"ถ้าแกยังก้าวเข้ามาอีกก้าวเดียว ร่างของแกจะกลายเป็นปุ๋ยบำรุงรากต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์นี่ทันที"
น้ำเสียงของเซวีน่าไม่ได้สั่นเครือเลยแม้แต่น้อย แม้ว่าเบื้องหน้าของเธอคือความโกลาหลที่กำลังแผดเผาหอสมุดกลางวิหารเวทมนตร์ กลิ่นอายของเวทมนตร์ต้องห้ามลอยอบอวลปะปนไปกับควันไฟสีดำสนิทที่พวยพุ่งขึ้นสู่เพดานโดมกระจกสี วิหารโบราณที่เคยสงบนิ่งและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของตำราโบราณ บัดนี้กลับกลายเป็นสนามรบขนาดย่อมที่เต็มไปด้วยเศษซากหินอ่อนแตกละเอียดและประกายไฟเวทมนตร์ที่ยังคงค้างเติ่งในอากาศ
กลุ่มคนในชุดคลุมสีดำสนิทไม่ต่ำกว่าสิบชีวิตกำลังคุกคามพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ พวกมันเคลื่อนไหวด้วยจังหวะจะโคนอันน่าสะพรึงกลัว ราวกับถูกควบคุมด้วยเชือกเชิดหุ่นอันไร้ตัวตน ใบหน้าภายใต้ฮู้ดถูกบดบังด้วยเงาดำสนิท มีเพียงประกายแสงสีม่วงอมแดงที่ลอดออกมาจากรอยแยกของหน้ากากโลหะ แน่นอนว่านี่ไม่ใช่กลุ่มนักเรียนเกเรหรือกลุ่มกบฏทั่วไปที่โรงเรียนเวทมนตร์เคยรับมือ พลังเวทที่พวกมันแผ่ออกมามีความหนาแน่นและดิบเถื่อน เป็นประเภทที่ถูกลบเลือนไปจากสารบบของสภาเวทมนตร์มานานนับศตวรรษ
เซวีน่ายืนพิงเสาศิลาแกรนิตสีเทา ดวงตาคู่สวยหรี่ลงเล็กน้อยขณะที่เรตินาของเธอสะท้อนเส้นใยพลังงานมานาสีฟ้าครามที่กำลังบิดเบี้ยว เธอกำลังคำนวณวงจรเวทของพวกมันอย่างเงียบเชียบ ทุกการขยับนิ้ว ทุกจังหวะการหายใจของศัตรูถูกบันทึกไว้ในหัวสมองอันปราดเปรื่องของเธอ นี่คือทักษะที่ทำให้เธอรอดชีวิตมาได้จนถึงปีสาม ทักษะในการมองเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังภาพลวงตา
"อย่าเสียเวลาพูดคุยกับพวกไร้ตัวตนเลย เซวีน่า พวกมันไม่ได้มาเพื่อเจรจาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว"
เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังขึ้นจากเงาดำด้านหลังเสาต้นถัดไป อลิคก้าวออกมาจากมุมมืด ร่างสูงโปร่งในชุดเครื่องแบบนักเรียนที่หลุดลุ่ยเล็กน้อยเนื่องจากการปะทะ แววตาของเขาเรียบเฉยแต่แฝงไว้ด้วยความคมก్రిบราวกับใบมีดที่เพิ่งผ่านการลับคม ในมือขวาของเขาถือมีดสั้นเคลือบอักขระโบราณที่กำลังเรืองแสงสีเงินยวง ไอร้อนระอุแผ่ออกมาจากตัวเขาราวกับเตาปฏิกรณ์เวทมนตร์ขนาดย่อม
"ฉันรู้หรอกน่า... แค่กำลังวิเคราะห์ว่าเวทบทไหนจะเก็บกวาดพวกมันได้สะอาดที่สุดโดยไม่ทำให้โครงสร้างวิหารพังถล่มลงมาต่างหาก" เซวีน่าตอบกลับเสียงเรียบ สายตายังคงไม่ละไปจากผู้นำกลุ่มชุดดำที่กำลังย่างสามขุมเข้ามาใกล้
ผู้นำกลุ่มชุดดำหยุดฝีมือ มันหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าและเสียดแก้วหูราวกับโลหะขูดกัน "นึกว่าใคร... เด็กสาวผู้มองเห็นสิ่งอัปมงคลกับเจ้าหนูหลงทางจากแดนใต้ ช่างบังเอิญเสียจริงที่พวกแกมาอยู่ถูกที่ในเวลาที่เหมาะสม... พิธีล้างบางมิติ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้ และพวกแกสองคน จะเป็นเครื่องสังเวยชิ้นแรกที่สมบูรณ์แบบที่สุด"
สิ้นคำพูดของมัน อากาศรอบตัวก็พลันบิดเบี้ยว รัศมีสีดำสนิทแผ่ขยายออกเป็นวงกว้างจนกลืนกินแสงไฟจากคบเพลิงรอบวิหารให้ดับวูบลงในพริบตา วงแหวนเวทมนตร์ขนาดยักษ์ปรากฏขึ้นบนพื้นหินอ่อน อักขระโบราณนับพันตัวลอยเคว้งคว้างและส่งเสียงกรีดร้องราวกับวิญญาณนับร้อยกำลังร่ำไห้ แรงโน้มถ่วงในบริเวณนั้นแปรปรวนจนเศษหินลอยเคว้งขึ้นไปในอากาศ
อลิคพุ่งตัวออกไปข้างหน้ารวดเร็วกว่าความคิด ปลายมีดสั้นในมือหวาดผ่านอากาศเกิดเป็นประกายไฟสีฟ้าเฉือนเข้าที่ลำคอของศัตรูคนแรกที่พุ่งเข้ามา ทว่า... สิ่งที่น่าตกใจคือ ร่างของชายชุดดำกลับสลายกลายเป็นกลุ่มควันสีดำก่อนจะรวมตัวขึ้นใหม่ในจุดเดิมอย่างไร้รอยขีดข่วน!
"เวทสะท้อนเงาขั้นสูง... พวกมันไม่ได้ใช้ร่างกายเนื้อหนังจริงๆ ตั้งแต่แรก!" อลิคกัดฟันกรอด พลิกตัวหลบการโจมตีสวนกลับด้วยหอกพลังงานความมืดที่เฉียดใบหน้าเขาไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร
เซวีน่าเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย สมองของเธอนำข้อมูลทั้งหมดมาประมวลผลด้วยความเร็วสูงสุด ถ้าพวกมันเป็นเพียงร่างเงา แปลว่าแก่นแท้ของเวทมนตร์ต้องถูกควบคุมจากจุดศูนย์กลาง จุดที่วงแหวนเวทมีความหนาแน่นสูงที่สุด และจุดนั้นก็คือ... ใจกลางแท่นบูชาโบราณที่ตอนนี้กำลังส่องแสงสีเลือด
"อลิค! คุ้มกันฉันสามวินาที!" เซวีน่าตะโกนลั่นท่ามกลางเสียงคำรามของพายุเวทมนตร์
โดยไม่ต้องรอให้ชายหนุ่มเอ่ยปากถามซ้ำ เธอทิ้งตัวลงคุกเข่า หลับตาลง แล้วปลดปล่อยขีดจำกัดพลังเวททั้งหมดที่เธอพยายามซ่อนเร้นมาตลอดสามปี ดวงตาที่ลืมขึ้นอีกครั้งเปล่งประกายแสงสีทองเจิดจ้า ร่างกายของเธอลอยเหนือพื้นดินเล็กน้อย เส้นผมยาวสยายปลิวไสวไปตามแรงกระแสมานาที่หมุนวนรอบตัว เธอไม่ได้ใช้ไม้กายสิทธิ์ เพราะตัวตนของเธอได้กลายเป็นสื่อกลางของเวทมนตร์เสียเองแล้ว
อลิคหันกลับมามองแผ่นหลังของเด็กสาว เขาพ่นลมหายใจออกมาก่อนจะยกมือขึ้น วงแหวนเวทมนตร์สีเงินนับสิบวงปรากฏขึ้นรอบตัวเขา กลายเป็นโล่พลังงานที่แข็งแกร่งและพร้อมระเบิดทุกสิ่งที่กล้าก้าวล้ำเข้ามา "ตามสบายเลยเซวีน่า... ใครหน้าไหนก็อย่าหวังจะได้แตะต้องเธอแม้แต่ปลายนิ้ว"
ทว่า ในวินาทีที่เซวีน่ากำลังจะร่ายบทเวทบทสุดท้ายเพื่อทำลายแก่นกลางของพิธีกรรม เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับร้อยคู่ก็ดังสะเทือนเลื่อนลั่นมาจากทุกทิศทางของวิหาร ประตูบานยักษ์ที่ควรจะถูกปิดตายค่อยๆ ถูกผลักให้เปิดออกด้วยพลังมหาศาล
เงาร่างของบุคคลปริศนาในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ ปักลวดลายตราสัญลักษณ์โบราณที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน ก้าวเท้าเข้ามาท่ามกลางแสงสว่างจ้าที่สาดส่องลงมาจากท้องฟ้ายามค่ำคืน ใบหน้าของบุคคลนั้นถูกซ่อนอยู่หลังหน้ากากเซรามิกสีขาวไร้รอยต่อ แต่สิ่งที่ทำให้ทั้งเซวีน่าและอลิคต้องหยุดชะงักและหัวใจกระตุกวูบ คือคลื่นพลังเวทที่แผ่ออกมาจากร่างนั้น... มันกดดันจนทำให้วิหารทั้งหลังสั่นสะเทือน ราวกับเทพเจ้าแห่งความตายกำลังเสด็จลงมาด้วยตนเอง
"ช่างน่าประทับใจเสียจริง..." น้ำเสียงนุ่มนวลแต่เย็นเยียบจนน่าขนลุกดังลอดออกมาจากหน้ากากขาว "แต่เด็กน้อยทั้งสอง... พวกเธอกำลังเล่นกับสิ่งของที่ใหญ่เกินกว่าจะเข้าใจนะรู้ไหม"
ระบบแจ้งเตือนสีแดงฉานปรากฏขึ้นตรงหน้าเซวีน่าอย่างกะทันหัน พร้อมกับเสียงสัญญาณเตือนภัยที่ดังสะท้อนก้องในโสตประสาท:
`[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบตัวตนระดับภัยพิบัติ (ภัยคุกคามระดับ SSS) - "ผู้พิทักษ์ประตูมิติที่สูญหาย" ปรากฏตัว]`
`[คำเตือน: โอกาสรอดชีวิต 0.00% - เริ่มต้นกระบวนการล็อกดาวน์พื้นที่จิตวิญญาณ]`
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงบทนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปค่ะ - แอสทริดธาตุมนต์
กลลวงเวทบทสุดท้ายกับสหายที่ไม่เคยรู้จัก•ตอนที่ 18
พิธีล้างบางมิติ
ผลงานโดย แอสทริดธาตุมนต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แอสทริดธาตุมนต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลลวงเวทบทสุดท้ายกับสหายที่ไม่เคยรู้จัก นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!