้มต่ำดังก้องราวกับเสียงระฆังที่ดังกังวานในหุบเขา ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นมือหนาออกมาดึงผ้าคลุมหน้าของเธอออกเผยให้เห็นใบหน้าที่ซีดเผือดทว่ายังคงความงามล่มเมืองเอาไว้
เขามองดูรอยเลือดที่มุมปากของเธอ และคราบเศษรากไม้ที่เปื้อนปลายนิ้ว ก่อนจะแค่นยิ้มที่มุมปากอย่างเย็นชา
"หลี่มู่เหยียน... สตรีผู้ถูกตราหน้าว่าไร้ค่า แต่กลับขัดขืนความตายด้วยวิธีที่ข้าคาดไม่ถึง"
เขาหยิบขวดหยกขนาดเล็กออกมาจากอกเสื้อ แล้ววางลงบนเตียงข้างกายเธอ ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่บีบคั้นหัวใจคนฟัง
"หากเจ้ามีชีวิตรอดจนถึงเช้าพรุ่งนี้... จงมาพบข้าที่ตำหนักอ๋อง เพราะต่อจากนี้ ชีวิตของเจ้าไม่ได้เป็นของตระกูลหลี่อีกต่อไป แต่เป็นของข้า... 'เฉินจิ้ง'"
เขากำลังจะหมุนตัวจากไป แต่แล้วเขาก็หยุดชะงัก หันกลับมามองเธอด้วยสายตาที่ลึกล้ำราวกับกำลังมองหมากตัวสำคัญบนกระดานที่เขาเพิ่งตัดสินใจเดิน
"อ้อ... ลืมบอกไป ในชาที่เจ้าดื่มเมื่อหัวค่ำ ไม่ได้มีเพียงพิษของฮองเฮาหรอกนะ... แต่มี 'คำสาป' ที่จะทำให้เจ้าทรมานจนกว่าจะสิ้นใจ หากไม่ได้รับยาถอนพิษจากมือข้าทุกเจ็ดวัน"
ชายหนุ่มทิ้งคำพูดนั้นไว้พร้อมกับความเงียบงันที่น่าสะพรึงกลัว ทิ้งให้หลี่มู่เหยียนนั่งนิ่งอยู่บนเตียงกลางเรือนร้าง สายตาของเธอจ้องมองขวดหยกในมือนิ่ง ราวกับกำลังประเมินราคากระดานหมากนี้... ที่บัดนี้ได้กลายเป็นสนามรบของเธออย่างเต็มตัว
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับ "หลิวเยี่ยนซี" ในบทเริ่มต้นนี้นะคะ
หมากรุกกระดานหยกของยอดพธูไร้ใจ•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนในเรือนร้าง
ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานหยกของยอดพธูไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
