“ถ้ายั่วยวนเก่งนัก ทำไมไม่หาเงินมาสักหยวนให้ฉันดูล่ะ นังตัวดี! ตระกูลจางของเราไม่ได้เลี้ยงข้าวฟรีคนไร้ประโยชน์! บ้านหลังนี้ไม่ได้มีไว้ให้เจ้ากินนอนไปวันๆ!”
เสียงตบโต๊ะไม้สนเสียงดังสนั่นจนเศษฝุ่นร่วงกราวลงมาจากเพดานฟางข้าว เสียงแหลมสูงบาดหูของแม่สามีอย่าง ‘ป้าสะใภ้ใหญ่จาง’ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันลับหลังว่าแม่เฒ่าจาง กำลังแผดเผาโสตประสาทของหลินอวี้ซินให้ตื่นจากภวังค์อันยาวนาน
ความเจ็บปวดแปลบปลาศราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงเข้ามาในสมอง กลิ่นอับชื้นของโคลนผสมกับกลิ่นอาหารบูดเน่าลอยเข้าจมูก ร่างกายที่เคยเบาสบายยามปฏิบัติหน้าที่ในห้องผ่าตัดโรงพยาบาลเอกชนระดับท็อปของศตวรรษที่ 21 บัดนี้กลับหนักอึ้งและระบมไปหมดราวกับถูกรถบรรทุกทับ
หลินอวี้ซินขยับเปลือกตาที่หนักอึ้งอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือผนังดินเหนียวเก่าคร่ำคร่า ปฏิทินกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าๆ ที่แปะทับกันหลายชั้นเพื่อกันลมหนาว และเงาร่างของหญิงวัยกลางคนรูปร่างผอมแห้ง ใบหน้าบึ้งตึงจนย่นยู่เป็นคลื่นกำลังชี้หน้าด่าทอเธอด้วยถ้อยคำหยาบคาย
*นี่ฉัน... ทะลุมิติมาจริงๆ สินะ*
ในฐานะศัลยแพทย์ทรวงอกมือหนึ่งผู้ควบตำแหน่งแพทย์แผนจีนโบราณอัจฉริยะ อวี้ซินเคยอ่านนิยายทะลุมิติมาบ้างยามว่างเว้นจากการผ่าตัด แต่ไม่คิดเลยว่าโชคชะตาจะตลกร้ายส่งเธอให้เข้ามาสิงอยู่ในร่างของ ‘หลินอวี้ซิน’ สะใภ้รองตัวร้ายแห่งหมู่บ้านหงซิง ในปี ค.ศ. 1976 ยุคที่ข้าวยากหมากแพง ผู้คนต้องใช้คูปองแลกอาหาร และการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีเพื่อนมนุษย์ถือเป็นเรื่องปกติประจำวัน
เจ้าของร่างเดิมเป็นหญิงสาวเมืองกรุงที่ถูกส่งมาใช้แรงงานในชนบทด้วยนโยบาย ‘ส่งเยาวชนสู่ชนบท’ ด้วยความอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย และทำนาไม่เป็น จึงมักถูกคนในครอบครัวสามีรังแกและกดขี่อยู่เสมอ แถมสามีของเธออย่าง ‘จางเหว่ย’ ก็เพิ่งถูกเกณฑ์ไปประจำการที่ค่ายทหารชายแดน ทิ้งให้เธอต้องเผชิญหน้ากับแม่สามีใจร้ายและน้องสามีจอมเกียจคร้านตามลำพัง จนกระทั่งตรอมใจตายคาเตียง และเป็นจังหวะเดียวกับที่ดวงวิญญาณจากอนาคตเข้ามาแทนที่
“มองหน้าฉันแบบนี้หมายความว่ายังไง! นังสารเลว แกคิดจะเถียงฉันเรอะ?” แม่เฒ่าจางเห็นลูกสะใภ้นิ่งเงียบไม่ยอมตอบโต้แถมยังจ้องมองมาด้วยแววตานิ่งสงบผิดปกติ จึงยิ่งบันดาลโทสะพุ่งเข้าไปกระชากผมยาวสลวยของอวี้ซินอย่างแรง
*เพียะ!*
ฝ่ามือหยาบกร้านฟาดลงบนข้างแก้มขาวเนียนจนเกิดรอยแดงเป็นปื้น รสชาติคาวเลือดคละคลุ้งอยู่ในปาก ความเจ็บแปลบแล่นริ้วขึ้นสมอง แต่อวี้ซินไม่มีทีท่าว่าจะหวาดกลัวแต่อย่างใด ประกายตาคมกริบดั่งใบมีดผ่าตัดฉายแววเย็นชาออกมาวูบหนึ่ง เธอไม่ใช่หญิงสาวอ่อนแอให้ใครรังแกได้อีกต่อไปแล้ว!
“คุณแม่...” อวี้ซินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแหบพร่าแต่นิ่งสนิท ไร้ซึ่งรอยน้ำตาหรือเสียงสะอื้นไห้ดังเช่นเคย ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของแม่เฒ่าจางจนอีกฝ่ายเผลอชะงักถอยหลังไปครึ่งก้าวด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด
“แก... แกกล้าดียังไงมามองฉันด้วยสายตาแบบนี้!”
“ฉันก็แค่กำลังคิดว่า...” อวี้ซินค่อยๆ พยุงร่างที่อ่อนระโหยโรยแรงของตนเองลุกขึ้นยืน แม้ส่วนสูงจะไม่มากนักแต่ท่าทางกลับองอาจสง่างามราวกับพญาหงส์ “ข้าวปลาในบ้านนี้ตั้งแต่เช้าจนค่ำ ฉันเป็นคนหาฟืน ตักน้ำ และทำงานในแปลงนาแต้มคะแนนสะสมมากกว่าใคร แต่ข้าวที่ตกถึงท้องฉันกลับมีแต่วันละชามน้ำต้มผักจางๆ แถมยังต้องมาทนฟังเสียงเห่าหอนของคนบางคนตั้งแต่ไก่โห่ ท่านคิดว่าฉันเป็นทาสที่ซื้อมาด้วยเงินสิบลี้หรือไงคะ?”
“นัง... นังสะใภ้รอง! แกกล้าด่าฉันว่าหมาเรอะ!” แม่เฒ่าจางกรีดร้องด้วยความโกรธจัด หน้าดำคร่ำเครียดจนเส้นเลือดข้างขมับปูดโปน นางเงื้อมือขึ้นหมายจะตบซ้ำอีกครั้ง
แต่อวี้ซินเร็วกว่า เธอเอี้ยวตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับยื่นมือไปบีบข้อมือของแม่เฒ่าจางไว้แน่นอย่างแม่นยำ กดลงบนจุดชีพจรฝังเข็มที่ข้อมือซ้ายอย่างแรงจนแม่เฒ่าจางร้อง “โอ๊ย!” ออกมาลั่นบ้าน แรงชาหนึบวิ่งพล่านไปทั้งแขนจนเรียวแรงที่มีหดหายไปในพริบตา
“อย่ามาแตะต้องตัวฉันอีกค่ะ” อวี้ซินกระซิบด้วยน้ำเสียงต่ำทุบทว่าทรงพลัง “จำใส่สมองเอาไว้ ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป หลินอวี้ซินคนเดิมตายไปแล้ว ถ้าท่านยังกล้าหาเรื่องฉันอีกแม้แต่ครั้งเดียว อย่าหาว่าฉันไม่เตือน!”
แม่เฒ่าจางอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง นางมองหน้าลูกสะใภ้ที่มักจะก้มหน้ายอมจำนนเสมอราวกับเห็นผีสาง ใบหน้านั้นดูน่ากลัวและเย็นชาจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว
ในจังหวะที่บรรยากาศกำลังตึงเครียดจนแทบขาดใจ ประตูไม้เก่าๆ หน้าบ้านก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรง...
ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อผ้าทหารสีเขียวเข้มที่เปรอะเปื้อนฝุ่นดินและหยาดเหงื่อก้าวเข้ามาด้วยฝีเท้าหนักแน่น ใบหน้าคมคายมีรอยแผลเป็นจางๆ ที่หางคิ้ว แววตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์ภายในบ้านแวบเดียวก็เข้าใจทุกอย่าง
“พี่รอง... พี่รองกลับมาแล้ว!” เสียงตะโกนอย่างตกใจของน้องสามีดังขึ้น
จางเหว่ย... สามีที่แต่งงานกันได้เพียงสามวันก็ต้องรีบกลับไปรายงานตัวที่ค่ายทหาร บัดนี้เขายืนตระหง่านอยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มผู้ขึ้นชื่อว่าซื่อสัตย์และดุร้ายในสนามรบ แต่กลับมีดวงตาที่ไหวระริกด้วยความเจ็บปวดเมื่อเห็นรอยแดงเด่นชัดบนแก้มของภรรยา
จางเหว่ยสาวเท้าเข้ามาใกล้ หันไปมองมารดาด้วยสายตาเย็นเยียบราวกับน้ำแข็งขั้วโลก ก่อนจะหันมามองอวี้ซินที่กำลังยืนหายใจหอบเล็กน้อยแต่ยังคงเชิดหน้าสู้
“ใครทำ?” น้ำเสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาอย่างน่ากลัว
อวี้ซินหันไปมองหน้าสามีหมาดๆ ผู้นี้ ความทรงจำบอกเธอว่าชายคนนี้คือเสาหลักเดียวในบ้านที่ปกป้องเธอเงียบๆ เสมอ ทว่าก่อนที่ใครจะได้พูดอะไร เสียงท้องร้องโครกครากดังสนั่นก็ประสานกันขึ้นมาจากท้องของคนในบ้าน...
และในวินาทีนั้นเอง จมูกของอวี้ซินก็พลันกระตุก กลิ่นหอมเย้ายวนใจของน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีนและข้าวสวยร้อนๆ หอมฉุย ก็ลอยทะลุผ่านมิติอากาศเข้ามาแตะจมูกเธออย่างชัดเจน!
กลิ่นหอมนั้นชัดเจนและเย้ายวนเกินกว่าจะเป็นอาหารในยุคข้าวยากหมากแพงนี้... และมันมาจาก ‘มิติลับโรงพยาบาล’ ในห้วงความคิดของเธอนั่นเอง!
(ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนที่ 1 ของรี้ดเดอร์ทุกท่านนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!)
คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน•ตอนที่ 1
วิญญาณแพทย์หญิงในร่างใหม่
ผลงานโดย อวี้ซินหมอยายุค 70
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (อวี้ซินหมอยายุค 70)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คุณหมอหญิงทะลุมิติมาเป็นสะใภ้ตัวร้ายในยุคขาดแคลน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!