เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารบนโต๊ะกระจกนิรภัยดังสนั่น สะท้อนก้องห้องประชุมที่ยังหลงเหลืออุณหภูมิความตึงเครียดจากประโยคคำสั่งเผด็จการของคุณพิม
"สามเดือน... คุณบ้าไปแล้วเหรอครับคุณพิม!"
รวินท์พ่นลมหายใจพรืด มือเรียวที่มักจะจัดระเบียบทุกสิ่งในชีวิตอย่างสมบูรณ์แบบตอนนี้กำเข้าหากันแน่นจนข้อต่องอขาว สถาปนิกหนุ่มผู้รักความเนียบค่อยๆ หันขวับไปมองหน้าคู่กรณีที่ยืนกอดอกพิงกรอบหน้าต่างด้วยท่าทางสบายอารมณ์ ธันวากำลังยกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มชนิดที่รวินท์อยากจะเอาแบบแปลนตึกสิบชั้นฟาดหน้าสักทีสองที ข้อหาหมั่นไส้ล้วนๆ
"ไม่ได้บ้าครับสถาปนิก... แต่หูคุณคงฝาดไปเอง" ธันวาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ กวนประสาทเสียจนน่าหยิกเนื้อสักที "คุณพิมพูดชัดถ้อยชัดคำ สามเดือนเต็มๆ ในไซต์งานสร้างรีสอร์ทกลางหุบเขา ที่ที่ไม่มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตหรูหรา ไม่มีคาเฟอีนพรีเมียมให้คุณนั่งจิบเคลียร์แบบสวยๆ... มีแค่ผม ฝุ่นดิน และเสียงตอกเสาเข็ม"
"ผมปฏิเสธได้ไหมครับ" รวินท์หันขวับไปหาหัวหน้าโครงการทันที ดวงตาสีเข้มฉายแววคัดค้านอย่างไม่ปิดบัง "ผมเป็นสถาปนิก ออกแบบโครงสร้างและฟังก์ชันจากออฟฟิศนี้ได้ ทำไมต้องไปจมปลักอยู่ที่ไซท์งานกันดารนั่นด้วยล่ะครับ"
คุณพิมถอนหายใจยาว ยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ "ไม่มีข้อแม้ค่ะคุณรวินท์... เอ๊ย... ไม่มีข้อแม้ครับรวินท์ โปรเจกต์นี้บริษัทเราประมูลได้ด้วยงบมหาศาล และปัญหาหน้างานมันแก้ไม่ตกเพราะสถาปนิกกับวิศวกรตีกันจนแบบแปลนพังไม่เป็นท่า ฉันต้องการให้พวกคุณสองคนไปเคลียร์หน้างานให้จบ ถ้าโปรเจกต์นี้ล่ม ฉันจะโยนหัวพวกคุณไปให้บอร์ดบริหารสับเละเป็นชิ้นๆ เหมือนกัน!"
สิ้นคำประกาศิต ประตูห้องประชุมก็ถูกปิดลงพร้อมเสียงคลิกเบาๆ เหลือเพียงเข2คนในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ ที่บรรยากาศดูจะอึดอัดกว่าเดิมเป็นเท่าตัว
รวินท์กัดฟันกรอด ขยับแว่นสายตาที่ไม่มีเลนส์สายตาเพื่อกลบเกลื่อนความหงุดหงิด "เพราะคุณคนเดียวเลยธันวา ถ้าคุณไม่ไปแก้แบบแปลนโครงสร้างของผมดะ มึง... เอ๊ย... นายคงไม่ต้องโดนเนรเทศแบบนี้"
"อ้าวๆ โทษผมฝ่ายเดียวได้ไงครับท่านสถาปนิก" ธันวาหัวเราะในลำคอ ร่างสูงใหญ่ก้าวเข้ามาประชิดตัวรวินท์ทีละก้าว จนสถาปนิกหนุ่มต้องถอยหลังไปชนขอบโต๊ะประชุม "แบบของคุณมันสวยหรูจนอยู่บนโลกความจริงไม่ได้ต่างหาก เสาเหล็กรับน้ำหนักแบบนั้น ถ้าลมพัดมาทีเดียว รีสอร์ทหรูของคุณได้กลายเป็นกองขยะรีไซเคิลแน่ๆ ผมช่วยชีวิตคุณไว้ต่างหาก หัดขอบคุณผมซะบ้างสิครับ"
"เพ้อเจ้อ!" รวินท์เบือนหน้าหนี ปลายจมูกรั้นเชิดขึ้นด้วยความถือดี "ผมคำนวณมาอย่างดี ไม่มีทางพลาดหรอก... ถอยไปนะ คุณจะเดินเข้ามาใกล้เกินไปแล้ว"
ธันวาไม่ยอมถอย กลับโน้มตัวลงมาใช้มือข้างหนึ่งยันขอบโต๊ะกักตัวรวินท์ไว้ตรงกลาง ระยะห่างระหว่างใบหน้าลดลงจนรวินท์ได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือกลิ่นฝุ่นดินจางๆ จากตัววิศวกรหนุ่ม กลิ่นที่ทำให้หัวใจเจ้ากรรมกระตุกวูบอย่างไม่มีเหตุผล
"กลัวอะไรครับ? หรือกลัวว่าใกล้แค่นี้... จะเห็นว่าผมไม่ได้ใจร้ายอย่างที่คิด?" เสียงกระซิบพร่าต่ำดังอยู่ข้างใบหู ทำเอารวินท์ขนลุกซู่ รีบยกมือขึ้นดันแผงอกอีกฝ่ายให้ออกห่างทันที
"ถอยไปเลยนะ! ผมไม่อร่อยและไม่อยากเสวนาด้วย เก็บปากไว้เถียงกับคนงานในไซต์เถอะครับ!"
รวินท์สะบัดหน้าหนีแล้วคว้ากระเป๋าเอกสารเดินดุ่มๆ ออกจากห้องประชุมทันที ทิ้งให้ธันวายืนมองตามด้วยรอยยิ้มพราวระยับที่มุมปาก... *ปากดีแบบนี้แหละ น่าแกล้งให้เข็ด*
---
สองวันต่อมา... ณ ไซต์งานก่อสร้างกลางหุบเขาที่รายล้อมด้วยผืนป่าสีเขียวขจี
สายฝนโปรยปรายลงมาอย่างไม่ขาดสาย อากาศรอบตัวเย็นยะเยือกจนรวินท์ที่สวมเสื้อเชิ้ตลินเนอร์รีดเรียบกริบต้องยกมือขึ้นกอดอกเพื่อคลายความหนาว สถาปนิกหนุ่มกำลังยืนถือม้วนกระดาษแบบแปลนหลบฝนอยู่ใต้เพิงพักคนงานชั่วคราว สีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิดเพราะรองเท้าหนังแบรนด์เนมคู่โปรดเลอะเปื้อนโคลนสีแดงขุ่น
ให้ตายเถอะ! นี่มันนรกบนดินชัดๆ
"ยืนทำหน้าเป็นปลาทูแม่กลองตากแห้งอยู่ได้ ระวังหน้าแก่เร็วนะครับคุณสถาปนิก"
เสียงกวนประสาทที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับร่างสูงของวิศวกรหนุ่มที่ก้าวเข้ามาหลบฝนด้วยกัน ธันวาอยู่ในชุดลุยงาน เสื้อยืดสีเข้มชุ่มเหงื่อและละอองฝนแนบลู่ไปกับแผงอกกว้าง กางเกงยุทธวิธีเปื้อนโคลน และที่สำคัญ... บนศีรษะของเขาตอนนี้สวมหมวกนิรภัยสีเหลืองสดใส
รวินท์เหลือบตามองด้วยความหมั่นไส้ "ถ้าว่างมากนัก ก็เอาเวลาไปตรวจความแข็ง
แรงของเสาเขيمโน่นไปคุณธันวา อย่ามาเดินวนเวียนแถวนี้ น่ารำคาญ"
ธันวาไม่โกรธ แถมยังหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี เขาสוดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะถอดหมวกนิรภัยสีเหลืองออกจากศีรษะ เสื้อผมหยักศกชื้นเหงื่อลู่ปรกหน้าผากอย่างเซอร์ๆ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่ดึงดูดสายตารวินท์...
สายตาคมกริบของสถาปนิกหนุ่มกวาดไปเห็นรอยแผลเป็นยาวราวนิ้วกว่าที่พาดผ่านขมับด้านซ้ายของวิศวกรหนุ่ม รอยแผลที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้หมวกใบนั้นมาตลอดสามวันที่เจอกัน รวินท์ชะงักไปเล็กน้อย หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับสะดุดกึกอย่างไม่รู้ตัว
ธันวาชะงักเมื่อเห็นรวินท์จ้องมองรอยแผลนั้นนิ่ง วิศวกรหนุ่มยกมือขึ้นแตะขมับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มกวนประสาทเลือนหายไปชั่วขณะ แทนที่ด้วยความเงียบงันที่แปลกตา
"มองอะไรครับ? กลัวแผลเป็นผมมันจะทำให้รีสอร์ทคุณดีไซน์พังเหรอ" ธันวาเอ่ยกลั้วหัวเราะกลบเกลื่อน แต่แววตาไหววูบไปชั่ววินาที
รวินท์ไม่ได้ตอบทันที สถาปนิกหนุ่มขยับตัวเข้าไปใกล้อีกนิดโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วเรียวที่มักจะถือดินสอเขียนแบบอย่างไร้ความลังเล ตอนนี้กลับสั่นน้อยๆ อย่างประหลาด รวินท์เอื้อมมือออกไปช้าๆ ปลาย นิ้วแตะลงที่บริเวณผิวเนื้อใกล้รอยแผลเป็นนั้นแผ่วเบา ราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ
ธันวาเบิกตากว้างเล็กน้อย ร่างสูงแข็งทื่อไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกやくเมื่อสัมผัสอุ่นๆ จากปลายนิ้วเรียวแตะต้องลงบนผิวเนื้อที่เขาไม่เคยยอมให้ใครเข้าใกล้ นัยน์ตาสีเข้มสบเข้ากับดวงตาคู่สวยของรวินท์ที่ฉายแววอ่อนโยน... แววตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความซึนและท่าทีแข็งกระด้างมาตลอด
"ไปโดนอะไรมาครับ..."
เสียงของรวินท์แผ่วเบาจนแทบจะกลืนหายไปกับเสียงสายฝนรอบตัว ไม่มีร่องรอยของการประชดประชัน ไม่มีคำพูดเผ็ดร้อน มีเพียงความห่วงใยที่หลุดลอดออกมาจากดวงตาคู่นั้นอย่างห้ามไม่อยู่
ธันวากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจกระหน่ำเต้นรัวยิ่งกว่าเสียงเครื่องจักรในไซต์งาน วิศวกรหนุ่มเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นกุมมือเรียวที่แตะอยู่บนขมับของตัวเองไว้แน่น ความอุ่นร้อนจากฝ่ามือของธันวาแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจของรวินท์จนสถาปนิกหนุ่มต้องรีบหลบสายตา
"แผลเป็นจากตอนช่วยชีวิตคนงานที่เครนถล่มเมื่อปีก่อนน่ะครับ..." ธันวาตอบเสียงทุ้มต่ำ นัยน์ตาพราวระยับจ้องมองใบหน้าหวานที่ขึ้นสีระเรื่ออย่างลึกซึ้ง "แต่ตอนนี้... สงสัยผมต้องระวังตัวมากกว่าเดิมซะแล้วสิ"
"ระวัง... เรื่องอะไรของคุณ" รวินท์พยายามดึงมือตัวเองกลับ แต่ธันวากลับกุมไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
"ก็ระวัง..." ธันวาโน้มใบหน้าเข้าไปกระซิบชิดริมหู รินลมหายใจอุ่นร้อนรดรดลาดไหล่บาง "ระวังจะแพ้... มุมอ่อนโยนของสถาปนิกปากแข็งอย่างคุณเข้าสักวัน"
ปัง! เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นก้องหุบเขาพร้อมกับแสงแฟลชจากโทรศัพท์มือถือของใครบางคนสาดเข้ามาในเพิงพัก รวินท์สะดุ้งสุดตัวรีบสะบัดมือออกทันที ทั้งสองคนหันขวับไปมองที่หน้าทางเข้าเพิงพักพร้อมกัน
ร่างของโฟร์แมนหนุ่มประจำไซต์งานยืนถือโทรศัพท์ค้างเติ่ง อ้าปากค้างทำหน้าเหวอสุดขีดเมื่อเห็นภาพวิศวกรจอมโหดกับสถาปนิกปากร้ายยืนกุมมือกันแนบชิด
"เอ่อ... ะ... ผมไม่ได้ตั้งใจจะขัดจังหวะนะครับหัวหน้าธันวา! แต่... แต่พอดีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อโทรมาแจ้งว่าคอนกรีตล็อตใหม่มาส่งแล้วครับ!"
ธันวาถอนหายใจยาวอย่างหัวเสีย หันกลับมามองรวินท์ที่ตอนนี้หน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู สถาปนิกหนุ่มเม้มปากแน่น รีบคว้ากระเป๋าเอกสารแล้วก้าวฉับๆ ฝ่าสายฝนออกไปทันทีโดยไม่หันกลับมามองอีกเลย
วิศวกรหนุ่มมองตามแผ่นหลังบางที่เดินหนีไปพร้อมรอยยิ้มกว้างที่หุบไม่ลง เขายกมือขึ้นแตะขมับบริเวณที่รวินท์เพิ่งสัมผัส ความอุ่นยังคงหลงเหลืออยู่ชัดเจน
แต่ทว่า... ในจังหวะที่ธันวากำลังจะเดินตามออกไป เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเปังกางเกงก็ดังขึ้น วิศวกรหนุ่มหยิบขึ้นมาดูหน้าจอ ปรากฏชื่อเบอร์แปลกที่ไม่คุ้นเคย แต่รหัสพื้นที่ระบุชัดเจนว่ามาจาก "กรุงเทพมหานคร"
ธันวากดรับสายด้วยความสงสัย เสียงปลายสายตวัดลอดเข้ามาทำให้รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้างทันที
*“คุณธันวาใช่ไหมคะ? ฉันโทรมาจากสำนักงานใหญ่... เรื่องแบบแปลนรีสอร์ทที่คุณรวินท์เพิ่งส่งอัปเดตล่าสุด... มันมีปัญหาใหญ่หลวงที่ปิดบังไว้ไม่ได้อีกแล้วค่ะ!”*
ขอขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและร่วมเดินทางไปกับความป่วนชวนฟินในตอนนี้นะครับ
เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 3
ความลับใต้หมวกนิรภัย
ผลงานโดย นาโนบอทมาสเตอร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นาโนบอทมาสเตอร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟโซนสุดกวนกับก๊วนสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!