“ถ้าคุณยังเอาแต่ขยับกระถางนี้ไปทางซ้ายอีกเพียงเซนติเมตรเดียว ฉันจะถือว่าคุณตั้งใจทำลายผลงานศิลปะชิ้นเอกของฉันแล้วนะคะ, คุณสถาปนิก”
เสียงทุ้มนุ่มที่เจือรอยยิ้มขบขันดังขึ้นทันทีที่ปลายนิ้วเรียวของพราวกำลังจะแตะลงบนขอบกระถางดินเผาสีอิฐ พราวชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ อย่างยอมจำนน ดวงตาคู่สวยตวัดมองหญิงสาวเจ้าของเรือนผมสีน้ำตาลประกายแดดที่กำลังยืนกอดอกพิงกรอบประตูระเบียงด้วยท่าทีสบายๆ มายด์ในชุดกันเปื้อนผ้าฝ้ายสีครีมเปื้อนรอยดินจางๆ ส่งยิ้มพราวระยับมาให้ ราวกับกำลังสนุกสนานกับการได้เห็นคนรักความสมบูรณ์แบบอย่างเธอต้องจนมุม
“ก็มันเอียงไปสามมิลลิเมตรค่ะ, มายด์” พราวแย้งด้วยน้ำเสียงที่พยายามทำให้นิ่งที่สุด แม้ว่าหัวใจจะเริ่มเต้นผิดจังหวะตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ “ในฐานะสถาปนิก ฉันยอมรับความไม่สมมาตรไม่ได้หรอกนะคะ โดยเฉพาะกับระเบียงห้องของฉันเอง”
“แต่ในฐานะคนสวน ฉันขอยืนยันว่าธรรมชาติเขาไม่ได้ไม้บรรทัดมาวัดนะคะ, คุณพราว” มายด์ก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละน้อย กลิ่นหอมจางๆ คล้ายผลไม้ตระกูลเบอร์รีที่ผสมผสานกับกลิ่นดินชื้นหลังรดน้ำลอยแตะจมูก ปลุกความรู้สึกอบอุ่นในอกให้วาบหวิวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ มายด์ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ข้างกระถางดอกไม้ต้นใหญ่ที่เธอและพราวช่วยกันลงมือปลูกเมื่อหลายสัปดาห์ก่อน นิ้วเรียวเกลี่ยกลีบดอกไม้สีชมพูระเรื่อที่เพิ่งคลี่บานรับแสงแดดยามสายอย่างทะนุถนอม “ดูนี่สิคะ... เขาผลิบานแล้วนะ”
พราวมองตามปลายนิ้วนั้น หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะระเบียบราวกับแปลนอาคารกลับสะดุดกึก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ริมระเบียงห้องชุดใจกลางเมืองของพราวไม่เคยมีอะไรมากไปกว่าราวเหล็กสีดำสนิทและกระบองเพชรแคระที่อึดถ่านจนแทบไม่ต้องดูแล ชีวิตของเธอถูกออกแบบให้ปลอดภัย ไร้รอยต่อ และไม่มีที่ว่างสำหรับความเปียกชื้นหรือความเปลี่ยนแปลง จนกระทั่งวันที่มายด์ก้าวเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มอุ่นๆ และความคิดที่จะเปลี่ยน “ระเบียงปูนเปลือย” ให้กลายเป็น “สวนหย่อมลอยฟ้า” ดอกไม้พันธุ์เล็กๆ ที่มายด์คัดสรรมาทีละต้น ค่อยๆ เติบโตผ่านวันเวลา ผ่านหยดน้ำค้างยามเช้า และผ่านบทสนทนารสชาติกลมกล่อมยามค่ำคืน
และในเช้าวันนี้ กลีบดอกไม้สีชมพูอ่อนเหล่านั้นก็พร้อมใจกันแย้มบาน ชูช่ออวดความงดงามราวกับจะประกาศว่า ความพยายามตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาไม่สูญเปล่า
“มัน... สวยมากเลยค่ะ” พราวพึมพำเบาๆ ราวกับพูดกับตัวเอง มากกว่าจะพูดกับคนข้างกาย
“สวยเหมือนใครคะ?” มายด์ช้อนตาขึ้นมอง พลอยทำให้ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนภาพใบหน้าของพราวชัดเจน รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่มุมปากทำให้พราวต้องแกล้งเบือนหน้าหนีซ่อนความเขินอายที่กำลังลามเลียพวงแก้ม
“หลงตัวเองใหญ่แล้วนะคะ, คุณนักจัดสวน” พราวเสียงสูงกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง “ฉันหมายถึงฝีมือการเลือกดินต่างหาก ที่ทำให้มันรอดตายมาได้จนถึงวันนี้”
มายด์หัวเราะเบาๆ ในลำคอ เสียงหัวเราะที่พราวเริ่มเสพติดมันเสียแล้ว มากเสียจนบางครั้งเธอกลัวเหลือเกินว่า หากวันหนึ่งเสียงนี้หายไป พื้นที่สีเขียวตรงหน้านี้จะกลับคืนสู่ความแห้งแล้งอีกครั้งหรือไม่ ปมในใจเรื่องการสูญเสียที่พราวเก็บฝังไว้ลึกสุดขั้วหัวใจ มักจะแอบส่งเสียงเตือนภัยเบาๆ ทุกครั้งที่เธอรู้สึกมีความสุขกับใครมากๆ ความกลัวที่จะต้องเจ็บปวดหากความสัมพันธ์นี้มีวันร้าวราน ทำให้พราวมักจะเผลอถอยหลัง, สร้างกำแพง, หรือพูดจาตีกรอบเพื่อเว้นระยะห่างอยู่เสมอ
ทว่า... ในวินาทีนี้ กำแพงเหล่านั้นกลับสั่นคลอนอย่างรุนแรง
มายด์ไม่ได้ขยับหนี เธอยังคงนั่งอยู่ตรงนั้น ใกล้เสียจนพราวได้ยินเสียงลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ มือที่เปื้อนดินนิดๆ ของมายด์เอื้อมขึ้นมาแตะเบาๆ ที่ปลายคางของพราว บังคับให้สถาปนิกสาวผู้รักความเป๊ะต้องหันกลับมาสบตาตรงๆ
การกระทำนั้นชAช็อตความนึกคิดของพราวไปชั่วขณะ โลกทั้งใบราวกับถูกย่อส่วนเหลือเพียงระเบียงแคบๆ แห่งนี้ กลิ่นอายสตรอว์เบอร์รีจางๆ จากตัวมายด์อบอวลขึ้นท่ามกลางไอแดดอุ่น
“พราวคะ...” เสียงของมายด์เปลี่ยนเป็นนุ่มนวลจริงจัง ดวงตาคู่นั้นไม่มีร่องรอยของการหยอกเย้าอีกต่อไป มีเพียงความจริงใจที่ลึกซึ้งจนพราวไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา “รู้ไหมคะว่าทำไมฉันถึงเลือกปลูกดอกไม้ชนิดนี้ที่ระเบียงของคุณ?”
พราวกลืนน้ำลึกอึกใหญ่ลงคอ ลำคอแหบผาก “ทำไม... เหรอคะ?”
“เพราะมันเป็นดอกไม้ที่ต้องการการดูแลเอาใจใส่อย่างพอดีค่ะ” มายด์ระบายยิ้มบางๆ นิ้วมือที่แตะอยู่ใต้คางเลื่อนมาช้าๆ จนปลายนิ้วเกลี่ยเส้นผมที่ตกลงมาปรกแก้มของพราวอย่างแผ่วเบา “ถ้าให้น้ำมากเกินไป รากจะเน่า... แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ไม่สนใจ มันก็จะเฉาตาย ทั้งที่จริงๆ แล้ว มันเข้มแข็งกว่าที่เราคิดเสียอีก... เหมือนกับหัวใจของคุณเลยนะคะ, พราว”
คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้ากลางใจ พราวรู้สึกราวกับถูกกระชากหน้ากากความเข้มแข็งทั้งหมดออกจนหมดสิ้น เธอนิ่งอึ้ง สมองประมวลผลไม่ทันกับความกล้าหาญที่มายด์กำลังแสดงออกมา ความสัมพันธ์ที่เคยคิดว่าเป็นเพียง “เพื่อนบ้าน” หรือ “เพื่อนสนิท” กำลังถูกนิยามใหม่ทีละน้อย ผ่านกลีบดอกไม้ที่กำลังผลิบานตรงหน้า
“มายด์...” พราวเปล่งชื่อนั้นออกมาได้เพียงแผ่วเบา ราวกับเสียงกระซิบ
“ฉันไม่ได้หมายความว่าจะเข้ามาเปลี่ยนชีวิตคุณให้วุ่นวายหรอกนะคะ” มายด์ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด จนระยะห่างระหว่างใบหน้าเหลือเพียงแค่คืบ พราวสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากร่างกายของอีกฝ่าย “ฉันแค่อยากเป็นคนที่คอยรดน้ำ... ในวันที่คุณเหนื่อยล้า และคอยนั่งมองดอกไม้พวกนี้เติบโตไปพร้อมๆ กับคุณ... ในทุกๆ วันต่อจากนี้”
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงลมพัดผ่านยอดไม้ไกลๆ และเสียงหัวใจของพราวที่เต้นโครมครามจนดังสะท้อนในหู ความกลัวที่เคยเกาะกุมจิตใจถูกความอบอุ่นนี้หลอมละลายจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม พราวน้ำตาคลอเบ้าโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกตื้นตันตีรวนขึ้นมาจุกที่อก เธอไม่เคยได้รับความรักที่อดทนและเข้าใจตัวตนของเธอได้ลึกซึ้งขนาดนี้มาก่อน
พราวสูดหายใจเข้าลึกเพื่อรวบรวมความกล้า มือเรียวที่เคยลังเล เอื้อมไปทาบทับลงบนหลังมือของมายด์ที่ยังคงประคองแก้มเธออยู่ ผิวสัมผัสอุ่นจัดส่งผ่านความรู้สึกทั้งหมดตรงไปยังหัวใจ พราวขยับริมฝีปากเตรียมจะเอ่ยคำตอบบางอย่างออกไป—คำตอบที่จะเปลี่ยนสถานะของพวกเขาสองคนไปตลอดกาล
แต่ทว่า...
*กริ๊งงงงงง!*
เสียงกริ่งประตูหน้าห้องพักดังขึ้นอย่างกะทันหัน ทำลายความเงียบงันและบรรยากาศอันเปราะบางลงในเสี้ยววินาที ทั้งพราวและมายด์สะดุ้งสุดตัว ผนարรวมกับความตกใจ พราวดึงมือกลับตามสัญชาตญาณ ขณะที่มายด์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความแปลกใจ
ใครกันที่มาMorning Call ในเวลาแบบนี้? พราวขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิดเล็กน้อยที่ช่วงเวลาสำคัญถูกขัดจังหวะ เธอลุกขึ้นยืนปัดกระโปรงเบาๆ ก่อนจะหันไปส่งสายตาเชิงขอโทษให้มายด์ “เดี๋ยวฉันมานะคะ...”
พราวเดินแกมวิ่งกลับเข้ามาในตัวห้องพัก ผ่านห้องนั่งเล่นที่จัดระเบียบเรียบร้อย ตรงไปยังประตูหน้า เธอส่องตาแมวเพื่อดูแขกผู้ไม่ได้รับเชิญ แต่ภาพที่สะท้อนผ่านเลนส์ตาแมบกลับทำให้ลมหายใจของสถาปนิกสาวสะดุดกึกอีกรอบ—ไม่ใช่เพราะความโรแมนติก แต่เป็นความตกใจขั้นสุด
ผู้หญิงในชุดสูทสีเทาดำเนี้ยบกริบ รวบผมตึงเป๊ะ และถือแฟ้มเอกสารหนังแท้ราคาแพงกำลังยืนรอด้วยสีหน้าเรียบเฉย... และคนๆ นั้น คือ “คุณกานดา” อดีตคนรักเก่าของพราว ผู้หญิงที่เคยทิ้งรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ไว้ในใจ และเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้พราวปิดตายประตูหัวใจมานานนับปี
มือที่กำลังจะหมุนลูกบิดประตูแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของพราวก็สั่นครืดขึ้นมาพร้อมกับข้อความแจ้งเตือน หน้าจอแสดงชื่อของกานดาพร้อมข้อความสั้นๆ ที่ทำเอาเลือดในกายเย็นเฉียบ:
*“พี่กลับมาแล้วนะพราว... เรามีเรื่องต้องเคลียร์กันให้จบสักที”*
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่อยู่เคียงข้างและเดินทางเติบโตไปพร้อมกับสวนดอกไม้เล็กๆ นี้เสมอนะคะ
พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี•ตอนที่ 14
สวนดอกไม้ริมระเบียง
ผลงานโดย สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายไหมกลิ่นสตรอว์เบอร์รี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง พื้นที่หัวใจระบายสีสตรอว์เบอร์รี นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!