เสียงกราบลาของสายสะพายกีตาร์เบส Fender สีพาสเทลกระทบกับกระดุมเสื้อเชิ้ตของผมเบาๆ ในขณะที่ปลายนิ้วยังคงจำสัมผัสอุ่นจัดจากฝ่ามือของใครบางคนเมื่อวินาทีที่แล้วได้ดี
“อย่าตื่นเต้นจนทำเบสหล่นล่ะยัยตัวแสบ ถ้าวงเราขายหน้าเพราะเธอเป็นลมล่ะก็... ฉันจะหักเงินเดือนในฐานะโปรดิวเซอร์”
เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยกระซิบอยู่ชิดใบหู ท่ามกลางความมืดหลังเวทีรอบตัดสินโปรเจกต์เพลงคู่มหาวิทยาลัย เสียงฮือฮาของผู้ชมหลายพันคนดังอื้ออึงลอดผ่านม่านกำมะหยี่สีแดงสดเข้ามา ราวกับคลื่นใต้น้ำที่กำลังซัดสาดหัวใจให้เต้นระรัว
ผมตวัดสายตาคมกริบมองร่างสูงของคนที่ยืนกอดอกพิงผนังห้องพักศิลปินอยู่ เฮียโซ่ในชุดแจ็กเก็ตหนังสีดำสนิทขับเน้นให้ไหล่กว้างดูน่าเกรงขาม ใบหล่อเหลาราวกับพระเอกนิยายแบดบอยกำลังส่งสายตาดุๆ มาให้ แต่ถ้าสังเกตให้ดี... ปลายนิ้วเรียวยาวที่กำลังเคาะกับบอดี้กีตาร์โปร่งทรง Dreadnought ตัวโปรดของเขานั่นต่างหาก ที่กำลังฟ้องความกระวนกระวายใจออกมาอย่างชัดเจน
“ระดับพายอาร์ไม่มีคำว่าสั่นหรอกค่ะ... เอ๊ย! ไม่มีคำว่าสั่นหรอกค่ะเฮีย!” ผมเผลอตัวสะดุดปากตัวเองเมื่อเกือบจะหลุดคำพูดเคยชินออกไป แต่ก็รีบแก้เกมด้วยการเชิดคางขึ้นใส่ทันที “ห่วงตัวเองเถอะค่ะว่าจะเล่นคอร์ดเปิดไม่พลาดจนฉันต้องอายเขา”
“ปากดีแบบนี้ค่อยสมเป็นเธอหน่อย” เฮียโซ่แค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าประชิดตัวด้วยระยะห่างที่อันตรายเกินความจำเป็น ปลายนิ้วอุ่นจัดเอื้อมมาปัดปอยผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มให้อย่างเบามือ สัมผัสแผ่วเบานั้นทำเอาผมเผลอกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ “จำไว้... บนเวทีนั้น มองแค่ฉันก็พอ อย่าไปสนใจสายตาไอ้กรณ์หรือใครหน้าไหนทั้งนั้น เข้าใจไหม”
น้ำเสียงจริงจังที่เจือความเอาแต่ใจเล็กน้อยทำเอาหัวใจเต้นผิดจังหวะ ผมเม้มริมฝีปากแน่นพยายามซ่อนอาการหูร้อนผ่าวไว้ใต้แสงไฟสลัว
“ทำไมคะ กลัวฉันเล่นพลาดจนเสียชื่อโปรดิวเซอร์มือหนึ่งแห่งวิศวะฯ หรือไง”
“เปล่า...” เฮียโซ่โน้มใบหน้าลงมาจนหน้าผากเกือบชิดกัน ดวงตาคมกริบคู่นั้นฉายแววคลั่งรักที่ถูกเก็บกดไว้ภายใต้ความซึนเดระอย่างแนบเนียน “กลัวว่าคนอื่นจะมองเห็นรอยยิ้มของเธอตอนที่ร้องเพลงคู่กับฉันต่างหาก ของหวง... ฉันเก็บไว้ดูคนเดียวดีกว่า”
ตึ้ง!
เสียงประกาศเรียกชื่อวงของเราดังกระหึ่มผ่านลำโพงสนาม ท่ามกลางเสียงกรี๊ดสนั่นหวั่นไหวของเหล่าแฟนคลับที่อัดแน่นอยู่หน้าเวทีรอบตัดสิน เฮียโซ่ผละออกไปอย่างเสียดายเล็กน้อย ก่อนจะคว้ามือผมให้ก้าวเดินตามออกไปสู่แสงสว่างเจิดจ้า
ฟูม! แสงสปอตไลท์สีนวลสาดส่องลงมากลางเวทีขนาดใหญ่ กลิ่นอายของความกดดันและความคาดหวังลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ทันทีที่เราสองคนก้าวขึ้นไปยืนเคียงคู่กัน เสียงฮือฮาก็ยิ่งดังกระหึ่มขึ้นไปอีกเมื่อหน้าจอ LED ยักษ์ด้านหลังปรากฏภาพของเราทั้งคู่
ผมสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกสติ กวาดสายตามองไปรอบฮอลล์ที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คน ก่อนจะเหลือบไปเห็นกลุ่มเพื่อนสนิทอย่างมินกำลังชูมือถือป้ายไฟเชียร์สุดฤทธิ์อยู่แถวหน้า และที่มุมอับสายตา... ผมทันเห็นร่างสูงของกรณ์คู่แข่งตัวฉกาจยืนกอดอกมองมาด้วยสายตาเรียบนิ่งแต่แฝงประกายความท้าทายบางอย่าง
แต่ในวินาทีที่เสียงดนตรีอินโทรท่อนแรกดังขึ้น... โลกทั้งใบก็แคบลงเหลือเพียงแค่เราสองคน
เฮียโซ่ดีดกีตาร์โปร่งด้วยท่วงทำนองที่นุ่มนวลแต่ทรงพลัง เสียงสายกีตาร์ที่สั่นพรรณนาสอดรับกับจังหวะเดินเบสทุ้มต่ำที่ผมบรรจงดีดประคองอย่างรู้ใจ ท่วงทำนองเพลงรักแนวอะคูสติกป็อปที่แต่งขึ้นมาเพื่อโปรเจกต์นี้โดยเฉพาะ กำลังร้อยเรียงเรื่องราวความสัมพันธ์ “ซึนๆ” ของเราให้ออกมาเป็นเสียงดนตรีที่มีชีวิตชีวา
ผมก้าวเข้าไปยืนใกล้ไมโครโฟน สบเข้ากับดวงตาคมของมือกีตาร์หนุ่มที่กำลังส่งสัญญาณให้เริ่มร้องท่อนแรก
*(เนื้อเพลง)*
“ซ่อนความรู้สึกไว้ใต้รอยยิ้มกวนๆ
แกล้งทำเป็นไม่สนใจทั้งที่ใจมันหวง
บอกตัวเองว่าอย่าไปคิดไกล... แต่สุดท้ายก็ติดกับดักรอยยิ้มเธอ”
น้ำเสียงใสเคล้าความกังวานก้องสะท้อนไปทั่วฮอลล์ ผู้ชมต่างเงียบกริบเพื่อดื่มด่ำไปกับเนื้อหาที่ตรงกับเคมีของเราแบบเป๊ะๆ ทันทีที่ร้องจบประโยค เฮียโซ่ก็ขยับเข้ามาประชิดตัวขณะบรรเลงท่อนโซโล่กีตาร์ที่พลิ้วไหวและร้อนแรงขึ้น ปลายนิ้วแกร่งวิ่งไปตามเฟรตบอร์ดอย่างคล่องแคล่ว สายตาคมกริบมองตรงมาที่ผมราวกับจะสะกดวิญญาณ
และเมื่อถึงท่อนฮุกประสานเสียง...
*(เนื้อเพลง)*
“ต่อให้ปากบอกไม่รัก... แต่ใจมันก็ยอมจำนน
ไม่ว่าจะร้ายใส่กันแค่ไหน... สุดท้ายก็มีแต่เธอคนเดียว”
เฮียโซ่เอ่ยท่อนร้องทุบหัวใจคนดูด้วยน้ำเสียงอบอุ่น ทรงเสน่ห์ และเต็มไปด้วยความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใน ท่ามกลางเสียงกรี๊ดที่ดังทะลุเพดานฮอลล์ มือหนาข้างหนึ่งละจากคอกีตาร์ เอื้อมมาโอบกระชับเอวบางของผมไว้หลวมๆ เพื่อดึงเข้ามาใกล้ในจังหวะที่ดนตรีทวีความเข้มข้นขึ้น สายตาทั้งคู่ประสานกันอย่างลึกซึ้ง ไร้ซึ่งช่องว่างระหว่างกัน เคมีที่พวยพุ่งออกมาทำให้คนดูอินตามจนแทบจะกลั้นหายใจ
รอยยิ้มมุมปากที่แสนจะเป็นเอกลักษณ์ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฮียโซ่ เขาก้มลงกระซิบเบาๆ ใกล้ริมฝีปากขณะที่เสียงดนตรียังคงบรรเลงคลอเคลีย
“ร้องดีแบบนี้... คืนนี้ฉันมีรางวัลพิเศษเตรียมไว้ให้แล้วนะ ยัยตัวแสบ”
เสียงฮือฮาระลอกใหญ่ดังขึ้นอีกครั้งเมื่อกล้องจับภาพจังหวะที่เรายืนแนบชิดกันบนจอใหญ่ยักษ์ ความหวานเชื่อมที่ระเบิดออกมาบนเวทีทำให้คณะกรรมการและผู้ชมต่างปรบมือให้เกียรติอย่างกึกก้อง เสียงดนตรีค่อยๆ เฟดตัวลงพร้อมกับท nโน้ตตัวสุดท้ายที่กังวานค้างอยู่กลางอากาศ
ภารกิจบนเวทีสิ้นสุดลงอย่างสมบูรณ์แบบ... ชัยชนะดูเหมือนจะอยู่แค่เอื้อม
แต่ทว่า ในจังหวะที่ผมกำลังจะผละออกจากอ้อมแขนอุ่นเพื่อโค้งคำนับขอบคุณผู้ชม สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติที่ด้านหลังเวทีฝั่งทางออกฉุกเฉิน มินเพื่อนรักของผมกำลังวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาด้วยสีหน้าซีดเผือด พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนในหน้าจอมือถือที่สว่างวาบขึ้นมาท่ามกลางความมืด
ผมก้มลงมองหน้าจอที่แสดงข้อความจากเบอร์แปลก... แต่ชื่อผู้ส่งกลับทำให้ลมหายใจสะดุดกึก
*(“ถ้าไม่อยากให้ความลับเรื่องดีลลับระหว่างเธอกับเฮียโซ่หลุดออกไปถึงหูอธิการบดี... ออกมาเจอฉันที่ดาดฟ้าตึกอำนวยการตอนนี้ซะ พายอาร์”)*
หัวใจที่เคยพองโตจากเสียงเพลงและความหวานบนเวที กลับถูกกระชากลงสู่ห้วงเหวแห่งความตกใจในเสี้ยววินาที เฮียโซ่ที่สัมผัสได้ถึงความผิดปกติ รีบคว้ามือผมไว้แน่นด้วยแววตาดุดันที่แฝงความกังวล
“พายอาร์... เป็นอะไร ทำไมหน้าซีดแบบนั้น”
ผมเงยหน้ามองคนตัวสูง เม้มริมฝีปากแน่นจนสั่นระริก ขณะที่เสียงฝีเท้าปริศนาเริ่มก้าวเข้ามาใกล้หลังเวทีอย่างเงียบเชียบ...
ขอบคุณที่ร่วมเดินทางและดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงแห่งหัวใจในบทนี้ด้วยกันนะครับ
ดีลลับสยบยัยตัวร้ายของเฮียโซ่•ตอนที่ 33
กลับมาผงาดบนเวทีอีกครั้ง
ผลงานโดย คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (คอร์ดรักกีตาร์โปร่ง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดีลลับสยบยัยตัวร้ายของเฮียโซ่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!