เสียงแก้ววิสกี้กระทบกับขอบโต๊ะหินอ่อนในเลานจ์ส่วนตัวของโรงแรมหรูดังขึ้นเบาๆ ทว่าในความเงียบงันรอบกาย มันกลับก้องกังวานเสียดแทงประสาทสัมผัสของธราธรจนปวดหนึบ ชายหนุ่มผู้เคยยืนอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารในแวดวงธุรกิจ บัดนี้กลับกลายเป็นเสมือน ‘อากาศธาตุ’ ที่เพื่อนร่วมสมาคมและพันธมิตรทางการค้าต่างพากันพร้อมใจที่จะมองทะลุผ่าน
ไม่มีเสียงทักทาย ไม่มีรอยยิ้มตบไหล่อย่างสนิทสนม และที่สำคัญที่สุด... ไม่มีใครกล้าแม้แต่จะสบตา
"คุณธราธรครับ แก้วนี้ผมขอตัวก่อนนะครับ พอดีต้องไปคุยเรื่องโปรเจกต์ใหม่กับทางกลุ่มทุนของคุณภาคภูมิ"
นักธุรกิจรุ่นน้องที่เคยวิ่งตามขอคำปรึกษาจากเขาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความนอบน้อมดังเช่นวันวาน ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปโดยไม่รอคำอนุญาต รอยร้าวในกระจกเงาแห่งอำนาจไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น แต่มันแตกละเอียดจนไม่เหลือเค้าโครงเดิม นับตั้งแต่วันที่ข่าวฉาวเรื่องการบริหารงานที่ไร้ธรรมาภิบาล และข่าวเบื้องหลังความสัมพันธ์อันเน่าเฟะระหว่างเขากับเมธินีถูกขุดคุ้ยขึ้นมาตีแผ่ในสื่อกระแสหลัก
ธราธรแค่นยิ้มหยันให้กับความอยยุติธรรมของโลกใบนี้ โลกที่ตัดสินคุณค่าของคนจากผลกำไรในบัญชีและภาพลักษณ์บนหน้าหนังสือพิมพ์ เมื่อเขาเพลี่ยงพล้ำและสูญเสียความน่าเชื่อถือ ฝูงไฮยีนที่เคยส Ср สรวลร่วมโต๊ะอาหารก็พร้อมจะแยกเขี้ยวใส่ หรือไม่ก็หันหลังให้ราวกับเขาไม่เคยมีตัวตน
ความโดดเดี่ยวไม่ใช่ความรู้สึกแปลกใหม่สำหรับเขา... เขารู้จักมันดี รินรดาภรรยาเก่าของเขาเคยต้องเผชิญกับความโดดเดี่ยวนี้มานานหลายปีภายใต้ชายคาเดียวกัน ในวันที่เขามัวแต่ทะยานอยากไขว่คว้าความสำเร็จอย่างไร้ขอบเขต โดยหลงลืมไปว่าสมอเรือที่คอยยึดเหนี่ยวจิตใจไม่ให้เรือแตกเป็นเสี่ยงๆ ได้ถูกเขาถอนทิ้งด้วยมือของตัวเองอย่างเลือดเย็น
"มองหาใครอยู่หรือครับ ธราธร" เสียงหวานแหลมที่คุ้นเคยดังขึ้นพร้อมกับกลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยมาแตะจมูก เมธินีหย่อนกายลงนั่งฝั่งตรงข้าม ใบหน้าที่ผ่านการศัลยกรรมมาอย่างประณีตบิดเบี้ยวด้วยความเครียดขมึง ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องด้วยความหวาดระแวงไม่แพ้กัน "ทำไมวันนี้ไม่มีใครยอมคุยกับเราเลยล่ะคะ? ฉันโทรหาผู้ถือหุ้นใหญ่สามคนเมื่อเช้า ไม่มีใครรับสายสักคนเดียว"
ธราธรไม่แม้แต่จะชายตามองหญิงสาว เขายกแก้วขึ้นจิบของเหลวสีอำพันรสขื่นขมในลำคอ
"พวกเขาไม่ได้แค่ไม่รับโทรศัพท์คุณหรอกเมธินี" ธราธรเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าเยือกเย็นจนอีกฝ่ายชะงัก "พวกเขาถอนชื่อบริษัทเราออกจากบัญชีรายชื่อคู่ค้าทั้งหมดแล้ว... เราล้มละลายทางสังคมอย่างสมบูรณ์แบบแล้วล่ะ"
เมธินีหน้าถอดสี มือที่ถือกระเป๋าแบรนด์เนมสั่นเทา "คุณหมายความว่ายังไง? เรายังมีหุ้นในเครืออสังหาฯ ตั้งหลายโครงการนะ!"
"โครงการที่กำลังจะถูกตรวจสอบภาษีย้อนหลังและฟ้องร้องข้อหายักยอกทรัพย์น่ะเหรอ?" ธราธรหัวเราะในลำคอ เป็นเสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุขโดยสิ้นเชิง เขาสบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนา "นี่คือสิ่งที่คุณอยากได้ไม่ใช่เหรอ? อำนาจ ความหรูหรา และการแทนที่รินรดา ตอนนี้คุณได้ครอบครองทุกอย่างบนซากปรักหักพังนี้สมใจแล้วนี่"
"คุณกำลังโทษฉัน?!" เมธินีขึ้นเสียงด้วยความไม่พอใจ แต่เมื่อสังเกตเห็นสายตาตำหนิจากโต๊ะรอบข้าง เธอจึงต้องลดระดับเสียงลงอย่างจำใจ "ถ้าคุณไม่โง่หลงกลเกมการเงินที่รินรดา... อีผู้หญิงคนนั้นวางแผนไว้ เราจะตกอยู่ในสภาพนี้เหรอคะ? ทุกอย่างมันเป็นเพราะความอ่อนแอของคุณที่ยังอาลัยอาวรณ์มันต่างหาก!"
คำว่า ‘รินรดา’ พุ่งเข้าชนกลางใจของธราธรราวกับคมมีด
ใช่... เขากำลังอาลัยอาวรณ์ และมันคือบทลงโทษที่สาสมที่สุดสำหรับคนอย่างเขา รินรดาไม่ได้ใช้กำลัง ไม่ได้กรีดร้อง หรือแม้แต่จะแก้แค้นด้วยวิธีสกปรก เธอกลับเลือกที่จะเดินจากไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้เวลาและความจริงทำงานของมันเอง ปล่อยให้เขาพ1ุ่งชนเข้ากับกำแพงแห่งความโลภจนพังพินาศยับเยินด้วยน้ำมือของตนเอง
ธราธรวางแก้วลงบนโต๊ะเสียงดังสนั่นจนเมธินีสะดุ้ง เขาผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ปรายตามองผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งเขาเคยคิดว่าคืออนาคตด้วยความรู้สึกว่างเปล่า
"กลับไปซะเมธินี... และจำไว้ว่า ทุกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับเราในตอนนี้ คือสิ่งที่เราสมควรได้รับแล้ว"
ชายหนุ่มเดินออกมาจากเลานจ์ ทิ้งให้หญิงสาวนั่งเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางสายตารังเกียจเดียดฉันท์จากสังคมที่เธอเคยไขว่คว้าหาการยอมรับ ลมหนาวช่วงค่ำพัดปะทะใบหน้าขณะที่ธราธรก้าวเท้าออกมาที่ลานจอดรถของโรงแรม ความเงียบงันและความมืดมิดโอบล้อมรอบตัวเขาไว้ ไม่มีรถหรูมารอรับ ไม่มีเลขาคอยกางร่มให้อีกต่อไปแล้ว
เขาเดินมาหยุดยืนพิงกับเสาปูนเปลือยในมุมอับสายตา คว(า)มเหนื่อยล้าทางจิตวิญญาณกัดกินเรี่ยวแรงจนแทบยืนไม่ไหว ธราธรหลับตาลง ปล่อยให้ภาพความทรงจำในอดีตย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง ภาพรอยยิ้มอันอ่อนโยนของรินรดาในวันที่เธอยังเป็นภรรยา ภาพซุปอุ่นๆ บนโต๊ะอาหารที่เขาเคยปัดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย ภาพแผ่นหลังที่สั่นเทาในวันที่เธอยื่นใบหย่าให้
เขาสูญเสียทุกอย่าง... สูญเสียแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะเอ่ยคำว่า ‘ขอโทษ’
ในจังหวะที่ธราธรกำลังจะก้าวขึ้นรถแท็กซี่ที่จอดรออยู่ริมฟุตบาท สายตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างของใครบางคนคุ้นตาอย่างประหลาดที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้าม
ภายใต้แสงไฟสีส้มอบอุ่นของร้าน รินรดากำลังนั่งอยู่ตรงนั้น สวมเสื้อกันหนาวไหมพรมสีครีมเรียบง่าย ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่งดงามและเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของธราธรหยุดเต้นไปชั่วขณะ ไม่ใช่ตัวของรินรดา...
แต่มันคือเด็กชายตัวน้อยวัยประมาณสี่ขวบ ที่กำลังวิ่งหัวเราะร่าเริงเข้ามาซบอ้อมกอดของเธอ พร้อมกับเงยหน้าส่งเสียงเรียกอย่างออดอ้อนว่า "คุณแม่ครับ ปะป๊าซื้อไอศกรีมมาฝากแล้ว!"
ธราธรเบิกตากว้าง ลมหายใจสะดุดกึกเมื่อเห็นชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่งเดินถือถ้วยไอศกรีมเข้ามาสมทบ และเมื่อผู้ชายคนนั้นหันหน้ามาสบตากับเขาผ่านกระจกใสของร้านกาแฟ... ร่างทั้งร่างของธราธรก็แข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหิน
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านรอยร้าวนี้ไปด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ (บันทึกคนจร)
เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา•ตอนที่ 24
ความโดดเดี่ยวที่สาสม
ผลงานโดย บันทึกคนจร
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บันทึกคนจร)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศษเสี้ยวบนรอยร้าวของกระจกเงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!