“หากเจ้ายังไม่ก้าวออกไปจากหอคัมภีร์ร้างแห่งนี้ภายในสามลมหายใจ อย่าหาว่าคมกระบี่ของข้าไร้ความปรานี”
เสียงทุ้มต่ำดังก้องท่ามกลางความเงียบงันที่กดทับมานับร้อยปี เย่เฉินไม่แม้แต่จะหันไปมองเงาร่างที่แอบซ่อนอยู่หลังกองตำราที่ถูกปลวกกัดกิน ดวงตาคมกริบของเขายังคงจับจ้องอยู่ที่แผ่นศิลาจารึกสีดำสนิทที่ฝังลึกอยู่ในผนังหินด้านหลังชั้นวาง
เงาร่างนั้นชะงักงัน ก่อนจะหายวับไปราวกับควันไฟ เย่เฉินไม่ได้ใส่ใจนัก ขุมพลังที่ไหลเวียนอยู่ในกายของร่างศิษย์สำนักเสวียนอู่นี้ช่างเปราะบางและอ่อนแอจนน่าสมเพช แต่ด้วยจิตวิญญาณของมหาเทพที่ยังคงหลงเหลืออยู่ เขาไม่มีทางยอมจำนนต่อโชคชะตาที่ถูกลิขิตไว้อย่างแน่นอน
มือเรียวยาวของเย่เฉินเอื้อมไปแตะยังรอยแยกของศิลา ทันใดนั้น กระแสพลังเย็นเยือกดุจน้ำแข็งพันปีก็พุ่งเข้าสู่กระดูกสันหลังของเขา เย่เฉินไม่สะทกสะท้าน เขากลับโคจรปราณหยินหยางในกายเข้าปะทะอย่างรุนแรง
“เคล็ดวิชากระบี่กลืนดารา... ในที่สุดข้าก็พบร่องรอยของเจ้า”
เมื่อปลายนิ้วสัมผัสอักขระโบราณ ศิลาจารึกก็เริ่มสั่นสะท้าน ละอองแสงดวงดาวสีครามสว่างวาบขึ้นราวกับหิ่งห้อยท่ามกลางราตรีกาลที่มืดมิด มันซึมซับเข้าสู่ปลายนิ้วและไหลรวมเข้าสู่ตันเถียนของเขาดุจสายน้ำที่เชี่ยวกราก เย่เฉินกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากการทะลวงจุดชีพจรที่ตีบตันแผ่ซ่านไปทั่วร่าง ราวกับมีนับหมื่นเข็มทิ่มแทงเข้าสู่เส้นเลือด
เขาหลับตาลง ภาพนิมิตในห้วงภวังค์ปรากฏเป็นภาพของดวงดาราที่ร่วงหล่นลงจากฟากฟ้า กระบี่เล่มหนึ่งที่ไร้รูปลักษณ์แต่ทรงพลังอำนาจจนสามารถฉีกกระชากมิติเวลาได้ เย่เฉินรับรู้ได้ทันทีว่า นี่คือวิถีแห่งการ 'กลืนกิน'—การดึงเอาพลังของจักรวาลมาเป็นของตนโดยไร้ข้อจำกัด
*‘จงใช้ความว่างเปล่าเป็นคมกระบี่ ใช้ความพินาศเป็นฝักที่คอยกักเก็บจิตสังหาร’*
เย่เฉินทวนคำจารึกในใจ ร่างกายของเขาเริ่มเปลี่ยนไป ประกายปราณสีครามเริ่มหมุนวนอยู่รอบกาย ก่อตัวเป็นรูปทรงกระบี่ที่พร่าเลือนแต่ทว่ากลับมีพลังกดดันมหาศาลจนพื้นหินใต้ฝ่าเท้าเริ่มแตกร้าว
ในเวลานั้นเอง เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากทางเข้าหอคัมภีร์ หลิวเยี่ยถิงเดินเข้ามาด้วยท่วงท่าที่สง่างามดั่งหงส์เหิน รัศมีเยือกเย็นรอบกายของนางดูจะรุนแรงขึ้นกว่าครั้งก่อน แต่เมื่อนางเห็นเย่เฉินที่กำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางพายุพลังงานที่บ้าคลั่ง ดวงตาคู่สวยก็วูบไหวด้วยความตกตะลึง
“เย่เฉิน... เจ้ากำลังทำอะไร?” น้ำเสียงของนางเย็นชา หากแต่ซ่อนความห่วงใยไว้ลึกๆ
เย่เฉินค่อยๆ ลืมตาขึ้น แววตาของเขาไม่ได้ว่างเปล่าเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป ทว่ามันกลับลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่ไม่มีวันสิ้นสุด เขาหยุดการหมุนวนของปราณทันที พายุพลังงานนั้นสลายตัวไปในพริบตา เหลือเพียงบรรยากาศที่กดดันจนคนรอบข้างแทบหายใจไม่ออก
“ข้าเพียงแค่กำลังหาหนทางที่จะปกป้องตนเอง... และท่าน” เย่เฉินลุกขึ้นยืนช้าๆ ท่าทางของเขาดูสุขุมแต่แฝงไว้ด้วยความดุดันที่ยากจะอธิบาย
หลิวเยี่ยถิงก้าวเข้ามาใกล้ ระยะห่างระหว่างทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นหอมจางๆ จากกายของนางทำให้เย่เฉินรู้สึกถึงความเป็นมนุษย์ที่เขาเกือบจะลืมเลือนไป “เจ้าคิดจะเดินบนเส้นทางสายกระบี่ที่ไม่มีวันหวนกลับหรือ? หากเจ้าสำเร็จวิชานี้ เจ้าจะกลายเป็นศัตรูของทุกสำนักในยุทธภพ”
เย่เฉินยิ้มมุมปาก ความเย็นชาในแววตาถูกแทนที่ด้วยความทะเยอทะยานที่เหนือกว่าเทพเซียนใดๆ “หากยุทธภพนี้ไร้ความเที่ยงธรรม แล้วเหตุใดข้าต้องเกรงกลัวต่อสายตาของคนเหล่านั้นเล่า?”
เขายกมือขึ้น แสงสีครามสว่างวาบที่ปลายนิ้วก่อนจะกลายเป็นรูปกระบี่เล่มเล็กๆ ที่ลอยเคว้งอยู่ในอากาศ มันเปล่งประกายคมกริบจนตัดผ่านมิติรอบข้างได้จริง หลิวเยี่ยถิงเบิกตากว้าง นี่ไม่ใช่เคล็ดวิชาของสำนักเสวียนอู่แน่ๆ มันคือวิชาที่สาบสูญไปนับหมื่นปี
“ท่านช่วยถอยออกไปก่อนเถอะ เยี่ยถิง... พลังนี้ยังไม่เสถียร หากมันระเบิดออก ข้าไม่อาจรับรองความปลอดภัยของท่านได้”
ทันทีที่เขากล่าวจบ ผนังหอคัมภีร์ทางด้านหลังก็เริ่มพังทลายลงจากการกดทับของพลังที่ไม่อาจควบคุมได้ แผ่นดินสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งยอดเขาเสวียนอู่ เสียงระฆังเตือนภัยจากยอดเขาสูงสุดดังลั่นสนั่นหวั่นไหว
ในขณะที่ทั้งสองกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่คับขัน เงาร่างสามเงาในชุดคลุมสีดำสนิท—ยอดฝีมือจากหอคอยทมิฬที่สะกดรอยตามเย่เฉินมา—ก็พุ่งทะยานเข้ามาจากซากปรักหักพัง พร้อมกับกระบี่อาบยาพิษที่พุ่งตรงมายังจุดตายของเย่เฉิน!
เย่เฉินไม่แม้แต่จะขยับตัว กระบี่กลืนดาราที่ลอยอยู่กลางอากาศพลันสั่นระริก ก่อนจะขยายตัวเป็นลำแสงสีครามพุ่งเข้าปะทะกับเหล่ายอดฝีมือเหล่านั้นด้วยความเร็วที่เหนือจินตนาการ
แต่ทว่า... ในวินาทีที่คมกระบี่กำลังจะถึงคอหอยศัตรู แผ่นศิลาจารึกที่เย่เฉินเพิ่งสัมผัสกลับแตกละเอียดออกเป็นเสี่ยงๆ พลังงานมหาศาลนับหมื่นปีที่ถูกกักขังไว้ได้ระเบิดออกเป็นวงกว้าง กลืนกินร่างของเย่เฉินและหลิวเยี่ยถิงหายเข้าไปในหลุมดำที่ฉีกกระชากอากาศจนพังทลายลง!
ท่ามกลางความมืดมิด เย่เฉินคว้ามือหลิวเยี่ยถิงไว้แน่น ก่อนจะกระซิบข้างหูท่ามกลางเสียงคำรามของมิติที่กำลังจะแตกสลาย
“จำไว้... จากนี้ไป ชีวิตของเจ้าเป็นของข้าเพียงผู้เดียว”
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางในเส้นทางสายกระบี่นี้ไปกับผม หวังว่าตอนที่ 3 นี้จะทำให้ท่านวางไม่ลงนะครับ!
ลั่วอสูรหมื่นภูผา
ดาราสวรรค์ดับสูญ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์•ตอนที่ 3
เคล็ดวิชากระบี่กลืนดารา
ผลงานโดย ลั่วอสูรหมื่นภูผา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ลั่วอสูรหมื่นภูผา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ดาราสวรรค์ดับสูญ ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
