"คุณคิดว่าความเงียบงันของฉันในวันนั้น คือการจำนนต่อความผิดที่คุณยัดเยียดให้สินะคะ... คุณอคิน"
เสียงหัวเราะเบาๆ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากของรินรดาไม่ได้เจือความขบขันแม้แต่น้อย มันคือเสียงสะท้อนของซากปรักหักพังในจิตใจที่ถูกเผาทำลายจนไม่เหลือชิ้นดี ร่างเพรียวบางในชุดสูทเข้ารูปสีเทาเข้มยืนพิงขอบหน้าต่างกระจกใสของเพนต์เฮาส์หรู มองลอดผ่านม่านฝนที่โปรยปรายลงมาด้านล่าง ทว่าแววตาคู่คมกลับไม่ได้สะท้อนภาพความเปียกชื้นภายนอก หากแต่กำลังจมดิ่งลงไปในห้วงเวลาอันมืดมิดเมื่อสามปีก่อน—ช่วงเวลาที่เธอถูกตราหน้าว่าเป็นผู้หญิงไร้ยางอายที่ขโมยความลับบริษัทและหักหลังแม้กระทั่งความรู้สึกของสามีตัวเอง
อคินยืนนิ่งอยู่เบื้องหลัง เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันประหลาดที่แผ่ออกมาจากตัวอดีตภรรยา ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเคยร้องไห้อ้อนวอนขอความเห็นใจ ผู้หญิงที่ก้มหน้ายอมรับทุกข้อกล่าวหาโดยไม่ปริปากแก้ตัวแม้แต่คำเดียว บัดนี้กลับยืนหยัดอย่างมั่นคงราวกับรูปปั้นหินอ่อนที่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาจากความแค้นและความเจ็บปวด
"เอกสารชุดนั้น... และหลักฐานการยักยอกเงินในบัญชีลับของคุณพ่อคุณ..." อคินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่พยายามรักษาความราบเรียบ แต่สันกรามที่ขบเข้าหากันอย่างแน่นหนากลับฟ้องถึงความปั่นป่วนภายใน "ฉันไม่ได้เป็นคนทำ... และคุณก็รู้ดีแก่ใจ" เขาเว้นวรรค ดวงตาคมกริบมองแผ่นหลังที่ตั้งตรงอย่างไร้ความหวาดหวั่นนั้น "แต่ในเมื่อตอนนั้นคุณเลือกที่จะเงียบ และเซ็นใบหย่าเพื่อแลกกับการออกไปจากชีวิตฉัน... ทำไมวันนี้คุณถึงกลับมาพร้อมกับสายตาที่มองฉันราวกับเป็นนักโทษประหารล่ะ รินรดา"
รินรดาหันกลับมาอย่างช้าๆ มุมปากหยิ้มขึ้นเป็นรอยยิ้มเยียบเย็นที่ทำให้อคินรู้สึกเหมือนมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงลงบนผิวหนัง เธอก้าวเข้าไปใกล้ชายหนุ่มทีละน้อย กลิ่นน้ำหอมกลิ่นกุหลาบป่าผสมความเย็นชาที่เป็นเอกลักษณ์ของเธอโชว์หรี่อยู่รอบกาย
"เพราะตอนนั้นฉันโง่ไงคะ..." รินรดาเอ่ยกระซิบ เสียงของเธอนุ่มนวลจนน่ากลัว "โง่ที่คิดว่าความรักและความซื่อสัตย์จะเอาชนะความระแวงในสายตาคุณได้ โง่ที่ยอมแบกรับข้อหา 'คนทรยศ' เอาไว้คนเดียว เพื่อปกป้องชื่อเสียงของตระกูลที่คุณรักยิ่งกว่าชีวิต... และเหนือสิ่งอื่นใด ฉันเงียบเพราะในอ้อมแขนของฉันตอนนั้น มีหนึ่งชีวิตที่กำลังจะลืมตาดูโลกโดยไม่มีพ่ออย่างคุณคอยทำลาย!"
คำพูดประโยคสุดท้ายพุ่งเข้าปะทะอกอคินราวกับลูกกระสุนปืน เขาก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำเกี่ยวกับวันที่รินรดาเดินออกจากคฤหาสน์ตระกูลศิริandรักษ์ผุดวาบขึ้นมาในหัว ร่างกายที่ดูผอมโซ ท้องที่นูนเด่นขึ้นมาเล็กน้อยภายใต้เสื้อโค้ตตัวใหญ่ และแววตาที่ว่างเปล่าไร้ซึ่งประกายแสงใดๆ—นั่นไม่ใช่แววตาของคนผิด แต่เป็นแววตาของคนที่ตายทั้งกลมต่างหาก
"คุณ... หมายความว่ายังไง" อคินเค้นเสียงถาม ความตื่นตระหนกที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ท่าทีเย่อหยิ่งมาตลอดเริ่มปริร้าว "เรื่องลูก..."
"ลูกของฉัน... ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับผู้ชายใจร้ายที่ชื่ออคินทั้งสิ้นค่ะ!" รินรดาตัดบทเสียงกร้าว ดวงตาสองข้างแดงก่ำด้วยเพลิงโทสะที่อัดอั้นมานานหลายปี "คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอמהชื่อเขา คุณไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะมองหน้าเขา เพราะตลอดเวลาสามปีที่คุณสุขสบายอยู่บนกองเงินกองทอง ฉันต้องดิ้นรนแทบตายเพื่อปกป้องลูกจากเงื้อมมือของคนที่คุณไว้ใจ... คนที่แท้จริงแล้วเป็นคน 'ใส่ร้าย' ฉันในวันนั้น!"
คำว่า *ใส่ร้าย* กระแทกเข้าใส่โสตประสาทของอคินจนวิงเวียน เขารู้สึกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนเคว้ง ความจริงที่ถูกบิดเบือนด้วยหลักฐานปลอมและอคติอันมืดบอดของตนเองในอดีตกำลังย้อนกลับมาบีรัดลำคอจนหายใจไม่ออก ภาพของเลขาคนสนิทในอيكยุค 3 ปีก่อนที่รีบร้อนยื่นเอกสารความผิดพลาดทางการเงินมาให้เขาดูผุดขึ้นมา พร้อมกับเสียงเตือนในหัวที่สายเกินแก้
"คุณกำลังจะบอกว่า... หลักฐานพวกนั้นถูกสร้างขึ้นมาเพื่อกำจัดคุณออกไปจากเส้นทางอำนาจ?" อคินถามเสียงสั่น ร่างสูงใหญ่ที่เคยน่าเกรงขามบัดนี้กลับดูสั่นเทาอย่างน่าสมเพช
"เพิ่งฉลาดเอาตอนนี้เหรอคะ? น่าเสียดายจริงๆ ที่มันสายเกินไป..." รินรดาหัวเราะในลำคอ แววตาสสมเพชเวทนาฉายชัดเจนจนอคินรู้สึกเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าถูกมีดกรีดลงบนเนื้อ "คุณถูกจูงจมูกเหมือนคนโง่โดยคนที่คุณไว้ใจที่สุด ขณะที่ฉัน... ต้องกลายเป็นจำเลยสังคมโดยที่คุณไม่เคยแม้แต่จะถามความจริงสักคำเดียว!"
บรรยากาศภายในห้องเงียบงันลงทันที มีเพียงเสียงฝนที่ยังคงซัดสาดกระทบกระจกหน้าต่างด้านนอก ราวกับเสียงกู่ร้องของความยุติธรรมที่มาถึงช้าเกินไป อคินทรุดตัวลงเล็กน้อย ความเย่อหยิ่งทระนงตนที่สะสมมาทั้งชีวิตพังทลายไม่เป็นท่า เขาอ้าปากจะเอמהคำขอโทษ คำแก้ตัว หรือแม้แต่การร้องขอโอกาส ทว่ารินรดากลับยกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทีเด็ดขาด
"อย่าพูดคำว่าขอโทษออกมาเด็ดขาดนะคะ... เพราะมันน่ารังเกียจ และมันไม่มีค่าอะไรกับหยาดน้ำตาที่ฉันเคยเสียไปเลยแม้แต่หยดเดียว" รินรดากล่าวเสียงเย็นเฉียบ หมุนตัวเดินผละออกจากเขาเพื่อเตรียมตัวจะเดินไปที่ประตู "เกมการแก้แค้นเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นค่ะ คุณอคิน... เตรียมตัวรับผลกรรมที่คุณเคยหว่านเอาไว้ให้ดีก็แล้วกัน"
ในขณะที่รินรดากำลังจะเอื้อมมือไปบิดลูกบิดประตู เสียงฝีมือเล็กๆ ของเด็กน้อยพร้อมกับเสียงเจื้อยแจ้วก็ดังขึ้นจากด้านนอกห้องโถงเพนต์เฮาส์ ซึ่งเป็นเขตพื้นที่ส่วนตัวที่ควรจะมีแค่เธอกับเขาเท่านั้น!
*“มัמי... คุณแม่ฮะ! ลีโอหิวแล้ว ทำไมคุณแม่ไปนานจัง...”*
เสียงเล็กๆ ใสแจ๋วราวกระดิ่งแก้วหยุดชะงักลง รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีด รีบหันขวับกลับไปมอง ทว่าทุกอย่างช้าเกินไปเสียแล้ว—
ประตูห้องเปิดออกกว้าง และร่างจ้ำม่ำของเด็กชายวัยสองขวบในชุดเอี๊ยมหมีน้อยก็วิ่งเข้ามาในห้อง โดยมีพี่เลี้ยงวิ่งตามหน้าตาตื่น
เด็กชายหยุดวิ่ง ดวงตากลมโตใสแจ๋วราวกับลูกแก้วคริสตัลกะพริบปริบๆ เมื่อเห็นชายแปลกหน้าตัวสูงใหญ่ยืนอยู่กลางห้อง และเมื่ออคินหันขวับกลับมามองตามเสียง ดวงตาทั้งคู่ก็ประสานกันเข้าอย่างจัง!
ลมหายใจของอคินสะดุดกึก หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะเมื่อมองเห็นใบหน้าของเด็กน้อยชัดเจนเต็มสองตา—ดึงเค้าโครง โครงหน้า จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะแววตานิ่งสงบที่ฉายแววเย่อหยิ่งอยู่ในที... มันคือพิมพ์เดียวกันกับเงาสะท้อนของเขาในกระจกเงาไม่มีผิดเพี้ยน!
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง เจ็บปวด และยืนหยัดเคียงข้างรินรดามา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
*กระจกเงาต้องสาป*
หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ•ตอนที่ 35
ความจริงที่รินรดาปกปิด
ผลงานโดย กระจกเงาต้องสาป
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระจกเงาต้องสาป)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หย่าให้ตาย...แต่ลูกชายฉันดันหน้าเหมือนคุณ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!