กับข้าวหลังบ้านของพรานหนุ่มกับยายตัวแสบผู้มีมิติลับ•ตอนที่ 8

รอยร้าวในใจพราน

ผลงานโดย ครัวคุณยาย
"ถ้าเจ้ายังคิดจะเอาเรื่องนี้ไปพูดที่ไหนอีก ข้าจะถือว่าเจ้าไม่ได้อยากใช้ลิ้นคู่นี้พูดจาอีกต่อไปแล้ว!" เสียงทุ้มต่ำที่ลอดไรฟันออกมานั้นเต็มไปด้วยไอสังหารเข้มข้นจนอากาศรอบกายราวกับลดอุณหภูมิลดลงหลายองศา รินรดาชะงักมือที่กำลังตักพริกแกงเผ็ดออกจากครกหิน หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมองแผ่นหลังกว้างของสามีที่ยืนหันหลังให้อยู่ริมระเบียงบ้าน ขุนเขาในยามปกตินั้นมักจะเป็นบุรุษผู้เงียบขรึม พูดน้อย และใจเย็นเสมอต่อให้ชาวบ้านจะนินทาว่าร้ายอะไรเขาก็ตาม แต่ในยามค่ำคืนนี้ แววตาของพรานหนุ่มที่เพิ่งกลับจากการตรวจตระเวนชายป่ากลับแดงก่ำ เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนบ่งบอกถึงคลื่นอารมณ์รุนแรงที่กำลังซัดสาดอยู่ในอก นี่คือ "รอยร้าว" ลึกที่รินรดาไม่เคยล่วงรู้มาก่อนตลอดเวลาที่ทะลุมิติมาอยู่ในร่างนี้ ย้อนกลับไปเมื่อช่วงหัวค่ำ แม่เฒ่าจันทร์แวะมาหาพร้อมกับกระเช้าสมุนไพร พร้อมกับเปรยถึงเรื่องอดีตอันเจ็บปวดของครอบครัวขุนเขาที่ชาวบ้านต่างเล่าลือกันแบบปากต่อปาก แต่ไม่มีใครกล้าสะกิดแผลใจนี้ต่อหน้าเจ้าตัว ทว่าความอยากรู้อยากเห็นตามประสาคนฉลาดอย่างรินรดาประกอบกับความห่วงใยในฐานะภรรยา ทำให้เผลอเอ่ยปากถามสามีในยามที่เรือนไม้เงียบสงบ ผลลัพธ์ที่ได้จึงกลายเป็นความเงียบงันอันน่าอึดอัด ก่อนจะระเบิดออกมาเป็นรังสีอำมหิตที่แม้แต่สัตว์ร้ายในป่ายังต้องยอมสยบ รินรดาค่อยๆ วางสากลงในครกอย่างเบามือที่สุด หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าลึก3 เพื่อเรียกสติ ความเป็นเชฟฟิวชันผู้ผ่านโลกมามากสอนให้รู้ว่า ในยามที่คนตรงหน้ากำลังจมดิ่งลงไปในหลุมดำแห่งความทรงจำ การเข้าไปซักไซ้ไล่เลียงมีแต่จะผลักเขาให้ถอยห่างออกไป สิ่งที่ขุนเขาต้องการในตอนนี้ไม่ใช่คำปลอบโยนประเภท "ไม่เป็นไรนะ" ที่ไร้พลัง แต่คือ "พื้นที่ปลอดภัย" ที่มีกลิ่นอายของความอบอุ่นในครอบครัว "ข้าไม่ได้จะเอาไปพูดที่ไหนค่ะ" รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่มั่นคงพอที่จะดึงสติของชายหนุ่มให้หลุดออกจากห้วงนรกอเวจี "ข้าเป็นภรรยาของคุณ... ถ้าข้าไม่รู้ว่าสามีของตัวเองต้องแบกรับภูเขาไฟลูกใหญ่ไว้ในอกคนเดียว แล้วข้าจะมีหน้าไปยืนเคียงข้างคุณในวันที่ตลาดหลังบ้านเราขายดิบขายดีจนคนอิจฉาตาร้อนได้ยังไงกันคะ" ขุนเขาผะหน.หน้ากลับมามองนาง ดวงตาคมกริบที่เคยแข็งกร้าวไหววูบชั่วขณะ ราวกับกำแพงเหล็กที่สร้างขึ้นมาเพื่อปกป้องหัวใจอันบอบช้ำนับสิบปีถูกค้อนเหล็กของความจริงใจกระแทกจนเกิดรอยร้าว "เจ้า... ไม่เข้าใจหรอก ริน" เสียงของเขาแหบพร่า มือหนากำเข้าหากันแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาวโพลน "ไฟไม่ได้เผาแค่เรือนหอของครอบครัวข้า... แต่มันเผาทุกอย่าง ความฝัน รอยยิ้ม และลมหายใจของแม่กับน้องสาวข้า คนพวกนั้น... คนที่ใส่ชุดเครื่องแบบสีเทาหม่นกลุ่มนั้น สวมรอยเป็นมือปราบแต่กลับทำตัวเป็นโจรปล้นชิงฆ่าล้างโคตรเพื่อแย่งชิงโฉนดที่ดินทำกิน ข้าในวัยเด็กทำได้เพียงซ่อนตัวอยู่ใต้พื้นเรือน มองดูพวกมันหัวเราะบนกองเลือดของคนที่ข้ารักที่สุด" น้ำคำแต่ละคำที่หลุดออกมาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและแค้นเคืองที่ถูกกดทับไว้ใต้ก้นบึ้งของจิตวิญญาณ รินรดากลืนก้อนสะอื้นลงคอ หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้ร่างสูงใหญ่ที่ยืนแข็งทื่อ นางเอื้อมมือเรียวไปสัมผัสแผ่นหลังที่ชุ่มด้วยเหงื่อกาฬผ่านเนื้อผ้าฝ้ายหยาบ ขุนสะดุ้งเล็กน้อยตามสัญชาตญาณนักล่า แต่ไม่ได้ผลักไส "อดีตมันเจ็บปวดค่ะ... และความแค้นก็หนักหนาเกินกว่าจะแบกไว้คนเดียว" รินรดากระซิบแผ่วเบาข้างกายเขา ลมหายใจอุ่นๆ ปะทะเข้ากับต้นแขนแกร่ง "แต่คุณคะ... แผลเป็นพวกนั้นไม่ได้มีไว้ให้คุณใช้ทรมานตัวเองไปตลอดชีวิตหรอกนะ มันมีไว้เพื่อเตือนใจว่า ตอนนี้คุณรอดชีวิตมาได้ และคุณไม่ได้ตัวคนเดียวอีกต่อไปแล้ว" พรานหนุ่มหลับตาลงแน่น หยาดน้ำลูกผู้ชายที่ถูกกักเก็บมานานนับสิบปีเกือบจะไหลรินออกมา แต่เขากลับฝืนกลืนมันกลับไป ขุนเขาดึงร่างบางของภรรยาเข้ามาสวมกอดไว้แน่นเสียจนกระดูกแทบจะหลอมรวมกัน อ้อมกอดนี้ไม่ได้มีความหื่นกระหาย มีเพียงความโหยหาที่ต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจอันเคว้งคว้าง รินรดาลูบหลังเขาเบาๆ พลางสูดหายใจเข้าลึกเพื่อเรียกบรรยากาศเดิมๆ กลับคืนมา นางรู้ดีว่าบรรยากาศดราม่าแบบนี้หากปล่อยไว้นานเกินไป ร่างกายและจิตใจจะยิ่งบอบช้ำ นางจึงเลือกใช้ "อาวุธ" ที่ถนัดที่สุดในการเยียวยาบาดแผลของผู้ชายสายซึมคนนี้ "ถ้ากอดแน่นกว่านี้ ข้าคงหายใจไม่ออกแล้วค่ะ พรานขุนเขา" รินรดาแกล้งส่งเสียงประท้วงเบาๆ พร้อมกับยิ้มมุมปาก "ไหนๆ คืนนี้ก็นอนไม่หลับกันทั้งคู่แล้ว... มาช่วยข้าทำอะไรอร่อยๆ ไถ่โทษที่คุณทำตัวน่ากลัวใส่ข้าเมื่อครู่ดีกว่าไหมคะ?" ขุนเขาคลายอ้อมกอดลงเล็กน้อย ก้มมองภรรยาตัวแสบที่ทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ "ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ เจ้าจะทำอะไรกินอีก?" "แกงป่าปลาดุกย่างใส่ใบยี่หร่าค่ะ!" รินรดาประกาศกร้าวด้วยดวงตาเป็นประกาย "เผ็ดร้อน สะใจ และดับความหม่นหมองในใจคุณได้ชะงักนัก ข้าจะใช้พริกแกงที่ตำเองกับมือ และสมุนไพรเด็ดจากมิติลับของคุณยายรับรองว่าซดน้ำคำเดียวตาสว่างหายง่วงไปจนเช้าแน่!" ท่ามกลางบรรยากาศที่ยังคงหลงเหลือไอหมอกแห่งความโศกเศร้า กลิ่นหอมฉุนของพริกแกงสูตรพิเศษที่รินรดาเริ่มลงมือโขลกตำอย่างทะมัดทะแมงก็เริ่มลอยฟุ้งกระจายไปทั่วห้องครัว ขุนเขายืนมองภรรยาของตนที่กำลังงละมุนงำกับการเตรียมเครื่องปรุงด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความมืดมนในใจถูกแทนที่ด้วยความอบอุ่นแปลกประหลาดที่เขาไม่เคยสัมผัสมานานแสนนาน ทว่า ในขณะที่เสียงตำครกกำลังดังเป็นจังหวะสม่ำเสมออยู่นั้นเอง... *ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!* เสียงเคาะประตูรั้วหน้าบ้านยามวิกาลดังขึ้นสามครั้งติดๆ กันอย่างเร่งรีบ ท่ามกลางความเงียบสงัดของหมู่บ้าน ขุนเขาและรินรดาสบตากันทันที รังสีอำมหิตที่เพิ่งจางหายไปของพรานหนุ่มกลับมาพุ่งพล่านอีกครั้งในเสี้ยววินาที เมื่อเงาดำปริศนาที่ยืนอยู่หลังประตูไม้ไผ่เอ่ยเรียกชื่อของเขาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่คุ้นหูอย่างน่าประหลาด—เสียงของคนตายที่ควรจะฝังอยู่ในกองเพลิงเมื่อสิบปีก่อน! ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาลิ้มรสความอร่อยและความแซ่บไปด้วยกันนะคะ!
สารจากนักเขียน (ครัวคุณยาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กับข้าวหลังบ้านของพรานหนุ่มกับยายตัวแสบผู้มีมิติลับ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%