กลิ่นหมึกจีนเก่าเก็บผสมกับฝุ่นผงของกาลเวลาลอยอบอวลอยู่ในความมืดสลัวของหอสมุดหลวง ชั้นหนังสือสูงตระหง่านทำจากไม้จันทน์หอมทอดยาวราวกับซี่โครงของอสุรกายยักษ์ที่กลืนกินประวัติศาสตร์นับร้อยปี
ฉินซูเหยาไม่เคยใส่ใจความวังเวงของที่นี่ นางสนใจเพียงตัวเลขที่บิดเบี้ยวบนแผ่นกระดาษสาชิ้นบางในมือ
ปลายนิ้วเรียวภายใต้ร่มผ้าแขนกว้างไล้ไปตามตัวอักษรบัญชีรายจ่ายงบประมาณบูรณะซ่อมแซมตำหนักย่อมเมื่อสามปีก่อน ตัวเลขหมึกดำถูกขูดลบและเขียนทับด้วยหมึกจีนอีกเฉดอย่างแนบเนียน หากไม่ใช่สายตาดั่งเหยี่ยวที่ผ่านการตรวจสอบคดีทุจริตในราชสำนักมานับไม่ถ้วน นางคงมองไม่เห็นรอยสะดุดของเส้นพู่กันที่ผิดธรรมชาติ บันทึกการเบิกจ่ายทองคำแท่งหนึ่งพันตำลึงถูกปัดตกให้กลายเป็นเพียงค่าซ่อมแซมกระเบื้องเคลือบสามแผ่น... ช่างเป็นการผลาญงบประมาณที่สามห้าวและเย้ยหยันกฎหมายแผ่นดินเสียเหลือเกิน
ดวงตากลมโตภายใต้แพขนตายาวหรี่ลงเล็กน้อย สะท้อนแสงวับวามจากเปลวเทียนสีส้มที่สั่นไหวตามแรงลมลอดช่องหน้าต่าง
ในวังหลวงแห่งนี้ ความซื่อสัตย์คือโรคติดต่อที่ไม่มีใครอยากรักษา ส่วนการรู้มากเกินไปคืองסนศพที่ไร้ป้ายชื่อ ฉินซูเหยารู้ดีว่านางกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขึงข้ามปากเหว แต่มือของนางก็ยังคงหยิบม้วนคัมภีร์อีกม้วนขึ้นมาเทียบเคียงอย่างไม่เกรงกลัวต่อเงาอดีตที่อาจย้อนมาบดขยี้
"ดึกดื่นปานนี้แล้ว กุนซือฉินยังคงใส่ใจราชกิจนอกเวลาทำการถึงเพียงนี้เชียวหรือ"
สุ้มเสียงทุ้มนุ่มที่ลอยแว่วมาจากความมืดเบื้องล่างของบันไดวน ไม่ได้ทำให้ฉินซูเหยา สะดุ้งตกใจ นางเพียงแต่ชะงักปลายพู่กันในมือเล็กน้อย ก่อนจะวางมันลงอย่างเชื่องช้า สงบเยือกเย็นราวนางคาดการณ์การมาเยือนนี้ไว้อยู่แล้ว
เซียวจิ่งเหยียนก้าวพ้นเงื้อมเงาของเสาไม้สลักลายมังกร ร่างสูงสง่าในอาภรณ์ผ้าไหมปักดิ้นทองเข้มขรึมสะท้อนความมีอำนาจและระเบียบวินัยอันเคร่งครัด ดวงตาคมปลาบดูลึกล้ำยากหยั่งถึง มุมปากหยักลึกประดับรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา คล้ายกำลังมองดูเหยื่อตัวน้อยที่ติดกับดักแต่ยังไม่รู้ตัว
"ใต้เท้าเซียวก็ยังคงขยขันขันแข็ง ตรวจตราความเรียบร้อยของหอสมุดหลวงยามวิกาลเช่นกัน น่าชื่นชมยิ่งนักเพคะ" ซูเหยาเอ่ยตอบ น้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความหวาดหวั่น นางก้าวถอยหลังครึ่งก้าวเพื่อซ่อนแผ่นกระดาษบัญชีทุจริตไว้ใต้กองตำหนักประวัติศาสตร์อย่างแนบเนียน
เซียวจิ่งเหยียนหยุดยืนห่างจากนางเพียงช่วงแขก กลิ่นจางๆ ของชาไป๋ฮ่าวอิ่นเจินและกลิ่นอายบุรุษผู้กุมอำนาจลอยปะทะนาสิก ฉายชัดถึงความกดดันที่แผ่ออกมาจากตัวเขา ราชครูหนุ่มผู้นี้ไม่เคยปล่อยให้สิ่งใดลอดพ้นสายตา และการที่เขาปรากฏตัวที่นี่ในยามวิกาลย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
"ข้าเพียงแค่ได้ยินเสียงฝีเท้าที่ควรจะเงียบสงบ และกลิ่นหอมจางๆ ของหมึกชาอานที่กุนซือฉินโปรดปราน... จึงแวะมาดูว่าแมวป่าตัวไหนกำลังรื้อค้นข้าวของที่ไม่ควรแตะต้อง" เซียวจิ่งเหยียนเอ่ยพรางกวาดสายตาคมกริบไปยังกองตำหนักบนโต๊ะ
"ใต้เท้าเข้าใจผิดแล้ว หม่อมฉันเพียงมาหาตำหนักกลยุทธ์การสงครามเพื่อเตรียมถวายฎีกาในวันพรุ่งนี้ หาได้มีเจตนาอื่นไม่" ซูเหยาเงยหน้าขึ้นสบตาเขาอย่างไม่หลบเลี่ยง ดึงหน้ากากความเย็นชามาสวมทับความตื่นตระหนกในอกไว้มิดชิด
"ตำหนักกลยุทธ์การสงครามเหตุใดจึงวางอยู่โซนบัญชีคลังหลวงเล่า" เซียวจิ่งเหยียนย้อนถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ทว่าบาดลึกถึงขั้วหัวใจ เขาก้าวเข้ามาประชิดอีกก้าวหนึ่ง จนซูเหยาต้องเผลอกลั้นหายใจเมื่อเงาร่างสูงใหญ่โน้มลงมาใกล้ ใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากนางเพียงคืบ ปลายจมูกแทบจะชนกันหากนางขยับตัวเข้าหาอีกนิด
ความเงียบโรยตัวปกคลุมระหว่างคนทั้งสอง ราวกับกาลเวลาหยุดนิ่ง เคมีสีเทาระหว่างกุนซือสาวผู้ถือความยุติธรรมกับราชครูผู้รักษาความมั่นคงแห่งราชบัลลังก์ปะทะกันอย่างเงียบเชียบในอากาศ ทั้งคู่ต่างฉลาดทันกัน ต่างฝ่ายต่างรู้ว่าอีกฝ่ายกำลังซ่อนคมเขี้ยวไว้ใต้รอยยิ้มและท่าทีสุภาพ
"บางครั้ง... ตำรับยาแก้พิษ ก็ซ่อนอยู่ในหม้อต้มยาพิษนั่นแหละเพคะ ใต้เท้าเซียว" ซูเหยากัดฟันเอ่ยลอดริมฝีปากที่แย้มยิ้มเยือกเย็น ดวงตาดุดันคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของเขาอย่างชัดเจน
เซียวจิ่งเหยียนหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขบขันและทึ่งในความอวดดีของหญิงสาวตรงหน้า ยิ่งมองนาง ดวงตาของเขากยิ่งฉายแววประกายความสนใจที่ยากจะดับลง
ทว่า ในวินาทีที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝูงใหญ่และเสียงโลหะกระทบกันดังสนั่นก็แว่วมาจากชั้นล่าง ประตูไม้บานใหญ่ของหอสมุดถูกผลักเปิดออกอย่างไร้ความเกรงใจ แสงไฟจากคบเพลิงสว่างวาบขึ้นพร้อมกับเสียงตะโกanของทหารองครักษ์หลวงที่ตะกุกตะกัก
"ใต้เท้าเซียว! เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่กรมคลังหลวง เอกสารบัญชีสำคัญทั้งหมดถูกเผาทำลายจนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
เซียวจิ่งเหยียนชะงัก สายตาที่เคยจดจ่ออยู่กับฉินซูเหยาพลันเปลี่ยนเป็นคมกริบราวน้ำแข็ง เขาหันขวับไปมองทางต้นเสียง ทว่าในเสี้ยววินาทีนั้นเอง สายตากลับเหลือบไปเห็นมุมกระดาษสีขาวที่โผล่ออกมาจากกองตำหนักบนโต๊ะของซูเหยา—กระดาษแผ่นเดียวกับที่ซูเหยาเพิ่งซ่อนไว้เมื่อครู่!
ฉินซูเหยาหน้าถอดสี หัวใจกระหน่ำเต้นรัวราวนกตื่นตูม เมื่อเซียวจิ่งเหยียนหันกลับมามองนางอีกครั้ง แววตาคู่นั้นไม่ได้มีความขี้เล่นหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความตระหนักรู้ที่น่ากลัวและการตัดสินใจบางอย่างที่เฉียบขาดดั่งคมดาบ
"ดูเหมือนว่า... คัมภีร์ที่หายไปไม่ได้ถูกไฟเผาไปกับกรมคลังหรอกนะกุนซือฉิน" เซียวจิ่งเหยียนกระซิบข้างหูนาง น้ำเสียงทุ้มต่ำเย็นเยียบจนน่าขนลุก "เพราะตอนนี้ มันกำลังนอนสงบนิ่งอยู่ในมือของคนที่ฉลาดเกินกว่าจะยอมปล่อยให้ความลับตายไปพร้อมกับกองเพลิง..."
**************************************************
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางก้าวเข้าสู่กระดานหมากรุกอันซับซ้อนนี้ด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
- หมอกเหมยปลายฤดู -
หมากรุกกระดานหยก กับรอยจารึกแห่งวังหลวง•ตอนที่ 1
ม้วนคัมภีร์ที่หายไป
ผลงานโดย หมอกเหมยปลายฤดู
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมอกเหมยปลายฤดู)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง หมากรุกกระดานหยก กับรอยจารึกแห่งวังหลวง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
