เศษเสี้ยวเมฆหมอกแห่งมหาสงครามพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินเมื่อสามเดือนก่อน ยังคงหลงเหลือร่องรอยคราบโลหิตสีชาดและรอยแยกมิติอันน่าสะพรึงกลัวไว้บนยอดเขากระบี่สวรรค์ ทว่าณ บัดนี้ ความวุ่นวายทั้งหมดทั้งมวลได้ถูกกลืนหายไปกับกาลเวลา เหลือเพียงสายลมหนาวเหน็บที่พัดพาเอาความสงบวิเวกมาสู่ดินแดนแห่งการบำเพ็ญเพียร
"ฮ่าๆๆๆ! เจ้าเด็กโง่เยี่ยหลิง สามเดือนเต็มๆ ที่ข้าต้องมาทนฟังเสียงลมหายใจอันน่าเบื่อหน่ายของพวกเจ้าสองคนจนขนหางร่วงหมดตัว! ในที่สุด ยุทธภพอันน่ารังเกียจนี้ก็ไม่มีใครกล้ามากล้ำกรายพวกเราอีกแล้วสินะ!"
เสียงคำรามก้องกังวานด้วยความสะใจของเจ้าอสูรจันทราดังขึ้นจากห้วงมิติภายในกระบี่โลหิต มันโผล่หัวอันใหญ่โตมีเขาเกลียวคดเคี้ยวออกมาในร่างเงาจิตอสูรสีครามเข้ม นัยน์ตาสีชาดจ้องมองไปยังเบื้องหน้าด้วยความหมั่นไส้ระคนขบขัน
เยี่ยหลิงในชุดคลุมสีดำสนิทปักลายกระบี่โลหิตสะบัดชายผ้าตามแรงลม มือข้างหนึ่งถือฝักกระบี่เก่าคร่ำคร่า อีกข้างหนึ่งกำลังเอื้อมไปหยิบจอกสุราสมุนไพรขึ้นมาจิบอย่างไม่รีเวลาร้อนใจ นัยน์ตาคมกริบดุจพญาอินทรีทอดมองไปยังขอบฟ้าไกลโพ้นที่มีทะเลหมอกสีขาวโพลนปกคลุมสุดลูกหูลูกตา
"เจ้าอสูรปากมาก หากเจ้ายังส่งเสียงน่ารำคาญเช่นนี้อีก ข้าจะผนึกเจ้าไว้ในหินอัคคีใต้บาดาลไปอีกสักร้อยปีดีหรือไม่?" เยี่ยหลิงเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยกระแสจิตกดดันอันทรงพลังจนเงาอสูรจันทราถึงกับหดหัวกลับเข้าฝักกระบี่แทบไม่ทัน พร้อมกับเสียงบ่นงึมงำด้วยความหวาดกลัว
ทว่า ภายในบรรยากาศอันเงียบสงบและเยือกเย็นนี้ กลับมีร่างระหงร่างหนึ่งยืนสง่านิ่งอยู่เบื้องหน้าหน้าผาสูงชัน นางสวมอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะบริสุทธิ์ เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามแรงลม
ไป่หลิงเซียน... เทพีแห่งหุบเขาเหมันต์ผู้เคยถูกขนานนามว่าไร้หัวใจ ไร้ความรู้สึก และเย็นชาดุจน้ำแข็งพันปี บัดนี้ ดวงตาคู่สวยที่เคยว่างเปล่ากลับทอประกายความอบอุ่นล้ำลึกอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน นางหันกลับมามองบุรุษผู้ยืนอยู่เคียงข้าง ชายผู้ซึ่งใช้กระบี่ในมือฝ่าฟันอุปสรรคและหลอมละลายน้ำแข็งในจิตใจของนางจนหมดสิ้น
"เจ้ายังอาลัยอาวรณ์ความวุ่นวายในยุทธภพอยู่หรือไม่?" ไป่หลิงเซียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงหวานกังวานดุจเสียงกระดิ่งเงิน แม้จะยังคงมีความเรียบเฉยตามธรรมชาติ แต่น้ำเสียงนั้นกลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเอ่ยกับเขา
เยี่ยหลิงหันไปสบตาคู่สวยนั้น มุมปากหยักยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่งทระนงและเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของจอมยุทธ์ผู้กุมชะตาฟ้าดิน
"ยุทธภพงั้นหรือ? สำหรับข้า ยุทธภพที่มีชื่อเสียงลาภยศสรรเสริญ ก็เป็นเพียงแค่ภาพลวงตาอันน่าขัน... สถานที่ซึ่งมีเจ้าอยู่เคียงข้าง กระบี่ในมือของข้าถึงจะมีจิตวิญญาณอย่างแท้จริง" เยี่ยหลิงกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่มลึก เต็มไปด้วยความจริงจังที่หาได้ยากยิ่ง
ไป่หลิงเซียนชะงักไปเล็กน้อย หัวใจดวงน้อยที่เคยเต้นอย่างสงบมาตลอดชีวิตเซียน กลับกระตุกวูบและเต้นรัวขึ้นอย่างควบคุมไม่ได้ พวงแก้มขาวนวลปรากฏริ้วสีแดงระเรื่อขึ้นจางๆ ดุจดอกเหมันต์แรกแย้มท่ามกลางหิมะโปรย นางเบือนหน้าหนีเล็กน้อยด้วยความเขินอาย ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
"วาจาคารมคมคายของเจ้านี่... นับวันยิ่งฝึกฝนจนล้ำลึกกว่าวิชากระบี่เสียอีกนะ"
"ฮ่าๆๆๆๆ!" เยี่ยหลิงส่งเสียงหัวเราะก้องกังวานด้วยความชอบใจ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่ตัดกับความหนาวเหน็บของยอดเขาสูงอย่างสิ้นเชิง
ย้อนกลับไปเมื่อสามเดือนก่อน หลังจากที่มหาศึกสะท้านภพสิ้นสุดลง เหล่าสำนักใหญ่และเซียนผู้ยิ่งใหญ่ต่างพากันมาคุกเข่าคำนับขอขมาต่อหน้าเยี่ยหลิงและไป่หลิงเซียน พวกเขาพยายามอ้อนวอนให้เยี่ยหลิงขึ้นครองตำแหน่ง "เจ้าสำนักยุทธจักรสูงสุด" เพื่อปกป้องหลอมรวมแผ่นดินให้อยู่ในความสงบ ทว่าสำหรับเยี่ยหลิง ผู้ซึ่งผ่านความสูญเสียและเข้าใจสัจธรรมของความเป็นและความตายมาอย่างโชกโชนแล้ว บัลลังก์และชื่อเสียงเหล่านั้นเป็นเพียงแค่ธุลีดินที่ไร้ค่า
เขาเลือกที่จะปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่าง ทิ้งทุกชื่อเสียงเรียงนาม และพาหญิงสาวผู้เป็นดวงใจเพียงหนึ่งเดียวหลีกหนีความวุ่นวาย สู่ดินแดนลี้ลับที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เส้นทาง
"พวกเราจะไปที่ใดต่อ?" ไป่หลิงเซียนเอ่ยถามขึ้น ขณะที่สายลมพัดผ่านเส้นผมของนางให้คลอเคลียกับลำคอระหง
"ไปในที่ที่ไม่มีกฎเกณฑ์ของสวรรค์ ไม่มีคำพิพากษาของนรก และไม่มีเสียงรบกวนจากพวกมดปลวกในยุทธภพ..." เยี่ยหลิงก้าวเข้าไปใกล้ร่างบาง ชายหนุ่มยื่นมือออกไปกุมมือเรียวนุ่มที่เย็นเฉียบของนางไว้ด้วยความทะนุถนอม ปราณอุ่นร้อนจากร่างกายของเขาแผ่ซ่านถ่ายทอดเข้าไปในร่างของนาง "ไปใช้ชีวิตในฐานะคนธรรมดา... ที่มีเพียงเจ้าและข้า บำเพ็ญเพียรเคียงคู่กันไปจนชั่วนิรันดร์"
ไป่หลิงเซียนเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาของนางฉายแววแห่งความสุขล้ำลึกที่รอคอยมานานแสนนาน นางพยักหน้ารับเบาๆ
"ตกลง... ไม่ว่าหนทางเบื้องหน้าจะเป็นเช่นไร ขอเพียงมีเจ้าอยู่เคียงข้าง ที่นั่นก็คือบ้านของเรา"
ในวินาทีนั้น ท้องน้ายามสนธยาเริ่มเปลี่ยนเป็นสีทองอร่าม แสงอาทิตย์อัสดงสาดส่องลงมากระทบกับตัวกระบี่โลหิตในฝักเกิดเป็นประกายแสงเรืองรองดุจดั่งบทเพลงส่งท้ายอันยิ่งใหญ่ของตำนานบทหนึ่ง
เยี่ยหลิงโอบเอวบางของไป่หลิงเซียนไว้แนบกาย ก่อนที่ร่างทั้งสองจะทะยานขึ้นสู่ท้องนากว้างใหญ่ ดุจมังกรและหงส์ที่โบยบินหายลับไปท่ามกลางหมู่เมฆสีทอง ทิ้งไว้เพียงตำนานเล่าขานของ "จอมกระบี่วิปลาส" และ "นางเซียนผู้ไร้ใจ" ที่สถิตอยู่ในความทรงจำของผู้คนในยุทธภพตราบนานเท่านาน
และนั่นคือบทสรุปแห่งวิถีกระบี่ เส้นทางที่มิได้ถูกขีดเขียนโดยลิขสิทธิ์สวรรค์ หากแต่ถูกสลักไว้ด้วยหัวใจที่รักและมั่นคงเพียงหนึ่งเดียว
ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงบ่าเคียงไหล่ผ่านร้อนผ่านหนาวในยุทธภพนี้ด้วยกันมาจนถึงหน้าสุดท้ายนี้นะครับ
กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ•ตอนที่ 30
ตำนานที่ถูกจารึกไว้
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสยบมารกับนางเซียนผู้ไร้ใจ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!