เสียงกระแทกแฟ้มเอกสารหนาปึึกบนโต๊ะไม้มะฮอกกานีราคาแพงลิบลิ่วดังสนั่นหวั่นไหว สะท้อนก้องไปทั่วห้องประชุมใหญ่ของตลาดยักษ์ใหญ่แห่งประเทศ บรรยากาศภายในห้องนั้นเย็นเยียบราวกับช่องแช่แข็ง แม้เครื่องปรับอากาศจะถูกตั้งไว้ที่ยี่สิบห้าองศาเซลเซียส แต่เหงื่อกาฬกลับผุดพรายเต็มใบหน้าของเหล่าบอร์ดบริหารตระกูลผู้ดีเก่าที่เคยผูกขาดอำนาจเศรษฐกิจมานานหลายทศวรรษ
"พวกคุณหมดเวลาแล้วค่ะ"
น้ำเสียงหวานใสทว่าเฉียบคมราวกับใบมีดโกนอาบน้ำผึ้งของรินรดา ดังขึ้นทำลายความเงียบงัด เธอไม่ได้สวมชุดซอมซ่อเหมือนวันที่ถูกคนพวกนี้ไล่ตะเพิดออกจากตระกูลเหมือนสุนัขตัวหนึ่งอีกต่อไปแล้ว ในวันนี้ รินรดายืนสง่างามเคียงข้างชายหนุ่มผู้กุมชะตากรรมของโลกใบนี้ไว้ในกำมือ ร่างระหงสวมชุดสูทเข้ารูปสีขาวบริสุทธิ์จากห้องเสื้อชั้นสูง ดวงตากลมโตคู่นั้นกวาดมองผู้คนที่เคยเหยียดหยามเธอด้วยความเย็นชาและสมเพชเวทนา
รวินท์ นั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ประธานบริหาร ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉยไร้ระรอกคลื่นอารมณ์ ดวงตาคมก్రిบราวกับเหยี่ยวจ้องมองบรรดาญาติผู้พี่และลุงๆ ที่กำลังหน้าซีดเผือดจนแทบไม่เหลือสีเลือด เอกสารสิทธิ์การถือครองหุ้นร้อยละเก้าสิบเอ็ดจุดห้า ที่ถูกกว้านซื้ออย่างเงียบเชียบผ่านระบบอัจฉริยะในชั่วข้ามคืน กำลังนอนสงบนิ่งอยู่ตรงหน้าพวกเขา มันคือหลักฐานประจักษ์ชัดว่า อาณาจักรธุรกิจมูลค่าแสนล้านแห่งนี้ ได้เปลี่ยนเจ้าของอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว
"เป็นไปไม่ได้! เป็นไปได้ยังไง!" เสียงคำรามอย่างไม่อยากจะเชื่อหูของประธานอาวุโสตระกูลดังกลายเป็นการกรีดร้องด้วยความสติแตก เขาพยายามคว้าเอกสารในมือมาพลิกดูด้วยมือที่สั่นเทา "แก... แกมันแค่ไอ้เด็กไร้ค่าที่เก็บตกมาจากข้างถนน! แกเอาเงินจากไหนมาซื้อหุ้นทั้งหมดนี่! นี่มันบริษัทมูลค่าเป็นแสนล้านนะเว้ย!"
รวินท์แค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ เสียงนั้นช่างทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวจนทำให้คนที่ได้ยินถึงกับสันหลังวาบ เขายื่นมือเรียวยาวไปหยิบสมาร์ทโฟนรุ่นพิเศษขึ้นมาหมุนเล่นช้าๆ
"เงินเหรอคะ?" รวินท์เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย ทว่ากดดันหัวใจคนฟังจนแทบหยุดเต้น "สำหรับพวกคุณ มันคือตัวเลขมหาศาลที่ต้องใช้เวลาชั่วชีวิตในการไขว่คว้า แต่สำหรับผม... มันเป็นแค่เศษเงินที่ระบบประทานมาให้ละลายเล่นในยามว่างเท่านั้นเอง"
สิ้นคำพูดนั้น หน้าจอขนาดใหญ่กลางห้องประชุมก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับข้อความแจ้งเตือนจากระบบอัจฉริยะที่เชื่อมต่อกับบัญชีลับทั่วโลก ยอดเงินคงเหลือปรากฏเป็นตัวเลขอนันต์ (Infinity) ที่ไม่มีวันหมดสิ้น เสียงแจ้งเตือนการโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อกว้านซื้อสินทรัพย์ที่เหลือทั้งหมดดังระรัวราวกับเสียงปรบมือต้อนรับความพินาศของตระกูลผู้ดีจอมปลอมเหล่านี้
บรรดาญาติผู้เคยเหยียดหยามต่างทรุดฮวบลงคุกเข่ากับพื้นห้องอย่างหมดท่า ความหยิ่งทะนงและศักดิ์ศรีที่เคยมีถูกเหยียบย่ำจนไม่เหลือชิ้นดี เสียงร้องคร่ำครวญขอความเมตตาและเสียงร่ำไห้ระงมดังขึ้นแข่งกับเสียงเครื่องปรับอากาศ แต่ไม่มีใครได้รับความสนใจเลยแม้แต่น้อย รวินท์หันไปมองรินรดาที่ยืนส่งยิ้มบางๆ ให้เขาด้วยความภาคภูมิใจ มือเรียวเล็กของเธอเอื้อมมาประสานเข้ากับมืออุ่นของเขาอย่างแนบแน่น เป็นเครื่องยืนยันว่าไม่ว่าจะผ่านพ้นอุปสรรคที่มืดมนเพียงใด ทั้งสองคนก็ยังคงก้าวเดินเคียงข้างกันมาจนถึงจุดสูงสุดแห่งชัยชนะนี้
ในจังหวะที่ความโกลาหลและเสียงสะอื้นกำลังดำเนินไปถึงขีดสุด ประตูห้องประชุมบานมหึมาก็ถูกผลักเปิดออกอย่างไร้มารยาท ร่างของชายชราลึกลับในชุดสูทสีดำสนิทผู้เป็นเจ้าของกองทุนลับระดับโลก ก้าวเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้มปริศนา เขาโค้งคำนับให้รวินท์อย่างนอบน้อมก่อนจะยื่นแฟ้มเอกสารสีดำสนิทเล่มสุดท้ายมาตรงหน้า พร้อมกับเอ่ยประโยคที่ทำให้รวินท์และรินรดาต้องชะงักกึก
"ท่านประธานครับ... ทางเราเพิ่งตรวจสอบพบสินทรัพย์ลับอีกก้อนหนึ่งที่ซ่อนอยู่หลังม่านบาป... และดูเหมือนว่า 'เจ้าของที่แท้จริง' ของตระกูลนี้ กำลังเดินทางมาถึงลานจอดเฮลิคอปเตอร์ดาดฟ้าแล้วครับ"
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเคียงข้างความสะใจและเติบโตไปพร้อมกับ "ต้นไม้ริมระเบียง" เสมอมานะคะ!
กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ•ตอนที่ 36
จุดแตกหัก
ผลงานโดย ต้นไม้ริมระเบียง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ต้นไม้ริมระเบียง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุญแจดอกนั้นเป็นของผมครับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!